วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ห้องเรียนกลับด้านพัฒนาการเรียนรู้ต่อเนื่อง (Continuous Learning In The 21st Century Classroom)



                                                                                                Felicia Zorn:  เขียน
                                                                 สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


         “เป้าหมายพื้นฐานของการศึกษาในโรงเรียน ควรสร้างคนให้มีความสามารถทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น ๆ ที่เคยทำมาแล้ว” 
        (The Principle goal of education in the schools should be creating men and women who are capable of doing new things, not simply repeating what other generations have done- Jean Piaget
  

          นักเรียนที่เรียนในห้องเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning Environment) มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะเพื่อให้เกิดความสำเร็จในการเรียนและการอาชีพ

          เมื่อกล่าวถึงการใช้ระบบดิจิทัล (Digital) มาสนับสนุนการเรียนการสอน การสอนเฉพาะบุคคล (Personalized Instruction) นักเรียนจะได้รับอนุญาตให้มีการค้นคว้า ออกสำรวจเพื่อขยายความสนใจและสร้างความเป็นอัจฉริยะของพวกเขา ด้วยวิธีการดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า เรากำลังหล่อหลอมความสามารถในการอธิบายและการแก้ไขปัญหา นักเรียนกำลังถูกปลูกฝังความสัมพันธ์เชิงบวก ประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ได้สร้างทางเลือกในการเรียนรู้แก่นักเรียน  อย่างมากมาย


                                     
“กูเกิ้้ลเป็นเครื่องมือสำหรับการค้นคว้าความรู้ที่ได้รับความนิยมสูงสุด”

          ความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน เป็นคุณลักษณะของความเป็นผู้นำ การลงทุนในมนุษย์เป็นวิธีการของธุรกิจที่ต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืนและหวังผลกำไร แทนที่จะจ้างแรงงานใหม่  ธุรกิจกลับฝึกฝนและพัฒนาพนักงานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำมาใช้ปฏิบัติในโรงเรียนได้

          เยาวชนในทุกวันนี้ ได้รับการฝึกฝนทางด้านเทคโนโลยีเพียงพอแล้ว ครูสามารถพัฒนาการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง (Continuous Learning) ในห้องเรียนได้ เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง



               
             “นักเรียนสร้างบล็อกไว้สำหรับบันทึกและเผยแพร่ความรู้
                                       ที่ได้จากการค้นคว้า”

การเรียนรู้ต่อเนื่อง (Continuous Learning) คืออะไร

          แม้ว่าการเรียนรู้ต่อเนื่องจะให้ความหมายได้ดีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong  Learning) แต่ถ้านักเรียนมีวุฒิภาวะ มันจะเป็นวิธีที่ดีมากในการสร้างแรงจูงใจให้กับพวกเขาอย่างแท้จริง เพื่อการพัฒนานิสัยใฝ่รู้เหล่านี้ นักเรียนต้องเรียนรู้มากไปกว่า การจดจำข้อเท็จจริง พวกเขาต้องเข้าใจการเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับโลกภายนอก ต้องเข้าใจความหมายของเนื้อหาและสามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการค้นพบใหม่นี้ นำสรุปเป็นความคิดรวบยอด (Concepts)

          ในห้องเรียนออนไลน์มีความเป็นกันเอง มีเครื่องมือให้นักเรียนได้ค้นคว้า 
เช่น USAprep (หรือที่นักเรียนนิยมใช้กันมากคือ กูเกิ้ล : ผู้แปล)ใช้ในการค้นคว้าวิจัย มีกระบวนการประเมิลผล การคิดวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้เกิดความรู้ ช่วยปลูกฝังความมีเหตุผลและสามารถสรุปผลได้ด้วย นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างถูกต้องชัดเจน สามารถแสดงพฤติกรรมด้านศีลธรรม ความเคารพนบนอบและมีอิสระในการสื่อสารกับโลกภายนอกได้อย่างเต็มที่


          ในฐานะครู เราคือตัวแบบในพฤติกรรมเหล่านี้ ห้องเรียนแบบผสมผสานที่มีระบบดิจิทัลสนับสนุน พวกเราสามารถนำมาใช้เป็นวิธีการที่ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน ครูสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างความตระหนักด้วยการสร้างความเข้าใจในการออกแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ และใช้เทคโนโลยีเพื่อตองสนองความต้องการของนักเรียน 

