วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความลี้ลับของวัดที่ซ่อนเร้น (The Hidden Mysterious Temple)





อาณาจักรขแมร์ : อังกอร์ (ค.ศ. 802 – 1432)

 ตอนที่ 2

(Khmer Empire : Angkor)


                                                             Xuan K. Dinh : เขียน
                                                   สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


          เหมือนสังคมโดยรัฐส่วนใหญ่ที่อังกอร์ไม่รู้จักคำว่า ประชาธิปไตยแต่ก็ไม่ได้เป็นสังคมแบ่งชนชั้น (Stratification
อย่างเต็มที่ มีส่วนคล้ายกับระบบวรรณะ (Caste System) ในอินเดีย เป็นกลุ่มสังคมเล็ก ๆ มีลำดับชั้นหลายระดับโดยเริ่มจากพระมหากษัตริย์ ผู้ซึ่งเป็นเหมือนคนที่เกิดจากการผสมผสานของพระเจ้าหลายองค์ พระมหากษัตริย์ที่ปกครองราชอาณาจักรในช่วงเวลา 600 ปี มีทั้งหมด 28 พระองค์ จารึกแสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทำผิดกฎทางศาสนาได้ แต่เป็นผู้ทรงอำนาจในราชอาณาจักร ลำดับต่อมาคือ คนที่ถือกฎหมาย เป็นศาลและเจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย ในกลุ่มคนธรรมดาก็แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ พระ (Knum) มีวัดวาอารามเป็นที่อยู่อาศัย ชาวนา ทหาร ช่างทำบ้านเรือน ชาวสวน ทั้งหมดเป็นชนชั้นเดียวกัน กลุ่มสุดท้ายคือ ทาส (Slaves)


                       อาณาจักรขแมร์ ค.ศ. 802 - 1432

             (ภาพแผนที่ https://th.wikipedia.org/wiki)

        แม้ว่าพวกพระจะทำงานเกี่ยวกับพระกับเจ้า แต่ก็ทำการซื้อขายได้เหมือนพวกทาส จารึกโบราณบอกไว้มากมายถึงงานของคนสามัญชน แม้ในกลุ่มพวกเขาก็ยังมีการแบ่งเป็นกลุ่มกรรมกร มีคนเลี้ยงสัตว์ซึ่งดูแลวัวศักดิ์สิทธิ์ คนเก็บผลไม้ ยามและคนทำงานกลางแจ้ง  อื่น ๆ ก็มีคนทำงานถักทอ ตัดเย็บเสื้อผ้า เลขานุการ คนครัวและแม้กระทั่งคนงานรับจ้างเป็นนักร้อง นักเต้นรำและนักดนตรีอยู่ในวัดอีกด้วย เสื้อผ้าที่สวมใส่ ยังแสดงถึงชั้นยศ คนธรรมดาจะใส่เสื่อผ้าสีมอ ๆ (Drab) ส่วนใหญ่เป็นผ้าไม่มีสีส่วนพระมหากษัตริย์เสื้อผ้าจะมีรูปแบบเป็นชุดที่ประณีตสวมใส่

        ด้วยความเป็นรัฐดังกล่าวข้างต้น คนเขมรนับถือศาสนาฮินดู (Hindus) อย่างมาก และมีข้อสันนิษฐานว่า แม้แต่ระบบการชลประทานก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อการทำนาและการทำเกษตรกรรม แต่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการศาสนา มีข้อถกเถียงกันว่า เมืองที่่ใช้แรงน้ำ (Hydraulic City) ขับเคลื่อนนี้ เหตุผลหนึ่งอธิบายว่าคนทำบาราย ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร เพราะมีนำ้จากแม่น้ำโขงและทะเลสาบให้โภชนาการแก่ชาวเขมรอยู่แล้ว 

