สุริยา เผือกพันธ์
ความอยากกับความกลัว
เป็นความรู้สึกที่เข้ามาหยอกล้อเราอยู่ทุกวันภูเขาที่สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าท้าทายต่อการป่ายปีนยิ่งนัก
แต่ก็หวาดหวั่นต่อความสูงชันที่จะเอาชนะมันไม่ง่ายอย่างที่คิด
สองหนุ่มฉกรรจ์ปั่นเสือหมอบคู่กายของเขาลงมาจากเขาใหญ่ผ่านหน้าผมไปอย่างรวดเร็ว
มันเหมือนเป็นการยั่วยุให้เราอยากลองบ้าง
“จะขึ้นไปหรือครับ”
นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอ่ยถามผมที่หน้าด่านขึ้นเขา
“........................”
ผมลังเลที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ ระหว่าง ความอยากกับความกลัวมันสัประยุทธ์กันอยู่ภายในใจจนฝุ่นตลบ
"ด่านทางขึ้นเขาใหญ่ด้านปากช่อง"
ในชีวิตของเรา
มีสิ่งรอบกายที่ท้าทายให้เราทำเสมอ แต่ก็ใช่ว่า อะไรทุกสิ่งที่ท้าทายนั้น เราจะต้องตอบสนองทั้งหมด
สำหรับการมาเขาใหญ่ครั้งนี้ ผมชั่งใจแล้ว.........อยากจะลอง !!!!!
เวลาขณะนี้ประมาณ
10 นาฬิกา วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ไม่เช้าไม่สายเกินไป แต่หากตัดสินใจขึ้นเขาสูงชัน
คงต้องทานข้าวตุนพลังงานไว้ก่อน วิธีคิดอย่างนี้ มีความโน้มเอียงสนับสนุนความกล้า
แต่ก็กลัวไปไม่ถึงจุดหมาย จึงต้องทานข้าวไว้ก่อน กลัวไปหิวโซท้องกิ่ว หากขึ้นไปติดอยู่บนดอยเป็นเวลานาน
“มาถึงขนาดนี้แล้ว
ถ้าไม่ขึ้นก็เสียดายโอกาส ถ้าไปไม่ถึงก็แค่กลับลงมา...แค่นั้นเอง” ผมคิด
ในที่สุด ผมก็เอาชนะความกลัวได้ !!!!!
ผมปั่นจักรยานผ่านด่านเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่
มีรถยนต์จอดเรียงรายอยู่ฝั่งถนนก่อนหน้าอยู่แล้วหลายคัน ด้านฝั่งตรงข้ามที่จอดรถ เป็นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่
ผู้คนพลุกพล่านอยู่หน้าศาล พวกเขากำลังสักการะขอพร
เยื้องไปทางด้านหน้าที่ขอบถนนด้านซ้ายมือ มีป้ายบอกระยะทางสถานที่ต่าง ๆ
“ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
14 กิโลเมตร” ระยะทางไม่ไกล แต่สภาพความชันของถนนที่อยู่หลังป้ายบอกให้รู้ว่า
โหดแน่นอน !!!
ผมจอดรถพิงตีนเขาไว้ก่อนเดินขึ้นไปสักการะ “เจ้าพ่อเขาใหญ่ ”
เพื่อขอกำลังใจให้การเดินทางครั้งนี้บรรลุจุดหมาย
เพื่อขอกำลังใจให้การเดินทางครั้งนี้บรรลุจุดหมาย
“เจ้าประคุ้น
!!! ขอให้ลูกช้าง
ไปให้ถึงตามที่ตั้งใจเถิด” ผมอธิษฐาน
"ขอพรเจ้าพ่อเขาใหญ่ก่อนออกเดินทาง"
ผมกลับลงมาจับสองล้อคู่กาย
ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น จิตใจที่เปี่ยมด้วยพลัง สองมือกุมแฮนด์หนักแน่น
เท้าขวากระชับมั่นบนบันไดพร้อม เท้าซ้ายเหยียดยันพื้นถนน ปั่น !!!!
สองล้อขับเคลื่อนป่ายปีนถนนที่สูงชันขึ้นเรื่อย
ๆ ด้วยเกียร์ 5 – 6 ทำความเร็วไปได้เรื่อย ๆ เนิบ ๆ
แบบสบาย ๆ จนต้องปลดเกียร์ลง
ต่ำสุด เมื่อทำระยะทางไปได้ประมาณ 3 กิโลเมตร
และต้องลงจูงเป็นครั้งแรก เมื่อถึงหลักกิโลเมตรบอกระยะทางอีก 11 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานเขาใหญ่
"ระยะทาง 3 กิโลเมตรแรกที่เริ่มลงจูงจักรยาน"
ถนนขึ้นเขาใหญ่
มีรูปจักรยานเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นบนพื้นถนนตั้งแต่หน้าศาลเจ้าพ่อ แต่คงไม่ได้หมายถึงเป็นทางเฉพาะสำหรับจักรยานที่เห็นโดยทั่วไป
เพราะถนนมีแค่ 2 เลนแบบใช้ร่วมกันกับรถยนต์ ดังนั้น
สัญลักษณ์คงมีความหมายว่าให้ระวังจักรยานมากกว่า ฝั่งขวาของถนนเป็นตีนเขาที่มีแมกไม้ปกคลุม
โค้งคดไปมาตลอดเส้นทาง ส่วนฝั่งซ้ายของถนนเป็นเหวลึก
ลึกจนมองเห็นยอดไม้อยู่ลิบ ๆ มีแผ่นเหล็กกั้นเป็นแบริเออร์ (Barirer)
โค้งคดเป็นแนวยาวไปตลอดเส้นทางเช่นกัน
ระยะทาง
3 กิโลเมตรแรก
เป็นไปด้วยความราบรื่น เป็นการป่ายปีนระดับประถมศึกษา โดยใช้แรงปั่นเนิบ
ๆ ขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ไม่ได้โลดโผนโจนทะยาน
แต่แรงดึงดูดของโลกก็มีน้ำหนักมากขึ้น ๆ ตามความสูงที่เพิ่มขึ้นไปทุกขณะ การปั่นยุติลง
เมื่อแรงโน้มถ่วงจากผิวโลกเอาชนะแรงต้านจากสองขาของผมได้
ระยะต่อไปนี้อีก
3 กิโลเมตร
จะล้มลุกคลุกคลาน เพราะความสูงชันยังยกระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ
แถมยังโค้งคดไปมา สลับกับโขดหินที่ปูดโปนออกมาทำให้ดูเหมือนถนนหลบเล่นซ่อนหากับผมอยู่เป็นช่วง
ๆ หลอกให้เข้าใจว่าหลังโขดหินจะเป็นทางเรียบ
แต่ก็ไม่ใช่ ยังเป็นเนินขึ้นไปเรื่อย ๆ การปั่นจึงสลับกับการจูง ทั้งหนืดและเนือย เล่นเอาเหงื่อหยดรดปลายจมูก
มันเป็นช่วงโค้งคดราวกับช่วงวัยมัธยมศึกษา
ระหว่างที่เดินจูงสลับกับการปั่น
มีรถยนต์วิ่งขึ้น – ลง สวนทางไปมากันไม่ขาดสาย เครื่องยนต์ของรถแต่ละคันไม่มีใครกล้าทำอ้อยอิ่ง แต่ต่างแข่งขันกันตะเบ็งเสียงอื้ออึงสะเทือนราวป่า สลับกับเสียงไก่ป่าขันเจื้อยแจ้วมาจากพนาลึก
ความเปลี่ยว
แม้ชะนีเพียงตัวเดียวห้อยโหนในราวป่าข้างทางก็อาจทำให้หวั่นไหวได้
อีก
8 กิโลเมตรจะถึงปลายทาง ระยะทางต่อจากนี้
ไม่มีสัญญาณใด ๆบอกให้รู้ว่า การเดินทางจะเป็นไปด้วยความง่ายดาย
ความสูงบอกให้รู้ว่าไม่มีจังหวะใดที่ผมจะได้ขึ้นอานจักรยานเอาเสียเลย
สองมือจึงกุมแฮนด์มั่นเพื่อดันมันขึ้นไป ขึ้นไป จนเหงื่อท่วมตัว
การเดินจูงอย่างเดียว สามารถทำระยะทางไปได้ เรื่อย ๆ
ช้า...แต่ไม่เคยหยุดพัก มันเป็นการเดินทางในช่วงเวลาที่มีความสุขุม สงบนิ่งและอดทน ราวกับผู้ที่ศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ที่มีความรับผิดชอบเป็นนายสั่งการ
วุฒิภาวะของการเดินทางทำให้การป่ายปีนช่วงที่โหดที่สุด
ทะลุมาถึงจุดพักชมวิวที่สวยที่สุดบนเส้นทาง
เหมือนมีไว้เป็นรางวัลขั้นต้นของความพยายามของผู้ที่มีความบากบั่นทุกคน
"จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 7 ระยะครึ่งทาง"
จุดชมวิวอยู่ในระยะทางอีก
7 กิโลเมตรจะถึงอุทยาน
ป่าที่มองเห็นด้านล่างเป็นป่าไม้เบญจพรรณที่ขึ้นอยู่บริเวณเชิงเขา
แล้วค่อยแน่นทึบเป็นป่าดิบ