       ดังนั้น ต่อไปนี้ จะกล่าวถึงวิธีการยกระดับเป้าหมายการเรียนรู้และความคาดหวังให้กับนักเรียนของเรา

การเรียนรู้แบบกลับด้านและแบบผสมผสาน (Flipped & Blended Learning)

          ตัวอย่างที่สำคัญของการออกแบบห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้แบบผสมผสานคือ ใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom Model) อ้างถึงเครือข่ายการเรียนรู้แบบกลับด้าน (Flipped Learning Network) ได้ให้คำอธิบายว่า เป็นเหมือนวิธีการสอน
แบบ Pedagogical Approach ที่มีครูสอนโดยตรง แต่ย้ายจากพื้นที่ที่มีนักเรียนเรียนเป็นกลุ่ม ไปสู่พื้นที่ที่นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง (Individual Learning) ผลก็คือ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพื้นที่ที่เรียนเป็นกลุ่มไปสู่การเรียนในรูปแบบเฉพาะบุคคล ที่มีปฏิสัมพันธ์และเป็นพลวัต ครูสามารถแนะนำนักเรียนให้ประยุกต์ใช้ความคิดรวบยอดในเนื้อหาสาระและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในรายวิชาที่เรียนได้


          ในห้องเรียนแบบกลับด้าน โดยธรรมเนียมปฏิบัติของครูคือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบที่เป็นนวัตกรรม ด้วยการอนุญาตให้นักเรียนได้สำรวจค้นคว้า ภายใต้การแนะนำและสนับสนุนของครู สำหรับห้องเรียนกลับด้าน นักเรียนจะหลุดจากห้องเรียนแบบดั่งเดิมไปสู่ความมีอิสระในการมีปฏิสัมพันธ์กับแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น วิดีโอ ตำรา การแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นต้น

          วันต่อมา นักเรียนจะกลับเข้าสู่โรงเรียน พร้อมด้วยความรู้ที่ศึกษาค้นคว้ามาก่อน โดยข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นอยู่ในกรอบเนื้อหาสาระในบทเรียน ด้วยการศึกษาวิเคราะห์ การตระเตรียมอุปกรณ์การเรียนจากที่บ้านมาช่วยเสริม จากนั้นก็ใช้วิธีการเรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Path) เข้าสู่บทเรียนที่สลับซับซ้อนและสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ครูจะสนับสนุนโดยการอำนวยความสะดวก ช่วยอธิบายความหมาย สะท้อนความคิดเห็นในทันทีทันใด นักเรียนคนใดที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความคิดรวบยอดจะได้รับการอนุญาตให้พัฒนาและค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป ขณะเดียวกันครูยังสามารถกลับมาสอนทบทวนได้อีก และยังสามารถเป็นสื่อกลางให้นักเรียนที่มีความต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกด้วย


          ผลลัพธ์สุดท้ายของห้องเรียนแบบผสมผสานคือ การสร้างผู้เรียนให้ 
เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ นักเรียนควรจะเป็นผู้มีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นในเป้าหมาย มีสมรรถนะและมีความมั่นใจกับเนื้อหาวิชา และพร้อมที่จะเปิดใจไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ด้วยเครื่องมือและผลลัพธ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

..................................................................................................................

Felicia Zorn เคยสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจอร์เจียและโรงเรียนประถมศึกษา
ในเทนเนสซี่

วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ครูเปลี่ยนโลก (How To Motivate 80,000 Teachers)



                                                         Anya Kamenetz: เขียน
                                                  สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


          “ถ้าคุณบอกเด็กตั้งพันครั้งแล้วเขายังไม่เข้าใจ ให้รู้ไว้เถอะว่าเด็กนั้นไม่ได้โง่” (If you have told a child a thousand times and he still does not understand, then it is not the child who is the slow learner. - Waller Barbee)


        “ผมได้คุยกับครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาในอูกันดา”  ชาราธ์ จีแวน
(Sharath Jeevan) บอก

         เมื่อฉัน (ผู้เขียน) ได้ถามเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำงานใน
หน่วยงานของเขา ซึ่งเขากล่าวต่อว่า

        “ผมถามเธอว่า มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในสองเดือนที่ผ่านมา”