        หลักฐานใหม่ (ไม่ได้อ้างอิง) ให้ความเห็นอย่างแข็งขันว่า การใช้ประโยชน์ทางน้ำมี 2 ประการ จารึกจำนวนมากก็บอกอย่างตรงไปตรง
มาว่า น้ำสร้างขึ้นเพื่อการชลประทาน แม้ว่าจุดหมายหลักจะเป็นไปเพื่อศาสนา การปฏิบัติทางศาสนาด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับน้ำนั้น จะพบว่าคนจะเสียสละเพื่อพระเจ้า โดยเฉพาะการเสียสละของผู้กระทำผิด การตัดศีรษะ (Decapitation)การทำร้ายร่างกาย (Bodily Mutilation) เป็นรูปแบบการลงโทษของผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมืองและศาสนา แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะป่าเถื่อน (Barbaric) แต่ที่อื่น ๆ ที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้นก็ทำแบบเดียวกันนี้



            นครวัด (Angkor Wat) เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

         (ภาพจากhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?)

        คล้ายกับความเจริญรุ่งเรืองในแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เขมรมีการฝังศพ (Mortuary Practice) ของคนที่ตายไว้นอกเมือง เพื่อสัตว์ป่า วิธีอื่น ๆ ก็มี การเผาและการขุดหลุมฝังใต้ดิน ก่อนหน้านี้มีการโยนซาก ศพ (Cadaver) ลงในแม่น้ำ และแน่ล่ะ ต้องเป็นไปตามศาสนาของพวกเขาคนเขมรมองเห็นความตายเป็นโอกาสแสดงความเศร้าโศกและญาติผู้ตายจะได้แต่งศรีษะเป็นสัญลักษณ์แสดงความเคารพ พวกเขาเชื่อในเรื่องการเกิดใหม่ (Reincarnation) ซึ่งรับความเชื่อนี้มาจากศาสนาฮินดูในอินเดีย

        หนึ่งในความสำเร็จและความมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ของความรุ่งเรืองนี้คือ สถาปัตยกรรม (Architecture) ซึ่งใหญ่โตโอ่อ่า จุดประสงค์ของการสร้างสิ่งเหล่านี้ ได้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางจนถึงปี 1933 เมื่อยีน ปรซุลสกี้ (Jean Przulski) ได้อธิบายตามทฤษฏีของเขาว่า อังกอร์วัด(Angkor Wat) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและได้มีการทำนุบำรุงไว้ได้ดีที่สุด สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เป็นทั้งวัดและหลุมฝังศพของพระมหากษัตริย์พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (Suryavarman II) เป็นสถานที่ไว้บริการแก่คนชั้นสูงมาบูชาพระเจ้า งานที่ซับซ้อนเหล่านี้ เป็นศิลปะที่สะท้อนถึงลัทธิตนเองเป็นใหญ่ (Egotism) และเคร่งครัดในการรักษากฎเกณฑ์ทางศาสนา วัดที่ใหญ่โตเหล่านี้ สร้างคู่ขนานกับปิรามิดในอียิปต์ซึ่งใช้เป็นหลุมฝังศพเช่นกัน หลังการสวรรคตของพระโอรสพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ความคิดที่จะสร้างอนุสาวรีย์ได้เริ่มขึ้น ความสำเร็จของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์จะดีกว่า (Outdid) องค์ก่อน ๆ ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและมีการใช้ประโยชน์จากทางน้ำมากขึ้น



                 ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

        และอนุสาวรีย์ที่ใหญ่โตเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นง่าย ๆ ไม่ต้องถามว่าสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะจะต้องใช้กรรมกรนับพันคนและนับจำนวนวันไม่ได้ในการสร้างอาคารที่สูงชะลูด (Erect) ขึ้นไปจากการสังเกต คนโบราณสร้างโดยใช้ช้างชักลากก้อนหิน ใช้เกวียนเทียมวัวบรรทุกหรือล่องไปตามแม่น้ำเสียมเรียบ (Siem Reap River) อย่างไรก็ตาม หินก้อนที่โตที่สุดเกินกำลังจะเคลื่อนย้ายของแรงงานสัตย์ ดูเหมือนว่าจะต้องใช้แรงงานของคนมาทดแทน

