วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560

บัตรทอง : มือที่ประคองของคนเปราะบาง



                                                                สุริยา เผือกพันธ์: เรียบเรียง


        “มนุษย์เรายอมสูญเสียสุขภาพเพื่อให้ได้เงินมา แล้วยอมสูญเสียเงินตราเพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ” ข้อควรฉงนของดาไล ลามะที่กล่าวไว้ เป็นเรื่องจริงในสังคมของเรา

        อาจไม่ใช่ข้อกังวลนักหากบุคคลดังกล่าวอยู่ในสถานะที่พึ่งพาตนเองได้ แต่สำหรับ “คนเปราะบาง” มันเป็นโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตเลยทีเดียว

        ความเปราะบางคืออะไร  สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล (2560) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ความเปราะบางคือสภาพที่ทำให้อ่อนแอหรืออ่อนด้อยไม่มีกำลังและความสามารถพอที่จะรับมือกับปัญหาที่เข้ามากระทบ รวมทั้งไม่สามารถจะคาดการณ์หรือวางแผนล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิผลว่า เมื่อเกิดปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นจะจัดการอย่างไรและเมื่อได้รับผลกระทบจากปัญหา จนอยู่ในสภาพที่เสียหลักล้มหรือ “บอบช้ำ”แล้ว จะสามารถลุกขึ้นและกลับคืนมาสู่สภาพที่เป็นปกติได้อย่างไร

        คนเปราะบาง มีหลากหลายกลุ่ม เป็นกลุ่มเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้หญิง เด็กเร่ร่อน/คนไร้บ้าน กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้พิการทางกายและจิต คนที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและการเรียน 
ชนกลุ่มน้อยกลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้สัญชาติ คนพลัดถิ่น ผู้ต้องขังในทัณฑสถาน คนยากจน และแรงงานต่างด้าว เป็นต้น


        คนเปราะบางจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการด้านการศึกษา

        คนเหล่านี้ แม้ว่าจะแตกต่างกันและหลากหลายเพียงใด ทุกคนในทุกกลุ่มก็ควรจะมีโอกาสและสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต อย่างน้อยก็ในเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถูกสุขลักษณะ การรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย ได้เรียนรู้เพื่อการมีชีวิตที่มีคุณภาพ มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในกิจการของส่วนรวมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งหมดคือองค์ประกอบพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน

        ในที่นี้จะกล่าวถึง กลุ่มคนที่คุ้นชินมากกว่ากลุ่มอื่น ๆคือกลุ่มคนจนองค์การสหประชาชาตินิยามความยากจนไว้ว่า ความยากจนคือ สภาพที่คนเราไม่มีโอกาสและไม่มีทางเลือกที่นำไปสู่ ความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพที่ดี มีศักดิ์ศรีและมีความเคารพในตนเองและผู้อื่น

        ความยากจนเป็นต้นเหตุของความอ่อนด้อยหลายด้าน เช่น ที่อยู่ไม่ถูกสุขลักษณะ สุขภาพไม่ดี ได้รับการศึกษาน้อย ในประทศไทย คนยากจนคือ กลุ่มคนเปราะบางที่่ใหญ่ที่สุด โดยกลุ่มคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในชนบทร้อยละ 62 ได้รับการศึกษาน้อย ร้อยละ 82.3 มีการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ที่สูงกว่าระดับประถมศึกษา แต่ไม่เกินระดับอนุปริญญามีร้อยละ 17 มีอาชีพเกษตรกรรม ครอบครัวขนาดใหญ่/ลูกมาก เป็นครอบครัวข้ามรุ่น (ผู้สูงอายุอยู่กับเด็ก) และผู้สูงอายุอยู่คนเดียวตามลำพัง

        คนจนมีสิทธิเช่นคนอื่น ๆ ในสังคม แต่มีโอกาสเข้าถึงบริการต่าง ๆในปริมาณและคุณภาพที่ด้อยกว่า เช่น การศึกษาและสุขภาพ

        รายงานการวิเคราะห์ความยากจนและความเหลื่อมลำ้ในประเทศไทยปี 2558 ชี้ให้เห็นว่า

        ในด้านการศึกษา กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ด้อยที่สุด มีโอกาสศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพียงร้อยละ 39 กลุ่มประชากรร้อยละ 10 ที่มีฐานความเป็นอยู่ดีที่สุด มีโอกาสถึง ร้อยละ 70


   ในสังคมไทย..ปัจจุบันการออกกำลังกายได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

          ในด้านสาธารณสุข คนจนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐจัดให้ แต่ค่ารายหัวไม่เท่ากัน โดยกลุ่มคนรายได้น้อย (เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน) ในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และประกันสังคม ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ประมาณ 4 เท่า