        “ฉันหยุดตีเด็ก เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้วว่า วิธีที่จะทำให้เด็กสนใจเรียนทำอย่างไร มันเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์” เธอตอบ

        จีแวน เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหารของ STIR Education ที่เป็นองค์กรการกุศล ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาวิชาชีพครูในโรงเรียนของรัฐในอินเดียและอูกันดา โครงการนี้เติบโตรวดเร็วมาก จากที่ได้นำร่องกับครู 25 คนในเดลีในปี 2012 บัดนี้ จะขยายไปถึงครูจำนวน80,000 คนในปีนี้

        และพวกเขาได้ร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียและอูกันดาสร้างเป้าหมายจะขยายผลการพัฒนาการเรียนรู้ไปสู่นักเรียน 60 ล้านคนภายใน 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งประกอบด้วยเด็ก ๆ ทุกคนในอูกันดา รวมกับเด็กอีก
จำนวนสามในสี่ส่วนในอินเดีย


        จีแวนเกิดที่เมืองเชนไน (Chennai) ในอินเดียและได้ไปศึกษาในต่างประเทศ ได้รับปริญญาโทและประกอบอาชีพในบริษัทคล้ายกับ 
eBay แล้วกลับบ้านเกิด เขารู้สึกผิดหวังกับข้อจำกัดในความพยายามอย่างมากของรัฐบาลในการขยายโอกาสทางการศึกษาในการศึกษาภาคบังคับ ในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา

        ความจริงที่เป็นอยู่คือ เด็ก ๆ ราว 250 ล้านคนทั่วโลก ได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อย แม้พวกเขาจะอยู่ในโรงเรียนแล้วก็ตาม นี่คือช่องว่างรอยโหว่ในโลกที่กำลังพัฒนา และบ่อยครั้งมากที่สังคมจะชม้ายตาไปที่ครูว่าเป็นสาเหตุ จากการศึกษาในระดับนานาชาติ ในระหว่างปี 2004 - 2011 พบว่า ในโรงเรียนประถมศึกษา มีครูขาดสอนร้อยละ  11 – 30 

        ในอินเดีย มีครูขาดสอนเฉลี่ย หนึ่งวันในทุก ๆ 4 วัน หรือมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งสัปดาห์ และเมื่อพวกเขาอยู่ในโรงเรียน บ่อยครั้งมากที่ใช้เวลาสอนเพียงครึ่งหนึ่งของเวลาสอนทั้งหมดของพวกเขา

        ทำไมครูเหล่านี้ จึงสอนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ?


       ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงิน เรื่องสถานภาพ เมื่อเปรียบไปแล้วครูในอินเดียมีความเป็นอยู่ที่ดี จีแวนชี้ให้เห็นว่า ปัญหาคือ ประเพณีที่ครูเคยปฏิบัติกันมานานนับพันปีและสิ่งที่พวกครูในอูกันดายอมรับกันมาก็เช่นกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ เขามองเห็นว่า การสอนมีบางสิ่งที่ขาดหายไปมันเป็นเรื่องทางศีลธรรม ที่ให้ผลลัพธ์อย่างใหญ่โตด้วยตัวของมันเอง ครูรู้สึกขาดการสนับสนุนและการติดต่อกับนักเรียน

        และในบางแห่งมีการทำโทษทางร่างกาย (Corporal punishmentแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายของทั้งอินเดียและ     อูกันดา (ซึ่งในหลาย ๆรัฐในอเมริกาอนุญาต)

        รูปแบบการพัฒนาครูของ STIR ไม่ได้ออกแบบเฉพาะเครื่องมือที่ดีสำหรับครู แต่ได้ช่วยให้พวกเขาได้ค้นพบแรงจูงใจด้วยสัญชาตญาณ รูปแบบนี้เป็นนวัตกรรมแต่ไม่ใช่เครื่องมือทางดิจิทัลเทคโนโลยี 

      มันเป็นการนำครูมาทำงานร่วมกันด้วยเครือข่ายเล็ก ๆ ที่มีการประชุมกันเป็นกิจวัตร พวกเขามีการอภิปรายแลกเปลี่ยน โดยใช้เหตุการณ์ในชั้นเรียนเป็นฐานการในการแก้ปัญหา (Evidence- Based Solutions) คล้ายการตกแต่งฝาผนังด้วยโครงงานของนักเรียนหรือทำด้วยการทักทายนักเรียนในแต่ละเช้า