        แม้กระทั่งบัดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่ไปเยือนอังกอร์วัดคือ หลายคนไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับอังกอร์ แต่มาติดตาตรึงใจอยู่กับความมหัศจรรย์ของวัดที่ใหญ่โตโอ่อาเสียจนทิ้งอาณาจักรไว้ข้างหลัง

        เหมือน ๆ กับทุกแห่งที่เจริญเติบโตในสมัยโบราณ อังกอร์ก็มีความเสื่อมสลายเป็นจุดจบ อย่างไรก็ตามเราก็ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่า มันเสื่อมลงได้อย่างไร บางคนอธิบายว่า มันล่มสลายลงทันทีเมื่อ พระบรมราชาที่ 2 (Paramaraja II) แห่งกรุงสยามนำทัพเข้าครอบครองเมืองในปี 1431 ต่อมามีทฤษฎีของคริสโตเฟอร์ พิม (Christopher Pym) กล่าวว่า การสูญเสียดินแดนเกิดแต่ภายใน คนไทยที่เคลื่อนย้ายเข้าไปภายในประเทศเริ่มมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองและเริ่มท้าทายศาสนจักรขแมร์ในเวลาต่อมา

        โรแลนด์ เพลตเชอร์ (Roland Fletcher) นักโบราณคดีชาวออสเตรเลียสันนิษฐานว่า เมืองและอาณาจักรเริ่มเสื่อมลงเพราะเสียสมดุลทางระบบนิเวศเมื่อมีประชากรมากเกินไป  การเมืองของอังกอร์อ่อนแอ เหล่านี้เป็นสาเหตุ แมัจะมีคนไทยเข้าโจมตีและครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ไว้ได้เป็นแม่นมั่นแล้วก็ตาม มีข้อความจากศิลาจารึกบอกไว้ว่า แรงกดดันและภาระที่จะต้องสร้างหอสูง (Tower) อันใหญ่โตที่เกิดกับประชาชน ได้สร้างความเครียดและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การก่อการกบฏ ดังนั้น จึงไม่ควรแบกรับภาระอันหนักหน่วงนี้ไว้บนหลัง มันเป็นการผสมผสานที่ลงตัวกันพอดีระหว่างสังคม การเมือง การศาสนาและระบบนิเวศที่เป็นปัจจัยสาเหตุทำให้อาณาจักรล่มสลาย จะด้วยปัจจัยใดก็ตาม การเขียนประวัติศาสตร์แบบง่าย ๆ ของกัมพูชาและสยามประเทศคือ ประเทศไทยได้เข้าย่ำยีและยึดอังกอร์ไว้ครอบครองในปี 1430 – 1431




           ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์

          ยุคหลังอังกอร์ ในเวลาต่อมาเป็นสมัยกัมพูชาเป็นอาณานิคม
 (1863 – 1954) หลังจากนั้นเป็นยุคสมัยของเขมรแดง (Khmer Rouge, 1975 – 1979) และตามมาด้วยการเข้ายึดครองของเวียดนาม (1979 – 1989)ตั้งแต่นั้นมากัมพูชาก็เข้าสู่ยุคทันสมัย (1989 – 
ปัจจุบัน) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของกัมพูชาในปัจจุบันนี้ ไม่เหมือนอดีตที่ไม่มีการแบ่งชนชั้นและศาสนาอย่างในอาณาจักรขแมร์โบราณ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้อนุรักษ์การเกษตร เศรษฐกิจและการค้าเอาไว้ ยังมีการแบ่งเพศสำหรับการใช้แรงงานด้วย แม้ว่างานต่าง ๆ จะไม่ได้กำหนดเรื่องเพศไว้หรือไม่ก็ตาม ก่อนหน้า  2-3 พันปีมานี้พระราชาสามารถมีนางสนมและภรรยาหลายคน (Harems and Polygamy)แต่ทุกวันนี้การแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamous) ได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน (Predominantly) ปัจจุบันกัมพูชาประกอบด้วย 18 จังหวัด ตรงกันข้ามกับอาณาจักรดั้งเดิมที่มีมากถึง 90 จังหวัด