เมื่อความสูงของภูมิประเทศเพิ่มขึ้น ป่าประเภทต่าง ๆ ก่อให้เกิดความแตกต่างของสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย
ความสมบูรณ์และความหลากหลายของชนิดพืชและพันธุ์สัตว์ ในฤดูกาลที่เหมาะสม หากมองไกลออกไปลิบลิ่ว จะเห็นเป็นจุดสีขาว เหลืองแดงกระจัดกระจายปนผืนป่าสีเขียว
เป็นสีสรรของดอกไม้ป่าที่ผลิดอกระหว่างช่วงฤดูแล้งไปจนถึงต้นฤดูฝน
ที่บริเวณนี้ผู้คนที่มาท่องเที่ยว บนเขาใหญ่
ต่างจอดรถลงมาแวะชมความงามกันแทบทุกคน
"กับเจ้าหน้าที่อุทยาน กม. 30"
“ระยะทางต่อจากนี้
จะมีเนินเล็กน้อยครับ การปั่นจะง่ายกว่าที่ผ่านมา” เจ้าหน้าที่อุทยาน กม. 30 (นับจากปากช่อง) แนะนำเส้นทางที่เหลือ
"จักรยานเมอริดากับนักท้องเที่ยว"
ออกจากจุดชมวิว
มีเนินสูงขึ้นเป็นทางยาว ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่่
แต่พ้นเนินนี้ไปก็เป็นทางลาดลงเป็นเหวลึกยาวเช่นเดียวกันแน่นอนว่าที่สุดของความลึก ก็คงเป็นเนินที่ต้องใช้แรงไต่อีกเช่นเดียวกัน
ผมปล่อยให้จักรยานไหลลงตามความลาดต่ำของถนนอย่างอิสระ
มันเป็นครั้งแรกของเส้นทางสายนี้ที่รู้สึกเป็นอิสระ
จักรยานทิ้งตัวดำดิ่งอย่างรวดเร็ว
เร็วที่สุดจนถึงจุดที่ต่ำที่สุด ก็เกิดแรงส่งให้จักรยานพุ่งขึ้นไปบนเนินอีกเนินจนได้ระยะทางอีกราว 10 เมตรจะถึงยอดเนิน ผมต้องเสริมแรงด้วยการปั่นช่วยอย่างมากจึงสามารถพาจักรยานปีนขึ้นเนินไปได้ การปั่นขึ้นสูง - ลงต่ำ ทำให้เรารู้ว่า ขาขึ้นต้องใช้ความอดทนเป็นหลัก แต่ขาลงต้องใช้สมาธิเป็นที่ตั้ง
อีก
6 กิโลเมตรมีป้ายเตือนบอกถึงอันตราย
“ดงงูเห่า” ให้ระวัง (ไม่กล้าลงรถถ่ายรูป) สองข้างทางนับจากนี้ไม่ใช่เหวลึกและตีนภู
แต่เป็นป่าไม้หนาทึบ ความเงียบทำให้แรงที่เหลือจากการปั่นขึ้นเนินเมื่อสักครู่ถูกลดทอนลงไปอีก
กว่าจะผ่านดงงูเห่าไปได้ลมแทบจับ
เพราะปั่นไม่ออกเอาเสียเลย เหมือนมีผีมาฉุดขาไว้
"ด่านช้าง"
ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น
อีก 5 กิโลเมตร
มีป้ายบอกเตือนถึงอันตรายยิ่งกว่า “ด่านช้าง” ให้ระวัง !!! แต่ก็พออุ่นใจได้เมื่อมีรถยนต์วิ่งผ่านมาเป็นเพื่อนอยู่บ้าง
พ้นเขตด่านช้างมาได้ก็รู้สึก
สบายใจมากขึ้น พอ ๆ กับเส้นทางที่เริ่มจะราบเรียบไปจนถึงทุ่งหญ้าป่าโปร่งที่กิโลเมตรที่
2 ที่จะถึงสำนักงานอุทยาน ปั่นเลยโค้งหอดูสัตว์ไปได้ก็ถึงจุดหมายปลายทาง รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชั่วโมงเศษ ๆ
"หอดูสัตว์หนองผักชี"
"ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่"
"ที่แขวนจักรยานหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่"
"อุณหภูมิต่ำสุดในวันนั้น 14 องศาเซลเซียส"
ก่อนหน้านี้...ผมเคยสงสัยมานานว่า ยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลก ทำไมบางคนจึงใฝ่ฝันอยากจะป่ายปีนขึ้นไป ทั้งสูง ทั้งหนาวเหน็บ ระหว่างห้อยโหนมีเงาของมัจจุราชเป็นเพื่อนร่วมทางตลอดเวลา ประสบการณ์ของเขาใหญ่พอจะทำให้ผมตอบข้อสงสัยตนเองได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญไม่มีใครตอบแทนใครได้ นอกจากตัวเอง
ในระหว่างที่ผมปั่นกลับลงมา ยังมีนักปั่นคนอื่น ๆ อีกหลายคนปั่นสวนทางขึ้นไปเป็นระยะ ๆ พวกเขาคงมีข้อสงสัยในใจเช่นเดียวกับผมกระมัง !!!












































