วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความลี้ลับของวัดที่ซ่อนเร้น (The Hidden Mysterious Temple)


(ภาพจาก https://www.google.co.th/search?)


อาณาจักรขแมร์ : อังกอร์ (ค.ศ. 802 – 1432)
ตอนที่ 1
(Khmer Empire : Angkor)


                                                    Xuan K. Dinh : เขียน
                                        สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


        อังกอร์ (Angkor) มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า เมืองศักดิ์สิทธิ์ (Holy City) สร้างขึ้้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (Jayavarman II) ซึ่ง
เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อาณาจักรอังกอร์สร้างขึ้นเพราะพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีพระประสงค์จะย้ายเมืองหลวงเดิมจากหุบเขาแม่น้ำโขง (Mekong Valley) ที่เป็นประเทศเวียดนามในปัจจับัน ไปอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าซึ่งอยู่ปลายทะเลสาบ (Tonle Sap) ในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ดังนั้น ตามจารึกในศิลา กล่าวว่า ในคริสต์ศักราชที่ 802 พระองค์จึงสร้างอาณาจักรอังกอร์ (Angkor Empire)ขึ้นและมีความเจริญรุ่งเรืองต่อมาเป็นเวลานานถึง 600 ปี

        ไม่เหมือนกับความเจริญรุ่งเรืองของโบราณสมัยในที่อื่น ๆ เพราะเขมรไม่มีหนังสือ หลักฐานต่าง ๆ สูญหายไปหมดเมื่อละทิ้งเมือง อย่างไรก็ตามจารึกบนแผ่นหิน ประมาณ 1,200 ก้อน มีตัวหนังสือจารึกไว้เป็นภาษาสันสกฤต เขมรและบาลีให้ดู เรื่องราวส่วนใหญ่ในจารึกภาษาสันสกฤตเป็นบทสวดมนต์บูชาพระเจ้าและพระพุทธเจ้า หรือบอกเล่าลำดับวงศ์ตระกูลของพระมหากษัตริย์ แต่ขณะเดียวกันก็บอกเล่าถึงการดำรงชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีและการปกครองประชาชนด้วย รอยจารึกเหล่านี้ บอกเล่าถึงความซับซ้อน การบริหารแบบลำดับชั้น และแสดงให้เห็นว่าขอมเป็นสังคมอุดมความรู้ (Literate Society) ในหมู่คนชั้นสูง ข้อสังเกตจากคนนอกมองเห็นว่า อังกอร์ในสมัยนั้น มีวัฒนธรรมที่ซับซ้อนและเกรียงไกร


                   ภาพสีแดงคือที่ตั้งของอาณาจักรขแมร์ 
              (ภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki)


        ที่ตั้งของอังกอร์ในกัมพูชาวันนี้ ตั้งอยู่ระหว่าง 10 และ 15 องศาเหนือและ 18 องศาตะวันออก ระหว่างไทยกับเวียดนาม เป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มต่ำกับภูเขาในทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และมีที่ราบสูงในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่อังกอร์ตั้งอยู่ในที่ที่สูงกว่า คนเขมรต่างนับถือศาสนาอย่างลึกซึ้งคล้ายคนอินเดีย ที่เชื่อว่าศูนย์กลางของโลกคือ ภูเขาเมรุ (Mount Meru) คนเขมรมักชอบสร้างวัดบนเนินเขาสูง ซึ่งเป็นการสะท้อนความเชื่อของคนสมัยนั้น

        ในศตวรรษที่ 12 – 13 อังกอร์มีประชากรราว 700,000 – 1 ล้านคน ขนาดของแต่ละหมู่บ้านอยู่ระหว่าง 2-3 ร้อยคนถึง 1,000 คน การตั้งบ้านเรือนมีหลักการพื้นฐาน 3 ประการคือ บ้านเรือนเรียงรายไปตามถนนหรือลำธาร อยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือ กระจายอยู่ตามไร่นา มีจำนวนทั้งหมด 90 หมู่บ้าน มีวัดอยู่อย่างน้อย 1 วัดเป็นศูนย์กลางของเมือง ทั่วอาณาจักร(Entire empire) มีวัดกระจายอยู่ทุก ๆ 1,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมทั้งกัมพูชา ลาว ไทยและทางตอนใต้ของเวียดนามในปัจจุบัน เขมรต้องการสร้างเมืองให้เป็นรัฐสวัสดิการและการทูต

