ตอนที่ 1
(Khmer Empire : Angkor)
Xuan K. Dinh : เขียน
สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง
อังกอร์ (Angkor)
มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า เมืองศักดิ์สิทธิ์ (Holy City) สร้างขึ้้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (Jayavarman II)
ซึ่ง
เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อาณาจักรอังกอร์สร้างขึ้นเพราะพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีพระประสงค์จะย้ายเมืองหลวงเดิมจากหุบเขาแม่น้ำโขง (Mekong Valley) ที่เป็นประเทศเวียดนามในปัจจับัน ไปอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าซึ่งอยู่ปลายทะเลสาบ (Tonle Sap) ในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ดังนั้น ตามจารึกในศิลา กล่าวว่า ในคริสต์ศักราชที่ 802 พระองค์จึงสร้างอาณาจักรอังกอร์ (Angkor Empire)ขึ้นและมีความเจริญรุ่งเรืองต่อมาเป็นเวลานานถึง 600 ปี
เป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อาณาจักรอังกอร์สร้างขึ้นเพราะพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีพระประสงค์จะย้ายเมืองหลวงเดิมจากหุบเขาแม่น้ำโขง (Mekong Valley) ที่เป็นประเทศเวียดนามในปัจจับัน ไปอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าซึ่งอยู่ปลายทะเลสาบ (Tonle Sap) ในประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ดังนั้น ตามจารึกในศิลา กล่าวว่า ในคริสต์ศักราชที่ 802 พระองค์จึงสร้างอาณาจักรอังกอร์ (Angkor Empire)ขึ้นและมีความเจริญรุ่งเรืองต่อมาเป็นเวลานานถึง 600 ปี
ไม่เหมือนกับความเจริญรุ่งเรืองของโบราณสมัยในที่อื่น
ๆ เพราะเขมรไม่มีหนังสือ หลักฐานต่าง ๆ สูญหายไปหมดเมื่อละทิ้งเมือง อย่างไรก็ตามจารึกบนแผ่นหิน ประมาณ 1,200 ก้อน มีตัวหนังสือจารึกไว้เป็นภาษาสันสกฤต เขมรและบาลีให้ดู เรื่องราวส่วนใหญ่ในจารึกภาษาสันสกฤตเป็นบทสวดมนต์บูชาพระเจ้าและพระพุทธเจ้า หรือบอกเล่าลำดับวงศ์ตระกูลของพระมหากษัตริย์ แต่ขณะเดียวกันก็บอกเล่าถึงการดำรงชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีและการปกครองประชาชนด้วย รอยจารึกเหล่านี้ บอกเล่าถึงความซับซ้อน การบริหารแบบลำดับชั้น และแสดงให้เห็นว่าขอมเป็นสังคมอุดมความรู้ (Literate Society) ในหมู่คนชั้นสูง ข้อสังเกตจากคนนอกมองเห็นว่า อังกอร์ในสมัยนั้น มีวัฒนธรรมที่ซับซ้อนและเกรียงไกร
ที่ตั้งของอังกอร์ในกัมพูชาวันนี้
ตั้งอยู่ระหว่าง 10 และ 15 องศาเหนือและ 18 องศาตะวันออก
ระหว่างไทยกับเวียดนาม เป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มต่ำกับภูเขาในทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และมีที่ราบสูงในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
แต่อังกอร์ตั้งอยู่ในที่ที่สูงกว่า คนเขมรต่างนับถือศาสนาอย่างลึกซึ้งคล้ายคนอินเดีย
ที่เชื่อว่าศูนย์กลางของโลกคือ ภูเขาเมรุ (Mount Meru) คนเขมรมักชอบสร้างวัดบนเนินเขาสูง ซึ่งเป็นการสะท้อนความเชื่อของคนสมัยนั้น
ในศตวรรษที่ 12 – 13 อังกอร์มีประชากรราว
700,000 – 1 ล้านคน
ขนาดของแต่ละหมู่บ้านอยู่ระหว่าง 2-3 ร้อยคนถึง 1,000 คน การตั้งบ้านเรือนมีหลักการพื้นฐาน 3 ประการคือ บ้านเรือนเรียงรายไปตามถนนหรือลำธาร อยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือ กระจายอยู่ตามไร่นา มีจำนวนทั้งหมด 90 หมู่บ้าน
มีวัดอยู่อย่างน้อย 1 วัดเป็นศูนย์กลางของเมือง
ทั่วอาณาจักร(Entire
empire) มีวัดกระจายอยู่ทุก ๆ 1,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมทั้งกัมพูชา ลาว ไทยและทางตอนใต้ของเวียดนามในปัจจุบัน เขมรต้องการสร้างเมืองให้เป็นรัฐสวัสดิการและการทูต
และเขมรยังมีการทำสงครามขยายอาณาเขตและพิทักษ์ดินแดนที่ได้มา
โดยมีกองทัพคอยพิทักษ์รักษา บ่อยครั้งที่มีการปะทะกับเพื่อนบ้านอย่างไทยและจาม (Thais
and Chams) บรรดาเหล่าทหารจะมีอาวุธเป็นจำพวกดาบ หลาว คันธนูและลูกธนูและไม้กระบอง นอกจากนี้ ยังมีหนังสติ๊ก ขี่ม้า
เกวียนและนั่งบนหลังช้างด้วย ทหารเป็นผู้ชายทั้งหมด ที่ได้ทำพิธีสาบานตนเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
การขยายอาณาจักรมุ่งขยายไปให้ไกลเท่าไกล
เว้นเสียแต่มี
อุปสรรคจากธรรมชาติ เช่น ทะเล ภูเขาและป่าไม้ ที่ไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้อังกอร์ ล้อมรอบด้วยป่าไม้ ซึ่งให้ความอุดมสมบูรณ์ในการทำบ้านเรือนและเป็นเชื้อเพลิง ป่าไม้เหล่านี้ได้นำมาใช้ในการก่อสร้างอาคารอันใหญ่โต มันอยู่เบื้องหลังสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของโลก ที่มีเหลือให้เห็นอยู่ในเวลานี้