        อย่างไรก็ตามสำหรับด้านสาธารณสุข  ประเทศไทยดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตั้งแต่ปี 2544-2545 ซึ่งปัจจุบันสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพมีความครอบคลุมถึงประชาชนทุกคน ภายใต้ 3 กองทุนสุขภาพหลัก ได้แก่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือโครงการบัตรทอง (ร้อยละ 73.7) ประกันสังคม (ร้อยละ 17.2) และสิทธิสวัสดิการข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 7.4)

        ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา คนไทยได้รับความคุ้มครองความเสี่ยง จากค่าใช้จ่ายทางสุขภาพที่ดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากร้อยละครัวเรือนที่ล้มละลายและครัวเรือนที่ตกอยู่ในภาวะยากจน อันมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายทางสุขภาพที่ลดลง แสดงให้เห็นถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานที่จำเป็นที่ดีขึ้นของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยากจนและเปราะบาง
         

ต้นไม้แห่งความยากจน

        โครงสร้างทางสังคมไม่เป็นธรรม จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่คนจำนวนหนึ่งมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ๆ ในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ยิ่งสังคมมีความเหลื่อมลำ้มากเท่าใด ระดับความยากจนและจำนวนคนจนจะมีมากขึ้นเท่านั้น ผลของความเหลื่อมล้ำ ทำให้ความมั่งคั่ง (เงินทอง ทรัพย์สิน)ทรัพยากร (ทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้และเทคโนโลยี) โอกาสเข้าถึงสิ่งดี ๆ สำหรับชีวิต ถูกครอบครองโดยคนส่วนน้อย

        สิ่งที่ตามมาคือ ความขัดแย้งในสังคม สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงจะมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มหรือระหว่างชนชั้นสูง มีปัญหาด้านสุขภาพและปัญหาอื่น ๆ มากกว่าในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำในระดับต่ำกว่า

        สุขภาพเป็นความเหลื่อมล้ำด้านหนึ่งของคนในสังคมไทย การดำเนินนโยบายของรัฐในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การทำให้ประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมถึงยาพื้นฐานและวัคซีนที่จำเป็น เป็นหลักการพื้นฐานในการบรรลุระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชน เป็นมือที่ประคองของคนเปราะบางในสังคมไทย

...........................................................................................
เอกสารประกอบการสอนวิชา ศท 0201 การศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์ เรียบเรียงจาก:   สถาบันวิจัยประชากรและสังคม สุขภาพคนไทย 2560. มหาวิทยาลัยมหิดล 2560. ท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสารดังกล่าว
       
       

        

วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

4 รูปแบบการศึกษาผู้ใหญ่ (Four Models of Adult Education)





                       Ken Pawlak and William Bergquist: เขียน

                                สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง                   
              
คำสำคัญ : Postmodern Age, Adult Education, Pedagogy,
               Andragogic Education, Transformative Education,
               Appreciative Education,


“มุ่งเน้นที่การพัฒนาปัญญาและประสบการณ์ของผู้เรียนหลังยุคทันสมัย (Engaging Experience and Wisdom in a Postmodern Age)”

          หลายปีมาแล้ว มีสมมุติฐานว่า วุฒิภาวะของหญิงและชายจะพัฒนาสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้รับการศึกษาในระดับหลังมัธยมศึกษา (วิทยาลัย, มหาวิทยาลัย,การศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ) หรือไม่ก็ไม่มีสมมุติฐานเช่นว่านี้ในช่วงปฐมวัย แน่นอนว่า ในช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 นี้มีหลักฐานเกิดขึ้นเกี่ยวกับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเรียนในระดับการศึกษาหลังมัธยมศึกษา (Post secondary Education) อธิบายว่า หลังยุคการศึกษาแบบดั้งเดิม (Traditional College Age) ที่ผู้เรียนมีอายุตั้งแต่ 18 – 26 ปี มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมากว่า ประสบการณ์ของการจัดการศึกษาหลังมัธยมศึกษาเหล่านี้ ไม่ได้เติมเต็ม (ศักยภาพ) ในสิ่งที่พวกเขามีเป็นทุนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความโชคร้ายอย่างมาก เพราะยังมีสมมุติฐานอยู่กับการเรียนการสอน (Pedagogy) แบบที่เน้นจุดประสงค์เหมือนกันกับเด็กหญิง-ชายที่ศึกษาอยู่ในการศึกษาระดับหลังมัธยมศึกษาต้องการ


            หลักสูตรการจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่อย่างเป็นระบบ เริ่มเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและได้ขยายไปถึงการศึกษาระดับอนุปริญญา (Undergraduate) และระดับปริญญาตรี (Graduate) เพื่อเป็นการเตรียมตัวผู้ใหญ่ในการประกอบอาชีพที่สองและสามในอนาคต หลักสูตรเหล่านี้ บ่อยครั้งมากที่ให้เรียนในเรื่องการจัดการหรือไม่ก็เกี่ยวกับธุรกิจต่าง ๆ (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ค่าเล่าเรียนสำหรับหลักสูตรเหล่านี้ มาจากการสนับสนุนของสถานประกอบการที่นักศึกษาทำงานอยู่ด้วย) หลักสูตรอื่น ๆ หลายหลักสูตรในสายวิชาชีพ เช่น พยาบาลและจิตวิทยา เปิดสอนให้กับผู้ที่ทำงานอยู่แล้วและมีความต้องการเป็นพิเศษที่จะได้วุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น เป็นใบประกาศนียบัตร (Certification) หรือใบอนุญาตประกอบอาชีพ (Licensing)




การศึกษาผู้ใหญ่ (Andragogic Education)

            การหันกลับมาดูหลักสูตรใหม่เหล่านี้เพื่อเปรียบเทียบกับการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม (Pedagogy)ของการศึกษาหลังระดับมัธยมศึกษา ปัจจุบันมีรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เรียกว่า Andragogy ที่พัฒนาโดย Malcolm Knowles (1980) Knowles และ เพื่อน (1984) Patricia Cross (1981) โดยเน้นลักษณะเฉพาะและความต้องการที่ท้าทายของผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อการสร้างประสบการณ์การศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีจุดเน้น ความยืดหยุ่นมากขึ้นและโดยเฉพาะให้มีความซาบซึ้งในประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยวุฒิภาวะและใช้ความรู้เป็นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน อิลินอร์  กรีนเบริก (Elinor Greenberg) ได้เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า ดูเหมือนว่า ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ “จะเป็นผู้มีประสบการณ์มาก แต่ขาดหลักวิชา” (Experience rich, but theory poor) ขณะที่ผู้เรียนเด็ก ๆ (หรืออย่างน้อยเมื่อจบการศึกษา) เป็นผู้ที่ “มีหลักวิชามากแต่ขาดประสบการณ์” (Theory rich, but experience poor)

            เรามีจุดมุ่งหมายว่า รูปแบบการศึกษาผู้ใหญ่ (Andragogic Model of Education) ควรเน้นไปที่การเสริมสร้างอาชีพ เราต้องการอธิบายว่ามันเป็นความจำเป็นที่ต้องก้าวออกไปจากรูปแบบการสอนแบบเดิม ในการจัดการศึกษาระดับนี้ อย่างไรก็ตาม การขยายจุดมุ่งหมายออกไป ไม่ได้เป็นเพียงออกไปจาก รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม (Pedagogical Model) ที่เราเคยยอมรับกันเท่านั้น แต่ยังต้องการให้ผู้เรียนที่เข้ามาเรียนในสถาบัน มีความสำเร็จตามที่ตนต้องการ ซึ่งไม่เพียงแต่มีประสบการณ์ แต่ยังมีหลักวิชาการและบทบาทและการดำเนินชีวิตในโลกใบนี้อีกด้วย เรามีความหวังว่า รูปแบบการศึกษาผู้ใหญ่แบบที่สามและสี่ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้ จะยั่งยืน สามารถขยายและส่งเสริมความต้องการของผู้เรียนในวันนี้ได้อย่างต่อเนื่อง



การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Education)

            การศึกษารูปแบบที่สามนี้ อยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเหมือนกับเด็กหญิงชายทั่วไปที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า เฟรดเดอริค ฮัดสัน (Frederick Huson, 1991) ได้เสนอไว้ว่า การพัฒนาผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็นการพัฒนาแบบเส้นตรงหรือโค้งงอ ไม่ใช่จากความสลับซับซ้อนน้อยไปสู่ความสลับซับซ้อนมาก แต่เป็นชุดการพัฒนาแบบวงจรชีวิต (Life Cycles) วุฒิภาวะของความเป็นผู้ใหญ่และรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ที่ผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงมาอย่างลึกซึ้ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สามารถทำนายหรืออย่างน้อยก็เป็นคำอวยพรเพื่อปลุกชีวิตให้มีพลัง (Life’s Blessing) โดยผ่านวิถีชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน การเกิดของเด็ก การประกอบอาชีพ ฯลฯ พอ ๆ กับอีกด้านหนึ่งของชีวิต ที่เป็นอนิจจัง (Life’s vicissitude) เช่น การเจ็บป่วย การตายการตกงาน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อยู่นอกเหนือความตั้งใจที่จะจัดการกับมัน ดังนั้น การส่งเสริมการสร้างพลังอำนาจ การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นรูปแบบการเรียนรู้ รูปแบบที่สามของการศึกษาผู้ใหญ่

 การศึกษาแบบซาบซึ้ง (Appreciative Education)