        ครูให้คำมั่นว่าจะนำการเปลี่ยนแปลงลงสู่การปฏิบัติ และอีกหนึ่งเดือนต่อมา จะกลับมาสะท้อนผลการปฏิบัตินั้น พร้อมทั้งสนับสนุนครูคนอื่น ๆ และยอมรับวิธีการใหม่ ๆ

“ดังนั้น การสอนหลาย ๆ ครั้งได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่าง         รวดเร็ว” จีแวนกล่าว

        เมื่อครูได้เห็นเทคนิคการสอนใหม่ ๆ ในชั้นเรียน พวกเขาก็มีแรงจูงใจที่จะทำอย่างอื่นต่อไปด้วย


        ในการสุ่มตัวอย่างกลุ่มควบคุมครั้งแรกของธนาคารโลกพบว่า รูปแบบการพัฒนาครูเช่นนี้ นำไปสู่การพัฒนาผลการเรียนในรายวิชา
คณิตศาสตร์ได้ดีเท่า ๆ กับการสร้างแรงจูงใจและความพยายามของครูและวิธีการนี้ไม่ต้องลงทุนมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวครูเป็นหลัก

        จีแวนรู้สึกตกใจ (ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่าวรวดเร็ว)  แต่ก็ตื่นเต้นกับการท้าทายที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพื่อเป้าหมายของการพัฒนานี้ ทุก ๆ คนที่ STIR จะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกแบบเดียวกันและให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้ด้วยการซึมซับ

        “เมื่อทำดินให้เป็นปุ๋ย ก็สามารถนำเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดมาปลูกได้” เขากล่าว

...........................................................................................

        
STIR Education uses a unique approach to addressing the global learning crisis, which sees teachers as the solution-not the problem.

วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อย่าโทษครู (How to fix accountability in school education)



                                        Uma Mahadevan-Dasgupta: เขียน
                                                 สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


        ปัจจุบัน ในบางครั้งความรับผิดชอบได้กลายเป็นเรื่องที่พูดกันมากเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในโรงเรียน ดูเหมือนว่าทุกคนต่างก็มีคำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ โดยให้ครูเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องผลการสอบของนักเรียน แต่เราควรจะถามพวกเราเองว่า ผลการสอบเป็นวิธีการเดียวสำหรับการพิจารณาถึงระบบการศึกษาที่ดีหรือไม่ ครูเป็นคนเดียวที่ถูกกล่าวหาว่ามีระบบการทำงานที่ไม่ดี หรือไม่ก็กล่าวว่าระบบการศึกษาถูกต้องไม่มีที่ติหรือไม่


        จากรายงานการติดตามการจัดการศึกษาของโลก ปี 2017/18 ของยูเนสโก ได้มีความเข้าใจและมองไปที่บทบาทของผู้มีความรับผิดชอบในระบบการจัดการศึกษาของโลกว่า แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย ต่อพยายามที่จะทำให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ของยูเอ็นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG4) ด้วยการประกันคุณภาพการจัดการศึกษาสำหรับทุกคนโดยรวมและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

        ในรายงานชี้ให้เห็นว่า การที่จะทำให้เกิดคุณภาพในการจัดการศึกษาของโลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสอนของครูแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องแบ่งความรับผิดชอบไปให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง เครื่องมือสื่อสารและสังคมโดยรวม องค์กรระหว่างประเทศและภาคเอกชนต่าง ๆ  ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องของทุกคนนั่นเอง