        บทสรุป อังกอร์ มีหลายอย่างที่เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างควบคู่กันไป ไม่เหมือนอย่างที่พูดกันในห้องเรียน ความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมสลายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการเช่น ระบบนิเวศ การเมือสังคมและศาสนา การศาสนาดูเหมือนจะมีบทบาทสูงเป็นคุณลักษณะเด่นในวัฒนธรรมนี้ มากกว่าปัจจัยอื่น ๆ แม้ว่า จะมีประชาชนมากเท่ากับประชาชนในหุบเขาอินดัส (Indus Valley) อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย แต่่ก็มีความเหมือนกันตรงที่มีระบบนิเวศ การฝังศพ เหมือนในเอเชียส่วนอื่นที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว และสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นในวัฒนธรรมนี้คือ วัดที่ลี้ลับ (Mysterious Temple) มีความโอ่อ่าสวยงามยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้

.......................................................................................

ผู้เขียน Xuan K. Dinh : Grand Valley State University

      
   



วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความลี้ลับของวัดที่ซ่อนเร้น (The Hidden Mysterious Temple)


(ภาพจาก https://www.google.co.th/search?)


อาณาจักรขแมร์ : อังกอร์ (ค.ศ. 802 – 1432)
ตอนที่ 1
(Khmer Empire : Angkor)


                                                    Xuan K. Dinh : เขียน
                                        สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


        อังกอร์ (Angkor) มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า เมืองศักดิ์สิทธิ์ (Holy City) สร้างขึ้้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (Jayavarman II) ซึ่ง
เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อาณาจักรอังกอร์สร้างขึ้นเพราะพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีพระประสงค์จะย้ายเมืองหลวงเดิมจากหุบเขาแม่น้ำโขง (Mekong Valley) ที่เป็นประเทศเวียดนามในปัจจับัน ไปอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าซึ่งอยู่ปลายทะเลสาบ (Tonle Sap) ในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ดังนั้น ตามจารึกในศิลา กล่าวว่า ในคริสต์ศักราชที่ 802 พระองค์จึงสร้างอาณาจักรอังกอร์ (Angkor Empire)ขึ้นและมีความเจริญรุ่งเรืองต่อมาเป็นเวลานานถึง 600 ปี

        ไม่เหมือนกับความเจริญรุ่งเรืองของโบราณสมัยในที่อื่น ๆ เพราะเขมรไม่มีหนังสือ หลักฐานต่าง ๆ สูญหายไปหมดเมื่อละทิ้งเมือง อย่างไรก็ตามจารึกบนแผ่นหิน ประมาณ 1,200 ก้อน มีตัวหนังสือจารึกไว้เป็นภาษาสันสกฤต เขมรและบาลีให้ดู เรื่องราวส่วนใหญ่ในจารึกภาษาสันสกฤตเป็นบทสวดมนต์บูชาพระเจ้าและพระพุทธเจ้า หรือบอกเล่าลำดับวงศ์ตระกูลของพระมหากษัตริย์ แต่ขณะเดียวกันก็บอกเล่าถึงการดำรงชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีและการปกครองประชาชนด้วย รอยจารึกเหล่านี้ บอกเล่าถึงความซับซ้อน การบริหารแบบลำดับชั้น และแสดงให้เห็นว่าขอมเป็นสังคมอุดมความรู้ (Literate Society) ในหมู่คนชั้นสูง ข้อสังเกตจากคนนอกมองเห็นว่า อังกอร์ในสมัยนั้น มีวัฒนธรรมที่ซับซ้อนและเกรียงไกร


                   ภาพสีแดงคือที่ตั้งของอาณาจักรขแมร์ 
              (ภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki)


        ที่ตั้งของอังกอร์ในกัมพูชาวันนี้ ตั้งอยู่ระหว่าง 10 และ 15 องศาเหนือและ 18 องศาตะวันออก ระหว่างไทยกับเวียดนาม เป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มต่ำกับภูเขาในทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และมีที่ราบสูงในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่อังกอร์ตั้งอยู่ในที่ที่สูงกว่า คนเขมรต่างนับถือศาสนาอย่างลึกซึ้งคล้ายคนอินเดีย ที่เชื่อว่าศูนย์กลางของโลกคือ ภูเขาเมรุ (Mount Meru) คนเขมรมักชอบสร้างวัดบนเนินเขาสูง ซึ่งเป็นการสะท้อนความเชื่อของคนสมัยนั้น

        ในศตวรรษที่ 12 – 13 อังกอร์มีประชากรราว 700,000 – 1 ล้านคน ขนาดของแต่ละหมู่บ้านอยู่ระหว่าง 2-3 ร้อยคนถึง 1,000 คน การตั้งบ้านเรือนมีหลักการพื้นฐาน 3 ประการคือ บ้านเรือนเรียงรายไปตามถนนหรือลำธาร อยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือ กระจายอยู่ตามไร่นา มีจำนวนทั้งหมด 90 หมู่บ้าน มีวัดอยู่อย่างน้อย 1 วัดเป็นศูนย์กลางของเมือง ทั่วอาณาจักร(Entire empire) มีวัดกระจายอยู่ทุก ๆ 1,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมทั้งกัมพูชา ลาว ไทยและทางตอนใต้ของเวียดนามในปัจจุบัน เขมรต้องการสร้างเมืองให้เป็นรัฐสวัสดิการและการทูต

        และเขมรยังมีการทำสงครามขยายอาณาเขตและพิทักษ์ดินแดนที่ได้มา โดยมีกองทัพคอยพิทักษ์รักษา บ่อยครั้งที่มีการปะทะกับเพื่อนบ้านอย่างไทยและจาม (Thais and Chams) บรรดาเหล่าทหารจะมีอาวุธเป็นจำพวกดาบ หลาว คันธนูและลูกธนูและไม้กระบอง นอกจากนี้ ยังมีหนังสติ๊ก ขี่ม้า เกวียนและนั่งบนหลังช้างด้วย ทหารเป็นผู้ชายทั้งหมด ที่ได้ทำพิธีสาบานตนเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์


                 ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

        การขยายอาณาจักรมุ่งขยายไปให้ไกลเท่าไกล เว้นเสียแต่มี
อุปสรรคจากธรรมชาติ เช่น ทะเล ภูเขาและป่าไม้ ที่ไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้อังกอร์ ล้อมรอบด้วยป่าไม้ ซึ่งให้ความอุดมสมบูรณ์ในการทำบ้านเรือนและเป็นเชื้อเพลิง ป่าไม้เหล่านี้ได้นำมาใช้ในการก่อสร้างอาคารอันใหญ่โต มันอยู่เบื้องหลังสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของโลก ที่มีเหลือให้เห็นอยู่ในเวลานี้

        ป่าเหล่านี้ ตลอดจนอุปสรรคทางธรรมชาติอื่น ๆ ที่อยู่รายล้อม
อังกอร์ ได้ช่วยปกปักรักษาอังกอร์มิให้ศัตรูเข้ามาทำอันตรายได้ง่าย ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ภูเขาหินทราย สันทรายและทะเลจีนใต้ สันดอนแม่นำ้โขง (Mekong Delta) สามารถขัดขวางศัตรูทางทะเลอย่างชวา (Javanese) ได้ โดยจะมีทางน้ำหลัก ๆ อยู่ 2 ทางคือแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกและทะเลสาบทางทิศตะวันตก

        ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น หกเดือนมีฝนตกจากเดือน
มิถุนายน - พฤศจิกายน ส่วนอีกหกเดือนเป็นฤดูแล้ง ดังนั้น นำ้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวเขมรโบราณและการชลประทานจึงกลายเป็นวิธีการที่สำคัญเพื่อให้มีความอยู่รอดและพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ทะเลสาบใหญ่ประทานฝูงปลาเหลือคณานับ ติดตามด้วยข้าวเป็นอาหารหลัก ชาวเขมรปลูกข้าวโดยอาศัยน้ำช่วยในการเกษตร ด้วยการขุดให้ดินต่ำลงไป ปั้นคูดินรอบนาข้าว เพื่อกักเก็บน้ำฝนและทำเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำที่กว้างใหญ่ และทดน้ำ (Irrigate) เก็บไว้ให้พืชผล นอกจากนั้นยังสร้างนวัตกรรมการเก็บกักน้ำที่เรียกว่า บาราย (Beray) ซึ่งมีหลักษณะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่หรือเป็นอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย



          ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์

        นักโบราณคดี (Archaeologist) อธิบายว่า บารายที่มีขนาดใหญ่มีอยู่ 3 แห่ง แห่งที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 8 * 3 กิโลเมตร บารายตะวันตกสร้างเมื่อ ค.ศ. 975 และ 1020 เสร็จในปี 1050 โดยสร้างกำแพงดินสูง 10 เมตรแล้ว ต่อเป็นสันคูยาวออกไป 20 กิโลเมตร นี่แสดงให้เห็นถึง การใช้ความพยายามและการใช้เวลาที่นับไม่ได้ของมนุษย์อย่างมาก อันเป็นผลจากการบริหารตามลัทธิการปกครองแบบลำดับชั้นนั่นเอง

        ในอาณาจักรยังเชื่อมต่อด้วยถนนหนทางที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งประชาชนใช้บริการเพื่อการค้าขาย แม้ว่า ถนนเหล่านี้จะเคยยกเลิกไม่ได้ใช้ไปหลังการล่มสลายของอาณาจักร แต่ฝรั่งเศสได้มาเปิดทำการใช้ใหม่มาจนถึงปัจจุบัน ถนนสายที่มั่งคั่งนี้ เคยเป็นทางเดินของเกี้ยว (Palanquins) หรือเปลหาม (Ham Mock) หรือม้า เช่นกันคนยากจนจะเดินหรือใช้เกวียนเทียมควาย บรรดาแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงทะเลสาบก็ใช้เป็นเส้นทางทำมาค้าขายโดยอาศัยล่องไปตามกระแสน้ำที่ขึ้น -  ลงตลอดเวลา

                                                                (ต่อตอน 2)
        

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พลังชีวิต (Power Spot)



                                                                                สุริยา เผือกพันธ์

         “ ใช่ ผมเข้าใจมันดี” มิสเตอร์อากิ ฮาโต (Aki Hato) เพื่อนชาวญี่ปุ่นตอบเมื่อผมถามเขาว่า

        “คุณเข้าใจคำว่า Power Spot หรือไม่”

        เหตุที่ผมถามเช่นนี้ เพราะมีคนอ้างถึงว่า คำ ๆ นี้ คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่ที่ญี่ปุ่นคำ ๆ นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก

        ผมจึงเริ่มตั้งข้อสังเกตย้อนหลังตั้งแต่เมื่อผมได้คนญี่ปุ่นมาเป็น
เพื่อน คุณอากิ ฮาโตมาเมืองไทยหลายครั้งแล้ว หลังจากเกษียณอายุจากการทำงานในบริษัท Japan Airlines

          ทุกครั้งที่มาก็จะใช้เวลาไปอาสาสอนนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา เวลาที่เหลือจากนั้นก็ท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ เท่าที่จะสะดวกไปได้โดยเขาไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ


                      คุณอากิ ฮาโต (Aki Hato) ซ้ายมือ

        วันนี้ก็เช่นกัน เขาชวนผม เขาอยากไปดูปราสาทหนองหงส์ที่อำเภอโนนดินแดงจังหวัดบุรีรัมย์

        ในฐานะเจ้าบ้านผมไม่ขัดข้อง แถมยังจะพาไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญ ๆ อื่น ๆ ในละแวกนั้นอีกด้วย

        พวกเราออกเดินทางจากที่พักราว 9 นาฬิกาเศษ ๆ อากาศช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ค่อนข้างหนาวเย็นในช่วงเช้าถึงสาย แต่พอบ่ายมากลับร้อนแรง

        ก่อนถึงอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ 3 กิโลเมตร สถานที่่แห่งแรกที่เราแวะชมคือ ปราสาทโคกงิ้ว ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดโคกงิ้วเป็นปราสาขนาดเล็ก เป็นส่วนหนึ่งในศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างได้แก่ 1.ปรางค์ประธาน 2. บรรณาลัย 3. โคปุระ 4. กำแพงแก้ว 5. สระนำ้ 6. กุฏี 7. สระนำ้โบราณ

        โบราณสถานแห่งนี้เป็นอโรคยาศาล (สถานพยาบาล) แห่งหนึ่งในจำนวน 102 แห่งทั่วราชอาณาจักร เพื่อรักษาผู้เจ็บป่วย ตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1181 – 1218
     
       แน่นอนว่า ความน่าทึ่งและความซาบซึ้งในงานศิลปกรรมของคน
ยุคก่อน ที่นี่ทำเราอึ้งไม่แพ้โบราณสถานในที่ต่าง ๆ ที่เราเคยเที่ยวชมมา


                          ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ

        ช่วงเวลาที่พวกเราไปถึงแสงแดดเริ่มแผดกล้า ความร้อนกำลังเยื้องกรายเข้ามาแทนที่ความหนาวเย็น ในระหว่างนั้น ไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดเข้ามาเยี่ยมเยือนสักการะ คงมีแต่พวกเรา 3 คนเท่านั้น จึงทำให้บรรยากาศดูสงบเงียบเหมาะแก่การเข้าไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิที่ตั้งอยู่ภายในปรางค์พระประธานเป็นอย่างยิ่ง

        เยื้องเข้าไปภายในบริเวณวัด มีพิพิธภัณฑ์เก็บพระพุทธรูป โครงกระดูกและสิ่งของเครื่องใช้ของคนโบราณ

        ทั้งสองแห่งยังต้องการการบูรณะซ่อมแซมและพัฒนาให้เป็นแหล่งเที่ยวอีกมาก

        พวกเรากลับออกมาสู่ถนนที่มุ่งหน้าไปอำเภอโนนดินแดงอีกครั้ง รถวิ่งผ่านตัวอำเภอปะคำออกไปทางด้านทิศใต้ สักพักก็ถึงอำเภอโนนดินแดงที่ฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านอาหารแบบอีสานรสแซบ เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ผ่านไป แวะหาอะไรรับประทานแบบไม่ต้องใช้เวลานั่งนาน ๆ เป็นอย่างดี

        เช่นพวกเรา ขณะนี้เวลาเที่ยงวันพอดี ทุกคนจึงลงความเห็นกันว่าอาหารเที่ยงอร่อย ๆ คงต้องเป็นร้านใดร้านหนึ่งในบริเวณนี้ และร้านลาบเป็ดบุรีรัมย์ สาขา 3 คือ เป้าหมาย

        ผมกับคุณอากิ ให้เกียรติสุภาพสตรีเป็นผู้ปรุงคำสั่ง แต่ผู้เดียว

        เมนูนี้มี ส้มตำกุ้งสด เป็ดย่าง ต้มยำปลาช่อนและข้าวเหนียว

        รสชาติแซบ อร่อยเด็ดไม่เสียเที่ยวที่ตัดสินใจเลือกให้เป็นกอง
กำลังพลาธิการ

        “ผ่านมาคราวหน้าจะแวะมาอีก” พวกเราสัญญากับเจ้าของร้าน


                   อาหารอีสานรสแซบร้านลาบเป็ดบุรีรัมย์ สาขา 3

        ออกจากร้านอาหารไปไม่ไกล รถมุ่งตรงไปตามถนนสายโนนดินแดงสระแก้ว ก่อนลงเนินพ้นเขตเทศบาลไปทางทิศใต้ ด้านซ้ายมือจะมีอนุสาวรีย์เราสู้ สร้างไว้เพื่อสดุดีวีรชนแห่งถนนละหานทราย – ตาพระยาเมื่อปี พ.ศ. 2522 เป็นทางผ่านที่พวกเราจะไปต่อยังเป้าหมายที่กำหนดไว้ในทริปนี้คือ ปราสาทหนองหงส์ ที่อยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 2.5 กิโลเมตร


                       อนุสาวรีย์เราสู้ อำเภอโนนดินแดง 

        ประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ เราก็มาถึงตัวปราสาท อากาศร้อนแรงยิ่งขึ้น

        ปราสาทหนองหงส์ เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดู ประกอบด้วยปราสาท 3 หลัง ก่อด้วยอิฐ ตั้งบนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว อีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก

        ผังปราสาททั้ง 3 เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ปราสาทประธาน
หลังกลางมีขนานใหญ่กว่าปราสาทอีก 2 หลัง ด้านหน้ามีวิหารหรือ
บรรณาลัยอีก 1 หลังก่อด้วยศิลาแลง หันหน้าเข้าหาปราสาททิศใต้ อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วกำแพงศิลาแลง มีซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้าและด้านหลัง

        ลักษณะการก่อสร้างและศิลปกรรมที่พบสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยศิลปะขอมแบบบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15

          สภาพโดยทั่วไปดูเหมือนว่าได้มีการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วระดับหนึ่งจึงมองเห็นโครงสร้างทั้งหมดดูสมบูรณ์กว่า ปราสาทโคกงิ้วในอำเภอปะคำ

        แต่ที่ไม่แตกต่างกันเลยคือ ที่นี่ยังคงเงียบเหงา ไร้นักท่องเที่ยวมาเยือน

        แม้ว่าเวลาบ่าย 2 โมงจะเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดของวัน แต่พวกเราได้ใช้เวลาศึกษาดูโบราณสถานแห่งนี้ค่อนข้างนาน เพราะเป็นเป้าหมายหลักที่มิสเตอร์อากิ ฮาต้าอยากมาเยี่ยมชม


                    ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง

        บ่าย 3 โมงพวกเราได้เวลาเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม ถ้ามีเวลามากกว่านั้นหรืออยากจะกลับเย็นกว่านี้ ใกล้ ๆ กันยังมีเขื่อนลำนางรองอีกแห่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมไปพักผ่อนในวันหยุดแล้วหาอะไรไปรับประทานแบบกินลม ชมวิวได้อีกด้วย

        ในช่วงเดินทางกลับเมื่อผ่านอำเภอปะคำ ถึงบ้านหนองแช่ไม้ ก่อนเข้าตัวอำเภอนางรองเล็กน้อยมีร้านขนมเปี๊๊ยะรสหวานอร่อยลิ้น ที่ทุกคนที่ผ่านไปทางนั้นมักแวะซื้อติดมือไปเป็นของฝากแก่คนที่รักอยู่เสมอ ๆ


                 ของฝากที่ร้านขนมปอเปี๊ยะ อำเภอนางรอง

        “คนมักเข้าใจว่าพลังงานนั้นได้มาจากดวงอาทิตย์แต่เพียงอย่าง
เดียว” คุณอากิ อธิบาย

        “ยังไงหรือ” ผมถาม

        “จริง ๆ พลังงานของเราอาจได้มาจากสถานที่ต่าง ๆ ที่เราไปดู” 
คุณอากิขยายความ

        “มันอาจเป็นความรู้สึกที่ดี เป็นความเข้มแข็งทางใจ เป็นพลังทาง
บวกที่พวกเราหาได้จากการท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ เหมือนเป็นการชาร์ตแบตเตอรีให้ตัวเรา นี่แหละ Power Spot” มิสเตอร์อากิกล่าวสรุป ก่อนลงจากรถกลับที่พัก

        ผมไม่แปลกใจเลยที่คุณอากิ ฮาโตอายุ 74 ปีแล้วยังดู
สมาร์ต คล่องแคล่ว อารมณ์ดี และเดินออกกำลังกายทุกเช้า