อุปสรรคจากธรรมชาติ เช่น ทะเล ภูเขาและป่าไม้ ที่ไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้อังกอร์ ล้อมรอบด้วยป่าไม้ ซึ่งให้ความอุดมสมบูรณ์ในการทำบ้านเรือนและเป็นเชื้อเพลิง ป่าไม้เหล่านี้ได้นำมาใช้ในการก่อสร้างอาคารอันใหญ่โต มันอยู่เบื้องหลังสิ่งมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของโลก ที่มีเหลือให้เห็นอยู่ในเวลานี้
ป่าเหล่านี้
ตลอดจนอุปสรรคทางธรรมชาติอื่น ๆ ที่อยู่รายล้อม
อังกอร์ ได้ช่วยปกปักรักษาอังกอร์มิให้ศัตรูเข้ามาทำอันตรายได้ง่าย ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ภูเขาหินทราย สันทรายและทะเลจีนใต้ สันดอนแม่นำ้โขง (Mekong Delta) สามารถขัดขวางศัตรูทางทะเลอย่างชวา (Javanese) ได้ โดยจะมีทางน้ำหลัก ๆ อยู่ 2 ทางคือแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกและทะเลสาบทางทิศตะวันตก
อังกอร์ ได้ช่วยปกปักรักษาอังกอร์มิให้ศัตรูเข้ามาทำอันตรายได้ง่าย ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ภูเขาหินทราย สันทรายและทะเลจีนใต้ สันดอนแม่นำ้โขง (Mekong Delta) สามารถขัดขวางศัตรูทางทะเลอย่างชวา (Javanese) ได้ โดยจะมีทางน้ำหลัก ๆ อยู่ 2 ทางคือแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกและทะเลสาบทางทิศตะวันตก
ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น
หกเดือนมีฝนตกจากเดือน
มิถุนายน - พฤศจิกายน ส่วนอีกหกเดือนเป็นฤดูแล้ง ดังนั้น นำ้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวเขมรโบราณและการชลประทานจึงกลายเป็นวิธีการที่สำคัญเพื่อให้มีความอยู่รอดและพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ทะเลสาบใหญ่ประทานฝูงปลาเหลือคณานับ ติดตามด้วยข้าวเป็นอาหารหลัก ชาวเขมรปลูกข้าวโดยอาศัยน้ำช่วยในการเกษตร ด้วยการขุดให้ดินต่ำลงไป ปั้นคูดินรอบนาข้าว เพื่อกักเก็บน้ำฝนและทำเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำที่กว้างใหญ่ และทดน้ำ (Irrigate) เก็บไว้ให้พืชผล นอกจากนั้นยังสร้างนวัตกรรมการเก็บกักน้ำที่เรียกว่า บาราย (Beray) ซึ่งมีหลักษณะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่หรือเป็นอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย
มิถุนายน - พฤศจิกายน ส่วนอีกหกเดือนเป็นฤดูแล้ง ดังนั้น นำ้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวเขมรโบราณและการชลประทานจึงกลายเป็นวิธีการที่สำคัญเพื่อให้มีความอยู่รอดและพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ทะเลสาบใหญ่ประทานฝูงปลาเหลือคณานับ ติดตามด้วยข้าวเป็นอาหารหลัก ชาวเขมรปลูกข้าวโดยอาศัยน้ำช่วยในการเกษตร ด้วยการขุดให้ดินต่ำลงไป ปั้นคูดินรอบนาข้าว เพื่อกักเก็บน้ำฝนและทำเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำที่กว้างใหญ่ และทดน้ำ (Irrigate) เก็บไว้ให้พืชผล นอกจากนั้นยังสร้างนวัตกรรมการเก็บกักน้ำที่เรียกว่า บาราย (Beray) ซึ่งมีหลักษณะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่หรือเป็นอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย
นักโบราณคดี (Archaeologist) อธิบายว่า
บารายที่มีขนาดใหญ่มีอยู่ 3 แห่ง
แห่งที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 8
* 3 กิโลเมตร บารายตะวันตกสร้างเมื่อ ค.ศ. 975 และ 1020 เสร็จในปี 1050 โดยสร้างกำแพงดินสูง
10 เมตรแล้ว ต่อเป็นสันคูยาวออกไป 20 กิโลเมตร นี่แสดงให้เห็นถึง การใช้ความพยายามและการใช้เวลาที่นับไม่ได้ของมนุษย์อย่างมาก อันเป็นผลจากการบริหารตามลัทธิการปกครองแบบลำดับชั้นนั่นเอง
ในอาณาจักรยังเชื่อมต่อด้วยถนนหนทางที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งประชาชนใช้บริการเพื่อการค้าขาย แม้ว่า ถนนเหล่านี้จะเคยยกเลิกไม่ได้ใช้ไปหลังการล่มสลายของอาณาจักร แต่ฝรั่งเศสได้มาเปิดทำการใช้ใหม่มาจนถึงปัจจุบัน ถนนสายที่มั่งคั่งนี้ เคยเป็นทางเดินของเกี้ยว (Palanquins) หรือเปลหาม
(Ham Mock) หรือม้า เช่นกันคนยากจนจะเดินหรือใช้เกวียนเทียมควาย บรรดาแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงทะเลสาบก็ใช้เป็นเส้นทางทำมาค้าขายโดยอาศัยล่องไปตามกระแสน้ำที่ขึ้น - ลงตลอดเวลา




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น