        และเขมรยังมีการทำสงครามขยายอาณาเขตและพิทักษ์ดินแดนที่ได้มา โดยมีกองทัพคอยพิทักษ์รักษา บ่อยครั้งที่มีการปะทะกับเพื่อนบ้านอย่างไทยและจาม (Thais and Chams) บรรดาเหล่าทหารจะมีอาวุธเป็นจำพวกดาบ หลาว คันธนูและลูกธนูและไม้กระบอง นอกจากนี้ ยังมีหนังสติ๊ก ขี่ม้า เกวียนและนั่งบนหลังช้างด้วย ทหารเป็นผู้ชายทั้งหมด ที่ได้ทำพิธีสาบานตนเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์


                 ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

        การขยายอาณาจักรมุ่งขยายไปให้ไกลเท่าไกล เว้นเสียแต่มี
อุปสรรคจากธรรมชาติ เช่น ทะเล ภูเขาและป่าไม้ ที่ไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้อังกอร์ ล้อมรอบด้วยป่าไม้ ซึ่งให้ความอุดมสมบูรณ์ในการทำบ้านเรือนและเป็นเชื้อเพลิง ป่าไม้เหล่านี้ได้นำมาใช้ในการก่อสร้างอาคารอันใหญ่โต มันอยู่เบื้องหลังสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของโลก ที่มีเหลือให้เห็นอยู่ในเวลานี้

        ป่าเหล่านี้ ตลอดจนอุปสรรคทางธรรมชาติอื่น ๆ ที่อยู่รายล้อม
อังกอร์ ได้ช่วยปกปักรักษาอังกอร์มิให้ศัตรูเข้ามาทำอันตรายได้ง่าย ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ภูเขาหินทราย สันทรายและทะเลจีนใต้ สันดอนแม่นำ้โขง (Mekong Delta) สามารถขัดขวางศัตรูทางทะเลอย่างชวา (Javanese) ได้ โดยจะมีทางน้ำหลัก ๆ อยู่ 2 ทางคือแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกและทะเลสาบทางทิศตะวันตก

        ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น หกเดือนมีฝนตกจากเดือน
มิถุนายน - พฤศจิกายน ส่วนอีกหกเดือนเป็นฤดูแล้ง ดังนั้น นำ้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวเขมรโบราณและการชลประทานจึงกลายเป็นวิธีการที่สำคัญเพื่อให้มีความอยู่รอดและพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ทะเลสาบใหญ่ประทานฝูงปลาเหลือคณานับ ติดตามด้วยข้าวเป็นอาหารหลัก ชาวเขมรปลูกข้าวโดยอาศัยน้ำช่วยในการเกษตร ด้วยการขุดให้ดินต่ำลงไป ปั้นคูดินรอบนาข้าว เพื่อกักเก็บน้ำฝนและทำเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำที่กว้างใหญ่ และทดน้ำ (Irrigate) เก็บไว้ให้พืชผล นอกจากนั้นยังสร้างนวัตกรรมการเก็บกักน้ำที่เรียกว่า บาราย (Beray) ซึ่งมีหลักษณะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่หรือเป็นอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย



          ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์

        นักโบราณคดี (Archaeologist) อธิบายว่า บารายที่มีขนาดใหญ่มีอยู่ 3 แห่ง แห่งที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 8 * 3 กิโลเมตร บารายตะวันตกสร้างเมื่อ ค.ศ. 975 และ 1020 เสร็จในปี 1050 โดยสร้างกำแพงดินสูง 10 เมตรแล้ว ต่อเป็นสันคูยาวออกไป 20 กิโลเมตร นี่แสดงให้เห็นถึง การใช้ความพยายามและการใช้เวลาที่นับไม่ได้ของมนุษย์อย่างมาก อันเป็นผลจากการบริหารตามลัทธิการปกครองแบบลำดับชั้นนั่นเอง

        ในอาณาจักรยังเชื่อมต่อด้วยถนนหนทางที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งประชาชนใช้บริการเพื่อการค้าขาย แม้ว่า ถนนเหล่านี้จะเคยยกเลิกไม่ได้ใช้ไปหลังการล่มสลายของอาณาจักร แต่ฝรั่งเศสได้มาเปิดทำการใช้ใหม่มาจนถึงปัจจุบัน ถนนสายที่มั่งคั่งนี้ เคยเป็นทางเดินของเกี้ยว (Palanquins) หรือเปลหาม (Ham Mock) หรือม้า เช่นกันคนยากจนจะเดินหรือใช้เกวียนเทียมควาย บรรดาแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงทะเลสาบก็ใช้เป็นเส้นทางทำมาค้าขายโดยอาศัยล่องไปตามกระแสน้ำที่ขึ้น -  ลงตลอดเวลา

                                                                (ต่อตอน 2)
        

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น