        สำหรับครู พวกเขามีงานซับซ้อนและยากลำบากต่อการปฏิบัติ  ครูเป็นเพียงระฆังที่สั่นรัวอันหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ที่สลับซับซ้อนของระบบการศึกษา ดังนั้น มันจึงไม่ยุติธรรมและคับแคบเกินไปที่จะกล่าวโทษว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความรับผิดชอบของครูแต่เพียงผู้เดียว  ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนที่ตกต่ำและการขาดสอน การนำผลการเรียนที่ตกต่ำนี้มาลงโทษครู มันเป็นแนวคิดที่แย่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม รวมทั้งมันเป็นการเสี่ยงที่อาจเป็นผลลัพธ์ที่ทำให้ครูทำการทดสอบแบบไม่จริงจังก็ได้ การสอนโดยใช้การทดสอบไม่ใช่เป็นวิธีการที่ดีที่จะทำให้ระบบการศึกษาก้าวหน้าเสมอไป คะแนนจากการทดสอบโดยตัวมันเองไม่เพียงพอสำหรับการประเมินผลกระบวนการเรียนการสอนที่สลับซับซ้อน การใช้คะแนนทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว มันเป็นความเสี่ยงที่จะทิ้งนักเรียนที่เรียนอ่อนไว้เบื้องหลัง ในขณะเดียวกันก็ทำอาจให้นักเรียนที่เก่งทางวิชาการมีความคิดคับแคบว่า สิ่งที่ตนได้จากการศึกษาคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต


อย่าโทษครู !!!

        อย่างเรื่องครูขาดสอน บ่อยครั้ง มันเป็นเรื่องที่อยู่เหนืออำนาจของครู มันไม่ยุติธรรมที่จะให้ครูเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุปัจจัยนี้ ด้วยว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา ตัวอย่างเช่น เกือบครึ่งหนึ่งของครูที่ขาดสอนในอินโดนีเซีย ในปีหนึ่ง ๆ พวกเขาต้องใช้เวลาเพื่อการเรียน ซึ่งก็ควรหาคนมาสอนแทน

        ในเรื่องนี้ มีการศึกษาถึงครูที่ขาดสอนใน 619 โรงเรียนใน 6 รัฐ โดยมูลนิธิอซิม เปรมจิ (Azim Premji Foundation) พบว่า ครูที่ไม่อยู่ในโรงเรียนทั้งหมด ร้อยละ 18.5 ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ไปทำหน้าที่อื่น ๆ นอกโรงเรียน ที่ขาดสอนเพราะเถลไถลมีเพียงร้อยละ 2.5


          ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ การขาดแคลนครู แม้ว่า จะมีเวลาพูดถึงความรับผิดชอบด้วยการเน้นไปที่บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ แต่ควรจะได้มีการพูดถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย เช่น ในระบบการศึกษา เราสามารถที่จะหาเงินและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ดีกว่าได้อย่างไร เราจะสนับสนุนและฝึกอบรมครูของเราให้ดีขึ้นได้อย่างไร เราจะช่วยชุมชนให้มีการรับประกันว่า เด็ก ๆ ทุกคนจะได้เรียนหนังสืออย่างไร เราจะสามารถสนับสนุนผู้ปกครองที่หลาย ๆ คนไม่เคยไปโรงเรียน ให้สามารถช่วยเหลือลูกหลานของพวกเขาให้ได้เรียนรู้ได้อย่างไร

        กลไกความรับผิดชอบ ควรดำเนินการ เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาด้วยการสนับสนุน ดำเนินการและมีจุดเน้นไปที่ความจำเป็นพื้นฐานในการเข้าถึงการเรียนรู้ อย่างเสมอภาคและรวมถึงคุณภาพของระบบการศึกษา ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 ......................................................................................................

Uma Mahadeve – Dasgupta is in the IAS (Indian Administrative Service) , currently based in Bengaluru. The views expressed are personal.

        

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

โรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี่พัฒนาทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้


                                                                 สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง

 “ไม่เพียงแต่นักเรียนที่มอนเตสซอรี่จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีกว่านักเรียน
ในโรงเรียนทั่วไป แต่ยังทำให้นักเรียนที่ยากจนมีผลงานที่ทัดเทียมกับนักเรียน
ที่ ร่ำรวยอีกด้วย”


ข้อสรุป (Summary)
           
                “กลุ่มนักวิจัยพบว่า นักเรียนในโรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี (Montessori Preschool) มีผลการเรียนและเข้าใจสังคมได้ดีขณะเดียวกันมีความสนุกกับงานในโรงเรียนมากกว่า ที่น่าจับตามองคือ เด็กจากครอบครัวยากจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรียนไม่ดีในโรงเรียน มีผลการเรียนดีเท่า ๆ กับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย นอกจากนี้ เด็กที่ไม่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีก็ได้รับประโยชน์จากโรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี่ด้วย”


          โรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี่แสดงผลการพัฒนาผลงานทางวิชาการและความเข้าใจด้านสังคม ขณะเดียวกันมีความสนุกกับการทำงานมากขึ้น ถือเป็นการค้นพบเป็นครั้งแรกในการศึกษาผลลัพธ์ของการจัดการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori  Education) โดยใช้เวลาอย่างยาวนาน ที่น่าจับตามองคือ เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ในกลุ่มที่มีผลงานไม่ดีในโรงเรียน ได้แสดงผลงานทางวิชาการดีเท่ากับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย เด็ก ๆ ที่ได้รับการบริหารจัดการไม่ดีได้รับประโยชน์คล้าย ๆ กันจากโรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี่ การศึกษาครั้งนี้ได้พิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Frontiers in Psychology 
ซึ่งกล่าวเสนอแนะว่า การจัดการเรียนการสอนที่ดีของการจัดการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ สามารถมีพลังช่วยให้เด็กที่ขาดโอกาสได้รับผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการตามศักยภาพของพวกเขา

          “เป็นการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองที่มองหา
โรงเรียนเพื่อลูกหลานของพวกเขาและในท้องถิ่นอยากได้โรงเรียนแบบนี้เพื่อบริการชุมชน”  แองเจลีน ลิลาร์ด (Angeline Lillard) แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ผู้ศึกษาคนหนึ่งกล่าว


          การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยให้ดีมีความสำคัญมาก ๆ  โดยเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 ปีแรก สมองจะพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ และหลาย ๆ ครั้งของการ
เปลี่ยนแปลงสามารถสถิตอยู่อย่างถาวรได้ การรับประกันว่าเด็ก ๆ จะได้รับการพัฒนาทางสมองให้ได้ดี สามารถช่วยพวกเขาได้ในช่วงชีวิตที่เหลือ

          การศึกษาก่อนหน้านี้ เคยเสนอแนะว่า ทฤษฎีของมอนเตสซอรี 
(Montessori Methodมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถทั้งทางสังคมและทางวิชาการให้แก่เด็ก ๆ คือพันธกิจของแนวคิดในการจัดการศึกษาแบบนี้จะไม่เหมือนกับโรงเรียนทั่ว ๆ ไป เด็กนักเรียนในห้องเรียนของมอนเตสซอรีสามารถเคลื่อนไหวได้โดยอิสระไปรอบ ๆ ห้อง คัดเลือกกิจกรรมตามขอบเขต ไม่มีการให้เกรดและให้รางวัลสำหรับผลการทำกิจกรรม อย่างไรก็ตาม การศึกษาทั้งหมดยังขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องวิธีการของมอนเตสซอรี มีประสิทธิภาพอย่างไร และจะมีวิธีการเปรียบเทียบกับการจัดการศึกษาทั่ว ๆ ไปอย่างไร

          ลิลาร์ด (Lillard) และเพื่อน ๆ เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการศึกษาของนักเรียนกลุ่มใหญ่ในมอนเตสซอรี่หรือนักเรียนทั่วไปในเมืองคอนเนคติคัส สหรัฐอเมริกา โดยทีมงานการวิจัยได้นำผลการประเมินเด็กหลาย ๆ วิธีมาเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่พวกเขายังมีอายุตั้งแต่ ขวบจนกระทั่งถึงอายุ 6 ขวบ

          “เราพบว่า นักเรียนในโรงเรียนมอนเตสซอรี่ทั้งหมดเรียนได้ดีกว่านักเรียนในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป” ลิลาร์ดกล่าว “ประโยชน์ที่ได้รับมาก ๆ ทางด้านวิชาการของเด็กๆในมอนเตสซอรี่เป็นเรื่องความเข้าในทางด้านสังคม พวกเขามีความพยายามสูงในการทำงานที่ท้าทายและมีความสนุกสนานมากในกิจกรรมทางวิชาการ”


          กลุ่มนักวิจัย ได้สนใจไปที่เด็กทั้งสองกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำงานได้ไม่ดีใน 
โรงเรียน ทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากครอบที่ยากจนและไม่ได้รับการบริหารจัดการที่ดี การประเมินผลเกี่ยวกับทักษะ บางคนได้มีควบคุมพฤติกรรมเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของพวกเขา

          จุดที่น่าสนใจคือ โรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี่ ช่วยทำให้เด็กยากจนมีผลงานดีเท่า ๆ กับเด็กที่มีฐานะร่ำรวย จากข้อมูลทางสถิติแสดงให้เห็นว่า หลังจาก 
3 ปีในหลักสูตรการศึกษาระดับปฐมวัย ผลงานของเด็กยากจนและเด็กร่ำรวยดีเท่า ๆ กัน ทั้งในโรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรีและโรงเรียนอนุบาลทัั่ว ๆ ไป

          ทำนองเดียวกัน ทีมงานวิจัยยังอีกพบว่า เด็กที่ไม่ได้ดูแลเป็นอย่างดี ที่ไม่ได้ประโยชน์จากความเอาใจใส่ ในโรงอนุบาลมอนเตสซอรี่ก็มีผลงานดีเท่า ๆ กับเด็กที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเช่นกัน ข้อค้นพบเหล่านี้ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่นักวิจัยพบในโรงเรียนทั่ว ไป ที่พบว่า เด็กยากจนและเด็กที่ได้รับการดูแลไม่ดีมีผลงานแย่กว่าเพื่อน ๆ ของตัวเองในโรงเรียนเหล่านั้น


          ทีมงานวิจัยมีแผนการที่จะทำการสืบค้นในโรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี่ทุกโรงเรียนที่ได้ประโยชน์หรือไม่ก็อาจจะเฉพาะในโรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรีที่มีคุณภาพสูง จากผลการดำเนินการเหล่านี้ ความเป็นไปได้อื่น ๆอีก คือ โรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรีพัฒนาครูได้ดีกว่า งานในอนาคตจะมองไปที่หลักสูตรการอบรมครูมอนเตสซอรีมีผลต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาอย่างไร

          “การจัดการศึกษาแนวมอนเตสซอรีเริ่มต้นสอนนักเรียนที่ยากจนมาก  ๆ ในโครงการการเคหะ (Housing Project) ในกรุงโรม เป็นเวลา 100 ปีมาแล้ว” 
ลิลาร์ดกล่าว 

         “อย่างไรก็ตาม มาถึงทุกวันนี้ ได้มีการลงทุนดำเนินการจัดการศึกษาจนมีความโดดเด่นเป็นที่สุด เป็นที่กล่าวขานของสาธารณชนโดยทั่วไป ถึงอิทธิพล
ของโรงเรียนอนุบาลมอนเตสซอรี”

......................................................................................................................
Journal Reference:
1.    Angeline S. Lillard, Megan J. Heise, Eve M. Richey, Xin Tong, Alyssa Hart, Paige M. Bray. Montessori Preschool Elevates and Equalizes Child Outcomes: A Longitudinal StudyFrontiers in Psychology, 2017; 8 DOI: 10.3389/fpsyg.2017.01783

Source : Frontiers

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แอนดรูห์โกห์จีคืออะไร ใครอยากรู้ (What is Andragogy and Who needs to Know?)


                                                          Deb Peterson: เขียน
                                               สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


        Adragogy ออกเสียงว่า แอน-ดรูห์-โกห์-จี หรือ ก๊อจ-อี (an-druh-goh-jee,or-goj-ee) คือ กระบวนการช่วยให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ คำ ๆ นี้มาจากภาษากรีก andr หมายถึงคน และ agogus หมายถึงผู้นำ ขณะที่การสอนแบบ Pedagogy หมายถึง การสอนนักเรียนโดยเน้นครูเป็นสำคัญ แต่ Andragogy ได้เปลี่ยนจุดเน้นจากครูไปเป็นผู้เรียน ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเน้นที่พวกเขาเป็นสำคัญ เพราะพวกเขาสามารถควบคุมการเรียนรู้ของพวกเขาได้ด้วยตนเอง


        อเล็กซานเดอร์ แคปป์ (Alexander Kapp) นักการศึกษาชาวเยอรมันเป็นผู้ใช้คำว่า Adragogy เป็นครั้งแรกในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า Plato’s Educational Idea เมื่อปี 1833 คำที่เขาใช้คือ Andragogik แต่ไม่ได้แพร่หลาย จนกระทั่ง แมลคอล์ม โนว์ (Malcom Knowles) ได้ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปี 1970 โนว์เป็นผู้นำในการกล่าวถึงการศึกษาผู้ใหญ่ ได้เขียนบทความมากกว่า 200 ชิ้นรวมทั้งเขียนหนังสือด้วย เขาได้คิดหลักการ 5 ข้อที่ทำให้ผู้ใหญ่เรียนได้ดีที่สุด โดยได้จากการสังเกตการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ซึ่งจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อ

          1.    เขาเข้าใจว่า ทำไมบางสิ่งจึงมีความสำคัญที่ต้องรู้และปฏิบัติ
          2.    พวกเขามีอิสระในการเรียนด้วยวิธีการของตนเอง
          3.    การเรียนรู้จากประสบการณ์
          4.    เวลาที่เรียนเหมาะสมกับพวกเขา
          5.    เป็นกระบวนการที่เป็นบวกและส่งเสริมสนับสนุน


        โนว์มีชื่อเสียงในการสนับสนุนการศึกษาแบบไม่เป็นทางการของผู้ใหญ่ด้วย เขาเข้าใจว่า ต้นตอของปัญหาต่าง ๆในสังคมของเราที่เกี่ยวพันกับมนุษย์นั้น แก้ไขได้ด้วยการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่บ้าน ที่ทำงานและในที่ต่าง ๆ ที่มีมนุษย์อยู่ร่วมกัน

        เขาต้องการให้คนเรียนรู้ได้ทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ ได้ ความเชื่อนี้
เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย



ผลลัพธ์ของแอนดรูห์โกห์จี (Outcomes of Andragogy)

        ในหนังสือ Informal Adult Education แมลคอล์ม โนว์ เขียนไว้
ว่า เขาเชื่อว่าวิธีการของ Andragogy ควรจะสร้างผลลัพธ์ดังนี้

        1.ผู้ใหญ่ควรได้สร้างความเข้าใจอย่างเต็มที่ด้วยตัวของพวกเขาเอง พวกเขาควรมีความเคารพและยอมรับตนเองและสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ

        2.ผู้ใหญ่ควรพัฒนาทัศนคติในการยอมรับตนเอง ความรักและเคารพผู้อื่น พวกเขาควรเรียนรู้ถึงความคิดที่ท้าทาย โดยปราศจากการคุกคามคนอื่น ๆ

        3.ผู้ใหญ่ควรพัฒนาทัศนคติเกี่ยวชีวิตข้างหน้าอย่างมีพลวัต พวกเขาควรยอมรับว่า พวกเขาเปลี่ยนแปลงได้เสมอและมองเห็นทุกประสบการณ์เป็นโอกาสของการเรียนรู้


        4.ผู้ใหญ่ควรเรียนรู้ไปถึงสาเหตุของปัญหา ไม่ใช่มองแค่อาการของพฤติกรรม แก้ปัญหาตามแนวทางของสาเหตุ ไม่ใช่แก้ที่อาการ

        5.ผู้ใหญ่ควรได้รับทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จตามศักยภาพและบุคลิกภาพของพวกเขา ทุก ๆคนมีจิตใจเผื่อแผ่สังคมและมีหน้าที่พัฒนาความเป็นอัจฉริยะของตนเอง

        6.ผู้ใหญ่ควรเข้าใจคุณค่าที่สำคัญไว้เป็นทุนของประสบการณ์ พวกเขาควรเข้าใจแนวคิดดี ๆ และประเพณีในประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาและยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ผูกมัดผู้คนไว้ด้วยกัน


        7.ผู้ใหญ่ควรเข้าใจสังคมของพวกเขาและควรมีทักษะในการ
เปลี่ยนแปลงสังคม ในวิถีประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และรับรู้ถึงผลในการจัดระเบียบสังคม ดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนงานทุก ๆ โรงงาน คนค้าขายทุกการค้าขาย นักการเมืองทุกผู้ 
แม่บ้านทุกคน ต้องมีความรู้ที่เพียงพอในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การต่างประเทศและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบสังคม สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอย่างรู้เท่าทัน


        มันเป็นวิธีการที่สูงส่งมาก แต่มีความกระจ่างว่า งานของครูที่สอนนักศึกษาผู้ใหญ่มีความแตกต่างกันกับงานของครูที่สอนเด็ก ๆ มากกว่า

      ทั้งหมดคือ สิ่งที่ตอบคำถามว่า แอนดรูห์โกห์จีคืออะไร