          รูปแบบที่สี่ เริ่มด้วยการมีสมมุติฐานว่า ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่คือ บุคคลที่มากด้วยประสบการณ์ มีสติปัญญาและการหยั่งรู้ (รู้ลึก)  คล้ายกับบทบาทของครู อาจารย์ หรือ ผู้อำนวยความสะดวก หรือ ผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง บทบาทที่แสดงออกแบบผู้สอนหรือครูผู้สอนกับผู้เรียน ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานระหว่างคนมีกับไม่มีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ แต่จริง ๆ แล้ว ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เรียนด้วย ขณะที่สามรูปแบบแรก ของการศึกษาผู้ใหญ่ ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของผู้เรียนที่ขาดความรู้ ความสามารถ ดังนั้น รูปแบบที่สี่ การศึกษาแบบซาบซึ้ง โดยธรรมชาติ จึงมองว่า คนเป็นสินทรัพย์มากกว่า มองว่าคนที่ขาดความรู้แล้วเข้ามาเพื่อรับความรู้นั้น



            รูปแบบแรก (Pedagogy) สรุปว่า ผู้เรียน (ส่วนใหญ่ยังเด็ก) ต้องการความรู้หรือทักษะที่แน่นอน เพื่อความเป็นพลเมือง เป็นลูกจ้าง เป็นผู้ประกอบอาชีพ เป็นคู่สมรส เป็นพ่อ-แม่ เป็นต้น ที่ประสบความสำเร็จ รูปแบบนี้ ความสำคัญอยู่ตรงที่ ผู้เรียนเหมือนเหยือกน้ำที่ว่างเปล่า (หรือค่อนข้างไม่มีความรู้มาก่อน) ที่ผู้สอนที่เชี่ยวชาญต้องเทความรู้ ทักษะและประสบการณ์ลงไป

            รูปแบบที่สอง (Andragogy) ก็เช่นกัน อยู่บนพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ ขณะที่ผู้ใหญ่ที่เข้าเรียนในหลักสูตรมีประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม (Substantial Experience) อยู่แล้ว เหมือนเหยือกน้ำ 1 โถหรือมากกว่านั้นเป็นเหยือกที่มีน้ำอยู่แล้ว แต่ยังต้องการเรียนรู้และฝึกฝนเพิ่มเติม เหมือนเหยือกที่ยังไม่เต็ม แต่ต้องการเติมให้เต็ม (อย่างน้อยก็เติมบางส่วน) ดังนั้น การเรียนรู้จึงเป็นการตระเตรียมเพื่อสร้างบทบาทใหม่หรือเพื่อความก้าวหน้าและความสำเร็จในการประกอบอาชีพในปัจจุบัน

            รูปแบบที่สาม (Transformation) แม้ว่า ความสำคัญจะอยู่บนพื้นฐานของความขาด( ความรู้) บางคน (ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง) ต้องการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเอง ดูเหมือนว่า ถ้าปราศจากการช่วยเหลือแล้ว น้อยมากที่เขาเหล่านั้น จะประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังมีข้อสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี ที่จะสามารถทำให้ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ เฉลียวฉลาด มีความเมตตากรุณา มีความกตัญญูและมีทักษะทางสังคมมากขึ้น เป็นต้น  เหมือนได้เกิดอีกครั้ง ถ้าผู้เรียนได้มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ความเป็นคนใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงย่อมดีขึ้นกว่าความเป็นคนเดิมที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

            รูปแบบที่สี่ (Appreciation) ไม่ได้เน้นที่การเติบโตหรือเรียนรู้ใหม่ แต่เป็นการนำจุดเด่น ประสบการณ์และศักยภาพของบุคคลมาบูรณาการกับการศึกษา เพื่อสร้างปัญญา (ความรู้ลึก รู้รอบ มีความรู้ มีทักษะ) แทน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นแล้ว เกิดองค์ความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชา นอกจากนี้ ความมีปัญญาและความซาบซึ้งนี้ ไม่ได้เป็นความลับเฉพาะในบริบทที่นักเรียนและครูหรือนักเรียนกับนักเรียนด้วยกันร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นเท่านั้น แต่สามารถเปิดเผยแก่คนทั่วไปได้อย่างไม่จำกัด




บทสรุป (Conclusion)

            ในฐานะที่สังคมของเรามีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มีลักษณะที่ไม่สามารถทำนายได้ มีความวุ่นวายสับสน (เป็นเงื่อนไขของสังคมยุคหลังทันสมัย) และในฐานะที่จะสังคมกำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ดูเหมือนว่า การศึกษาผู้ใหญ่ในรูปแบบที่สามและสี่ จะมีความสำคัญมากขึ้น การเขียนบทความนี้มีการกลั่นกรองหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการสร้างรูปแบบการศึกษาผู้ใหญ่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการจัดการศึกษาต่อไป

.............................................................................................................

.https://psychology.edu/about/four-models-of-adult-education/














Ken Pawlak and William Bergquist: