วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ห่มหนาวที่เขาใหญ่ (Khao Yai Treasure)


                                                               สุริยา เผือกพันธ์


             ความอยากกับความกลัว เป็นความรู้สึกที่เข้ามาหยอกล้อเราอยู่ทุกวันภูเขาที่สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าท้าทายต่อการป่ายปีนยิ่งนัก แต่ก็หวาดหวั่นต่อความสูงชันที่จะเอาชนะมันไม่ง่ายอย่างที่คิด สองหนุ่มฉกรรจ์ปั่นเสือหมอบคู่กายของเขาลงมาจากเขาใหญ่ผ่านหน้าผมไปอย่างรวดเร็ว มันเหมือนเป็นการยั่วยุให้เราอยากลองบ้าง

        “จะขึ้นไปหรือครับ” นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอ่ยถามผมที่หน้าด่านขึ้นเขา

        “........................” ผมลังเลที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ ระหว่าง ความอยากกับความกลัวมันสัประยุทธ์กันอยู่ภายในใจจนฝุ่นตลบ


                      "ด่านทางขึ้นเขาใหญ่ด้านปากช่อง"

ในชีวิตของเรา มีสิ่งรอบกายที่ท้าทายให้เราทำเสมอ แต่ก็ใช่ว่า อะไรทุกสิ่งที่ท้าทายนั้น เราจะต้องตอบสนองทั้งหมด สำหรับการมาเขาใหญ่ครั้งนี้ ผมชั่งใจแล้ว.........อยากจะลอง !!!!!

        เวลาขณะนี้ประมาณ 10 นาฬิกา วันที่ 2 ธันวาคม 2559  ไม่เช้าไม่สายเกินไป แต่หากตัดสินใจขึ้นเขาสูงชัน คงต้องทานข้าวตุนพลังงานไว้ก่อน วิธีคิดอย่างนี้ มีความโน้มเอียงสนับสนุนความกล้า แต่ก็กลัวไปไม่ถึงจุดหมาย จึงต้องทานข้าวไว้ก่อน กลัวไปหิวโซท้องกิ่ว หากขึ้นไปติดอยู่บนดอยเป็นเวลานาน

    “มาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่ขึ้นก็เสียดายโอกาส ถ้าไปไม่ถึงก็แค่กลับลงมา...แค่นั้นเอง” ผมคิด

           ในที่สุด ผมก็เอาชนะความกลัวได้ !!!!!

        ผมปั่นจักรยานผ่านด่านเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ มีรถยนต์จอดเรียงรายอยู่ฝั่งถนนก่อนหน้าอยู่แล้วหลายคัน ด้านฝั่งตรงข้ามที่จอดรถ เป็นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ผู้คนพลุกพล่านอยู่หน้าศาล พวกเขากำลังสักการะขอพร เยื้องไปทางด้านหน้าที่ขอบถนนด้านซ้ายมือ มีป้ายบอกระยะทางสถานที่ต่าง ๆ


        “ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 14 กิโลเมตร”  ระยะทางไม่ไกล แต่สภาพความชันของถนนที่อยู่หลังป้ายบอกให้รู้ว่า โหดแน่นอน !!!

        ผมจอดรถพิงตีนเขาไว้ก่อนเดินขึ้นไปสักการะ “เจ้าพ่อเขาใหญ่ ”
เพื่อขอกำลังใจให้การเดินทางครั้งนี้บรรลุจุดหมาย

        “เจ้าประคุ้น !!! ขอให้ลูกช้าง ไปให้ถึงตามที่ตั้งใจเถิด” ผมอธิษฐาน


                      "ขอพรเจ้าพ่อเขาใหญ่ก่อนออกเดินทาง"

        ผมกลับลงมาจับสองล้อคู่กาย ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น จิตใจที่เปี่ยมด้วยพลัง สองมือกุมแฮนด์หนักแน่น เท้าขวากระชับมั่นบนบันไดพร้อม เท้าซ้ายเหยียดยันพื้นถนน ปั่น !!!!

          สองล้อขับเคลื่อนป่ายปีนถนนที่สูงชันขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเกียร์ 5 – 6 ทำความเร็วไปได้เรื่อย ๆ เนิบ ๆ แบบสบาย ๆ จนต้องปลดเกียร์ลง
ต่ำสุด เมื่อทำระยะทางไปได้ประมาณ 3 กิโลเมตร และต้องลงจูงเป็นครั้งแรก เมื่อถึงหลักกิโลเมตรบอกระยะทางอีก 11 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานเขาใหญ่



             "ระยะทาง 3 กิโลเมตรแรกที่เริ่มลงจูงจักรยาน"

        ถนนขึ้นเขาใหญ่ มีรูปจักรยานเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นบนพื้นถนนตั้งแต่หน้าศาลเจ้าพ่อ แต่คงไม่ได้หมายถึงเป็นทางเฉพาะสำหรับจักรยานที่เห็นโดยทั่วไป เพราะถนนมีแค่ 2 เลนแบบใช้ร่วมกันกับรถยนต์ ดังนั้น สัญลักษณ์คงมีความหมายว่าให้ระวังจักรยานมากกว่า ฝั่งขวาของถนนเป็นตีนเขาที่มีแมกไม้ปกคลุม โค้งคดไปมาตลอดเส้นทาง ส่วนฝั่งซ้ายของถนนเป็นเหวลึก ลึกจนมองเห็นยอดไม้อยู่ลิบ ๆ มีแผ่นเหล็กกั้นเป็นแบริเออร์ (Barirer) โค้งคดเป็นแนวยาวไปตลอดเส้นทางเช่นกัน

        ระยะทาง 3 กิโลเมตรแรก เป็นไปด้วยความราบรื่น เป็นการป่ายปีนระดับประถมศึกษา โดยใช้แรงปั่นเนิบ ๆ ขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ไม่ได้โลดโผนโจนทะยาน แต่แรงดึงดูดของโลกก็มีน้ำหนักมากขึ้น ๆ ตามความสูงที่เพิ่มขึ้นไปทุกขณะ การปั่นยุติลง เมื่อแรงโน้มถ่วงจากผิวโลกเอาชนะแรงต้านจากสองขาของผมได้


        ระยะต่อไปนี้อีก 3 กิโลเมตร จะล้มลุกคลุกคลาน เพราะความสูงชันยังยกระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ แถมยังโค้งคดไปมา สลับกับโขดหินที่ปูดโปนออกมาทำให้ดูเหมือนถนนหลบเล่นซ่อนหากับผมอยู่เป็นช่วง ๆ หลอกให้เข้าใจว่าหลังโขดหินจะเป็นทางเรียบ แต่ก็ไม่ใช่ ยังเป็นเนินขึ้นไปเรื่อย ๆ การปั่นจึงสลับกับการจูง ทั้งหนืดและเนือย เล่นเอาเหงื่อหยดรดปลายจมูก มันเป็นช่วงโค้งคดราวกับช่วงวัยมัธยมศึกษา

ระหว่างที่เดินจูงสลับกับการปั่น มีรถยนต์วิ่งขึ้น – ลง สวนทางไปมากันไม่ขาดสาย เครื่องยนต์ของรถแต่ละคันไม่มีใครกล้าทำอ้อยอิ่ง แต่ต่างแข่งขันกันตะเบ็งเสียงอื้ออึงสะเทือนราวป่า สลับกับเสียงไก่ป่าขันเจื้อยแจ้วมาจากพนาลึก ความเปลี่ยว แม้ชะนีเพียงตัวเดียวห้อยโหนในราวป่าข้างทางก็อาจทำให้หวั่นไหวได้


        อีก  8 กิโลเมตรจะถึงปลายทาง ระยะทางต่อจากนี้ ไม่มีสัญญาณใด ๆบอกให้รู้ว่า การเดินทางจะเป็นไปด้วยความง่ายดาย ความสูงบอกให้รู้ว่าไม่มีจังหวะใดที่ผมจะได้ขึ้นอานจักรยานเอาเสียเลย สองมือจึงกุมแฮนด์มั่นเพื่อดันมันขึ้นไป ขึ้นไป จนเหงื่อท่วมตัว การเดินจูงอย่างเดียว สามารถทำระยะทางไปได้ เรื่อย ๆ ช้า...แต่ไม่เคยหยุดพัก มันเป็นการเดินทางในช่วงเวลาที่มีความสุขุม สงบนิ่งและอดทน ราวกับผู้ที่ศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่มีความรับผิดชอบเป็นนายสั่งการ

วุฒิภาวะของการเดินทางทำให้การป่ายปีนช่วงที่โหดที่สุด ทะลุมาถึงจุดพักชมวิวที่สวยที่สุดบนเส้นทาง เหมือนมีไว้เป็นรางวัลขั้นต้นของความพยายามของผู้ที่มีความบากบั่นทุกคน


                   "จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 7 ระยะครึ่งทาง"

        จุดชมวิวอยู่ในระยะทางอีก 7 กิโลเมตรจะถึงอุทยาน  ป่าที่มองเห็นด้านล่างเป็นป่าไม้เบญจพรรณที่ขึ้นอยู่บริเวณเชิงเขา แล้วค่อยแน่นทึบเป็นป่าดิบ เมื่อความสูงของภูมิประเทศเพิ่มขึ้น ป่าประเภทต่าง ๆ ก่อให้เกิดความแตกต่างของสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย ความสมบูรณ์และความหลากหลายของชนิดพืชและพันธุ์สัตว์ ในฤดูกาลที่เหมาะสม หากมองไกลออกไปลิบลิ่ว จะเห็นเป็นจุดสีขาว เหลืองแดงกระจัดกระจายปนผืนป่าสีเขียว เป็นสีสรรของดอกไม้ป่าที่ผลิดอกระหว่างช่วงฤดูแล้งไปจนถึงต้นฤดูฝน ที่บริเวณนี้ผู้คนที่มาท่องเที่ยว บนเขาใหญ่ ต่างจอดรถลงมาแวะชมความงามกันแทบทุกคน


                        "กับเจ้าหน้าที่อุทยาน กม. 30"

        “ระยะทางต่อจากนี้ จะมีเนินเล็กน้อยครับ การปั่นจะง่ายกว่าที่ผ่านมา” เจ้าหน้าที่อุทยาน กม. 30 (นับจากปากช่อง) แนะนำเส้นทางที่เหลือ


                       "จักรยานเมอริดากับนักท้องเที่ยว"

        ออกจากจุดชมวิว มีเนินสูงขึ้นเป็นทางยาว ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่่ แต่พ้นเนินนี้ไปก็เป็นทางลาดลงเป็นเหวลึกยาวเช่นเดียวกันแน่นอนว่าที่สุดของความลึก ก็คงเป็นเนินที่ต้องใช้แรงไต่อีกเช่นเดียวกัน

        ผมปล่อยให้จักรยานไหลลงตามความลาดต่ำของถนนอย่างอิสระ มันเป็นครั้งแรกของเส้นทางสายนี้ที่รู้สึกเป็นอิสระ จักรยานทิ้งตัวดำดิ่งอย่างรวดเร็ว เร็วที่สุดจนถึงจุดที่ต่ำที่สุด ก็เกิดแรงส่งให้จักรยานพุ่งขึ้นไปบนเนินอีกเนินจนได้ระยะทางอีกราว 10 เมตรจะถึงยอดเนิน ผมต้องเสริมแรงด้วยการปั่นช่วยอย่างมากจึงสามารถพาจักรยานปีนขึ้นเนินไปได้ การปั่นขึ้นสูง - ลงต่ำ ทำให้เรารู้ว่า ขาขึ้นต้องใช้ความอดทนเป็นหลัก แต่ขาลงต้องใช้สมาธิเป็นที่ตั้ง

        อีก 6 กิโลเมตรมีป้ายเตือนบอกถึงอันตราย “ดงงูเห่า” ให้ระวัง (ไม่กล้าลงรถถ่ายรูป) สองข้างทางนับจากนี้ไม่ใช่เหวลึกและตีนภู แต่เป็นป่าไม้หนาทึบ ความเงียบทำให้แรงที่เหลือจากการปั่นขึ้นเนินเมื่อสักครู่ถูกลดทอนลงไปอีก กว่าจะผ่านดงงูเห่าไปได้ลมแทบจับ เพราะปั่นไม่ออกเอาเสียเลย เหมือนมีผีมาฉุดขาไว้


                                        "ด่านช้าง"

        ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น อีก 5 กิโลเมตร มีป้ายบอกเตือนถึงอันตรายยิ่งกว่า “ด่านช้าง” ให้ระวัง !!! แต่ก็พออุ่นใจได้เมื่อมีรถยนต์วิ่งผ่านมาเป็นเพื่อนอยู่บ้าง

        พ้นเขตด่านช้างมาได้ก็รู้สึก สบายใจมากขึ้น พอ ๆ กับเส้นทางที่เริ่มจะราบเรียบไปจนถึงทุ่งหญ้าป่าโปร่งที่กิโลเมตรที่ 2 ที่จะถึงสำนักงานอุทยาน ปั่นเลยโค้งหอดูสัตว์ไปได้ก็ถึงจุดหมายปลายทาง รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชั่วโมงเศษ ๆ



                               "หอดูสัตว์หนองผักชี"




                     "ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่"
  

         "ที่แขวนจักรยานหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่"


                "อุณหภูมิต่ำสุดในวันนั้น 14 องศาเซลเซียส"


        ก่อนหน้านี้...ผมเคยสงสัยมานานว่า ยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลก ทำไมบางคนจึงใฝ่ฝันอยากจะป่ายปีนขึ้นไป ทั้งสูง ทั้งหนาวเหน็บ ระหว่างห้อยโหนมีเงาของมัจจุราชเป็นเพื่อนร่วมทางตลอดเวลา ประสบการณ์ของเขาใหญ่พอจะทำให้ผมตอบข้อสงสัยตนเองได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญไม่มีใครตอบแทนใครได้ นอกจากตัวเอง 

         ในระหว่างที่ผมปั่นกลับลงมา ยังมีนักปั่นคนอื่น ๆ อีกหลายคนปั่นสวนทางขึ้นไปเป็นระยะ ๆ พวกเขาคงมีข้อสงสัยในใจเช่นเดียวกับผมกระมัง !!!
     
          

         
                                         

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ต้นไม้ของแม่




                                                                                                                                 

                                                                                                                             สุริยา เผือกพันธ์


            บนชั้น 4 ตึกอายุรกรรม โรงพยาบาลใหญ่ พื้นที่่ตั้งแต่หน้าลิฟท์ ไปจนสุดระเบียงของตึก ผู้ป่วยสูงอายุหญิง –ชายนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ ที่วางเรียงรายไปจนแน่นระเบียง เหลือเพียงช่องทางเดินเล็ก ๆ พอให้หมอและญาติผู้ป่วยเดินแทรกเข้าไปเยี่ยมไข้ได้เท่านั้น มันเป็นเตียงที่ล้นออกมาจากห้องผู้ป่วยทุกห้องที่อยู่ด้านใน ผมเบี่ยงตัวผ่านผู้คนที่อยู่ด้านนอกเข้าไปยังห้องด้านในที่เป็นห้องผู้ป่วยหนัก ที่ข้างหัวเตียงของแม่มีเครื่องมือแพทย์ที่มีสายห้อยระโยงรยางค์ไปยังแขนและจมูก หน้าจอมีเส้นกราฟสีแดงและเขียววิ่งไปมาตลอดเวลา แม่ไม่พูดอะไร ได้แต่ส่ายหน้า เมื่อผมไปเยี่ยมครั้งแรก..


            ก่อนแม่ป่วยหนักไม่กี่วัน ผมนำรถเก๋งซีดานไปยังศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็ค ตามระยะทางที่รถวิ่งครบกำหนด พลันที่พนักงานหน้าเคาท์เตอร์เชิญผมไปรับรู้อาการของรถเขาก็พรั่งพรูออกมาราวกับมนุษย์หุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้

            รถคุณสุริยา มีรายการซ่อมดังนี้นะครับ
            ปรับถ่วงล้อ (2)
            เช็คระยะ 120,000 กม.
            เปลี่ยนนำ้มันเครื่อง/ไส้กรอง/ขัดเขม่าเครื่องยนต์
            เปลี่ยนไส้กรองอากาศ เปลี่ยนหัวเทียน
            .........ฯลฯ.........
            รายการอะไหล่ชำรุด
            ยางหมดสภาพ 4 เส้น
            แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ
            โช๊คอัพหลังซ้าย/ขวารั่วซึม

            !!!!!!!!!!!!!!

          รถคันนี้แม้ผมจะได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของการประกอบสัมมาชีพ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เป็นดอกผลของต้นไม้ที่แม่ปลูกมาทั้งชีวิต


            ในวัยเด็กของผม รถเก๋งคันแรกของแม่ (ที่ร่วมกับพ่อซื้อหามา) คือ จักรยานเก่า ๆ คันหนึ่ง แม่ขี่จักรยานไม่เป็นแต่มีไว้เพื่อให้พ่อปั่นไปโรงเรียนและไปประชุมที่อำเภอเดือนละครั้ง ผมปั่นจักรยานได้ครั้งแรกก็เพราะรถคันนี้ ตอนนั้นผมเรียนอยู่ราวชั้นประถมปีที่ 3 – 4 ผมยืนปั่นแล้วโบกมือหน้าตั้งให้แม่ดูเพราะก้นไม่ถึงอาน ขณะที่แม่หาบน้ำมาจากบ่อน้ำ ผ่านมาพอดี แม่หยุดดูผมแล้วหัวเราะพอใจในความสามารถของผม

            ภาพที่แม่หาบน้ำมาจากบ่อน้ำไกล ๆ กว่า 2 กิโลเมตร ไม่ใช่เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว แต่แม่ต้องหาบน้ำมาใช้ดื่มกินในครัวเรือนทุกวัน บางวันที่น้ำซึมออกไม่ทันกับความต้องการของคนในหมู่บ้าน แม่ต้องไปรอตักน้ำในยามมืดค่ำ ดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องรอจนกว่าจะได้น้ำหาบกลับบ้าน

            ทุกวันที่พ่อไปสอนหนังสือ แม่ก็ทำหน้าที่แม่บ้านแม่เรือนหุงหาข้าวปลาอาหารมาไว้สำหรับพ่อและลูก ๆ ทุกวัน

              ซุปเปอร์มาเก็ตของแม่อยู่ตามลุ่มน้ำลำธาร ทุ่งนาป่าทึบ เมื่อพ่อไปโรงเรียนแล้ว แม่จะเตรียมข้าวปลาไปวัดถวายเพล หลังเพลแม่จะใช้กะแตง(ที่ดักปลาเล็กปลาน้อย) ร่วมกับเพื่อนบ้านลงลำห้วยเพื่อดักกุ้ง หอย ปู ปลา มาไว้เป็นอาหารเย็นสำหรับทุกคน

            ในบางวันแม่ไม่ลงทุ่งลงท่า แม่ก็เข้าพนาหาของป่า เช่น หน่อไม้ ใบย่านาง เห็ดเผาะ เห็ดโคน เห็ดไค เห็ดระโงก ขุดมัน ขุดกลอย สอยไข่มดแดง มาไว้สำหรับใส่สำรับกับข้าวไม่เคยขาดเช้าขาดเย็น


            ในครัวของแม่ไม่มีตู้เย็น เตาไมโครเวฟ มีเพียงก้อนเส้า เตาฟืน เตาถ่าน แต่ลูก ๆ ได้กินอาหารสดทุกวัน ข้าวปลาอาหารที่แม่หามาได้เดี๋ยวนั้น ปรุงเดี๋ยวนั้น ร้อนทุกรส สดทุกจาน

            รอบ ๆ เรือนชานแม่กับพ่อมีกิจการเกษตรครัวเรือน ใต้ยุงฉางเลี้ยงหมูกระโดน เลี้ยงเป็ดไข่ ใต้ถุนบ้านเลี้ยงไก่ไข่ ลูก ๆ มีหน้าที่ไปหาผักขมและรำข้าวมาขุนเช้า-ขุนเย็น

            กิจการที่โตกว่านั้นก็คือ การทำไร่ ทำนา แม่ทำทุกอย่างที่เป็นงานเกษตรกรรม ในช่วงที่พ่อปิดเทอม แม่กับพ่อจะพาลูก ๆ ไปทำไร่ ไถนา แม่กับพ่อลงทุนลงแรงด้วยตนเอง เกินแรงก็อาศัยวงศ์วานว่านเครือ มาลงแขกช่วยกัน ครอบครัวต้องไปค้างแรมในไร่นาจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจแต่ละครั้งก็กินเวลาหลายวัน

แม่สอนให้ผมรู้จักการใช้แรงงานในไร่ปอ ไร่มันสำปะหลัง  ถากถางสวนมัน สวนอ้อย สวนสับปะรด สอนให้เรียนรู้ การเลี้ยงวัว เลี้ยงควายและการดำรงชีพในป่า ยามอดยามหิวจะเอาตัวรอดอย่างไร

            พืชพันธุ์ธัญญาหารรอบรั้วบ้าน แม่แปรรูปมาเป็นของว่างยามเย็นหลังอาหารค่ำ จำพวกกล้วยบวชชี ขนมถ้วย ขนมตาล ลอดช่อง สังขยา ต้มมัน ต้มเผือก นึ่งกลอย ขนมครก ขนมเปียกปูน ฯลฯ แม่ทำได้หลากหลาย จนลูก ๆ แทบจะไม่เห็นแม่ใช้เงินซื้อหาสิ่งเหล่านี้จากพ่อค้าแม่ขายให้ลูก ๆ  กินเลย


            ความสุขอันยิ่งใหญ่ของลูก ๆ แต่ละคนกับแม่มีได้ไม่นาน ลูกของแม่ทั้ง  8 คน เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 ก็ต้องแรมรอนจากบ้านไปเรียนหนังสือยังแดนไกล จะเป็นบ้านไหนเมืองไหนก็สุดแท้แต่ว่าแม่กับพ่อจะพิจารณาว่าลูกแต่ละคนเหมาะสมกับภูมิศึกษาแห่งใด

            แม่มองเห็นว่า การดำรงชีวิตเหมือนครอบครัวของแม่จะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน แม่กับพ่อจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกเรียนรู้ชีวิตป่าดงพงพีเหมือนตนเอง

            ความรู้ ความสามารถ ความดีและวิชาชีพของลูกแต่ละคนจึงเหมือนดอกผลของต้นไม้ที่แม่ปลูก เพื่อให้ลูกได้เก็บกินไปตลอดชีวิต

            กว่าที่ลูกทั้ง  8 คนของท่านจะเดินทางมาสู่ความสำเร็จได้ในวันนี้ มันเป็นการต่อสู้อันยาวนานของแม่และพ่อ แม่ไม่เคยรู้ว่า สุขภาพกาย สุขภาพจิต เป็นอย่างไร แม่มีความสุขและเพลิดเพลินอยู่กับการมีชีวิตเพื่อครอบครัวของแม่อย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย

นานเท่านาน จึงรู้ว่าวันหนึ่งเบาหวาน ความดัน มันคุกคาม ชีวิตจึงหันเหไปตามวิถีของแพทย์กำหนดและมีโอสถบวกเพิ่มข้าวปลาอันจำกัดชนิด

            แม่ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลแทนทุ่งนา ป่าเขา ลำเนาไพร ชีวิตประจำวันต้องอยู่อย่างระมัดระวังกับการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด อยู่อย่างนี้..นับปีนับเดือน จวบจนอายุ 84 ปี



            เช้าวันหนึ่ง..น้องสาวคนเล็กที่แม่อยู่ด้วย ส่งข่าวบอกพี่ ๆ ว่า เช้านี้แม่อาการไม่ค่อยดี ต้องรีบส่งโรงพยาบาล

            บนชั้น 4 ตึกอายุรกรรม โรงพยาบาลใหญ่ พื้นที่่ตั้งแต่หน้าลิฟท์ ไปจนสุดระเบียงของตึก ผู้ป่วยสูงอายุหญิง –ชายนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ ที่วางเรียงรายไปจนแน่นระเบียง เหลือเพียงช่องทางเดินเล็ก ๆ พอให้หมอและญาติผู้ป่วยเดินแทรกเข้าไปเยี่ยมไข้ได้เท่านั้น มันเป็นเตียงที่ล้นออกมาจากห้องผู้ป่วยทุกห้องที่อยู่ด้านใน ผมเบี่ยงตัวผ่านผู้คนที่อยู่ด้านนอกเข้าไปยังห้องด้านในที่เป็นห้องผู้ป่วยหนัก ที่ข้างหัวเตียงของแม่มีเครื่องมือแพทย์ที่มีสายห้อยระโยงรยางค์ไปยังแขนและจมูก หน้าจอมีเส้นกราฟสีแดงและเขียววิ่งไปมาตลอดเวลา แม่ไม่พูดอะไร ได้แต่ส่ายหน้า เมื่อผมไปเยี่ยมครั้งแรก..

            จากการวินิจฉัยของแพทย์ แม่มีโรคภัยคุกคามมากกว่าเดิม แม่ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีเครื่องช่วยหายใจ ต้องป้อนอาหารพิเศษทางการแพทย์ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของหมออย่างใกล้ชิด

            การดำเนินชีวิตของแม่เพื่อลูก ๆ และครอบครัว เหมือนรถเก๋งซีดานที่เดินทางไกลหลายแสนกิโลเมตร จำต้องมีสิ่งที่ต้องชำรุด จำต้องมีสิ่งที่ต้องซ่อมแซม ลูก ๆ ทุกคนที่เป็นดอกผลของต้นไม้ที่แม่ปลูก ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้แม่ปลอดภัย เพื่อกลับมาให้ร่มเงา  เป็นกิ่งก้านสาขา ให้ดอกผลได้ชูช่อ เบ่งบาน เปล่งสีสรรสวยงาม เป็นดอกไม้ของแม่ตลอดไป ลูก ๆ รักแม่



           


วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทวนเข็มนาฬิกา ท้าตะวัน ปั่นไปเหวปลากั้้ง


                                  

                                                                            

                                                                                  สุริยา เผือกพันธ์


      เหวปลากั้ง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อยู่ห่างจากที่พักผมเพียงแค่คืบ แต่ผมเลือกที่จะเดินทางยาวเป็นวา เพื่อไปทำบางสิ่งที่ท้าทาย......

        ผมเริ่มต้นปั่นจักรยานจากกรีนเนอรี่รีสอร์ท เขาใหญ่ เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ของวันที่ 1 ธันวาคม 2559 โดยปั่นย้อนทางเดิมที่เพิ่งผ่านมาเมื่อเช้านี่

เหตุที่ว่าย้อนทางเดิม เพราะผมตื่นตั้งแต่  4 นาฬิกา แล้วจับรถจักรยานใส่รถเก๋ง ขับออกจากบ้านกะจะให้ไปสว่างที่เขาใหญ่พอดี เมื่อการเดินทางเป็นไปตามที่คาดหมาย ก็มองหาที่พักจนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจับจักรยานออกปั่นไปในเส้นทางที่ตั้งใจไว้


                   "กรีนเนอรี่รีสอร์ท เขาใหญ่"

        เช้าวันนี้ดูเหมือนจะเป็นเช้าวันแรกที่อากาศที่นี่เริ่มหนาวเย็น และเป็นวันเริ่มต้นของฤดูการท่องเที่ยว (High Season) ของปีนี้ เสียงรถยนต์บนท้องถนนเริ่มกลับมาคึกคัก แต่ยังไม่ถึงกับหนาแน่นเสียทีเดียว เพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุด

ป้ายที่พักบางแห่งเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเลขค่าบริการให้เพิ่มขึ้น ร้านค้าร้านขายดูมีการเคลื่อนไหวต้อนรับฤดูกาลใหม่ ที่รับรู้ได้ด้วยความรู็สึก!!!

         ผมปั่นชิดซ้ายในกรอบเส้นสีขาวของถนนธนะรัชต์ ที่ทอดยาว
มาจากอำเภอปากช่อง ย้อนจากกิโลเมตรที่ 19 ไปถึงกิโลเมตรที่ 17 ที่ฝั่งถนนตรงข้าม มีสถานที่ท่องเที่ยวแปลกตาน่าเข้าไปสัมผัส และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

เมื่อเดินเข้าไปจะพบกลิ่นไอสไตล์ยุโรป เหมือนได้ไปเดินในเมืองนอก ที่นี่คือ ปาลิโอ (Palio)


                         "บนถนนสายหนึ่งย่านปาลิโอ (Palio)"

        ปาลิโอ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในเขาใหญ่ มีร้านค้ามากมายหลากหลายนับร้อยร้าน เช่น ธนาคาร ร้านอาหารสไตล์ Fusion Italian ร้านกาแฟ สินค้าตกแต่งบ้าน ร้านไวน์ ร้านพืืชผักปลอดสารพิษ ร้านเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย ร้านขายของที่ระลึก ศูนย์อาหารสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ


              "กับผองเพื่อนคาวบอย (Cowboys Reunion)"

        ผมมีเวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน เพราะเป้าหมายยังอีกไกล จึงต้องปลีกตัวจากปาลิโอ เดินทางต่อไปได้อีกประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึงทางแยกเข้านำ้พุธรรมชาติ (Natural Spring) สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในตำบลหมูสีซึ่งต้องปั่นจักรยานเข้าไปอีก 600 เมตรจึงจะถึงสถานที่ดังกล่าว


                      "ร่มไม้ใบบังในสวนนำ้พุธรรมชาติ"

น้ำพุธรรมชาติ เป็นสายน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลมาจากภูเขา ทอดยาวเป็นลำธาร ผ่านเกาะแก่ง โขดหิน โค้งคดไปมา ดูงดงามตามธรรมชาติปั้นแต่ง สองฝั่งมีไม้ใหญ่ปกคลุมจนเป็นร่มเงาให้ผู้คนได้มาหลบร้อน ผ่อนคลาย สามารถตั้้งวงปิคนิคกันได้ดีทีเดียว แต่ที่นี่มีข้อห้ามชัดเจนคือ ห้ามนำเครื่องดองของเมาเข้าไปดื่มในบริเวณนั้นโดยเด็ดขาด

ผมจะมัวเพลิดเพลินอยู่ที่นี่นานไม่ได้เช่นกัน ต้องปั่นจักรยานกลับออกมาที่ถนนธนะรัชต์อีกครั้ง ที่กิโลเมตรที่ 12 ปากทางเข้าโบนันซ่า ผม แวะเข้าไปชมวัดศิมาลัยทรงธรรม พุทธสถานที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนน้อมนำให้เกิดสิ่งปลูกสร้างอันน่าชื่นชม เป็นศูนย์เรียนรู้ทางศาสนา เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของผู้แสวงหา เป็นอารามที่น่าเลื่อมใสยิ่ง


                        "วัดศิมาลัยทรงธรรม"

        หนทางย้อนรอย แต่เวลาเดินหน้า หลักบอกระยะทางได้ 11 กิโลเมตร แต่เข็มนาฬิกาบอกเวลาได้ 12 นาฬิกา มองหาร้านอาหารข้างทาง มีร้านแต่ร้านปิด

สองฝั่งถนนไปเขาใหญ่ มีร้านรวงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะร้านอาหาร มีทั้งร้านที่กำลังเปิดใหม่ ร้านที่ยังประกอบกิจการอยู่และร้านที่ได้ปิดกิจการไปแล้ว 

เป็นหลักสัจจธรรมของชีวิต อะไรก็ตาม มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ


      "ร้านอาหารมังสะวิรัติ (Vegetarian Restaurant)

        ผมปั่นผ่านร้านอาหารมังสะวิรัติ แต่เป็นมังสะวิรัติที่ทำจากเห็ด
กิจการร้านอาหารเป็นส่วนขยายของกิจการของเขาใหญ่พานอรามาฟาร์ม (Khao Yai Panorama Farm) ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง ผมไม่แวะ เพราะวันนี้อยากทานแบบฟาสต์ฟู๊ดไทย ๆ จึงลงเอยที่ผัดไทยร้านโรงเตี๊ยมเขาใหญ่อยู่เยื้องปั๊มน้ำมัน ปตท. ไปทางทิศเหนือเล็กน้อย


                      "ผัดไทยร้านโรงเตี๊ยมแบบไทย ๆ "

        แดดยามบ่าย หลังอาหารมื้อเที่ยงแผดร้อนจัดจ้านมากขึ้นอย่าง
เห็นได้ชัดจนต้องหยิบหน้ากากมาบดบังรังสียูวี... อีก 6 กิโลเมตรจะถึงปากช่อง ผมต้องเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนมิตรภาพที่มุ่งหน้าไปจังหวัดสระบุรี ซึ่งต้องทำระยะทางอีกประมาณ 18 กิโลเมตร ในระยะทางความยาวนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับระยะทางที่ผ่านมา


               "Premium Outlet ริมถนนมิตรภาพปากช่อง"

        สิ่งแรกคือ Premium Outlet แหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ริมถนน
มิตรภาพผมแวะเพียงเล็กน้อย เพื่อต้องการไปใช้เวลากับสถานที่ท่องเที่ยวที่ก่อตั้งมายาวนานที่นั่นคือ ฟาร์มโชคชัย

แต่ก่อนถึงฟาร์มโชคชัย จะมีแหล่งค้าขายผลไม้และของฝากขนาดใหญ่เป็นแผงเรียงรายติดต่อกัน ยาวขนานไปกับถนนเป็นระยะทางนับร้อยเมตร


        "แผงขายผลไม้และของฝากริมถนนมิตรภาพ"

        ความเพลิดเพลินของผมมาสะดุดลงตรงที่ มีแรงต้านจากเนินสูงข้างหน้ามาสะกิดผมให้ใช้แรงปั่นเพิ่มขึ้น พร้อมกับบอกให้ปลดเกียร์ลงต่ำเพื่อลดแรงต้านทาน


                "สุดเนินที่โรงเรียนมัธยมวชิรลงกรณวราราม"

กระนั้นก็ตาม ผมต้องโน้มตัวปั่นและใช้พลังขาอย่างเต็มทีเพื่อไปให้ถึงยอดเนินที่อยู่ห่างออกไปราว 50 เมตร.... ผมหลุดเนินมาได้ก็ถึงหน้าโรงเรียนมัธยมวชิราลงกรณวรารามในเวลา 14.00 น. นับจากนี้ไป ทางจะลดระดับลงและเข้าโค้งมุ่งตรงไปที่ โชคชัยฟาร์ม


              "ฟาร์มโชคชัย ปากช่อง นครราชสีมา"

        ในปี 2500 โชคชัยฟาร์มเกิดขึ้นจากอุดมการณ์และความใฝ่ฝันของนักสัตวบาล ตำนานคาวบอยโดย ดร.โชคชัย บุลกุล ที่มุ่งมั่นแผ้วถางและปรับเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเป็นป่ารกทึบ บริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเริ่มจาก การทำการเกษตรแบบผสมผสาน บนพื้นที่ 250 ไร่ พัฒนามาจึงถึงปัจจุบัน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ผู้คนต่างต้องการจะมาแวะชม ที่นี่ นอกจากบรรยายกาศจะสวยงามแล้ว โชคชัยฟาร์มยังมีกิจการให้ความรู้ มีผลิตภัณฑ์จากโคนมและอาหารสัตว์ การท่องเที่ยวที่พัก ภัตตาคาร ของที่ระลึก เป็นต้น

         สถานที่ประกอบกิจการคล้าย ๆ กันอีกที่หนึ่งคือ ฟาร์มสุวรรณ
ของหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานขนาบข้างด้วยทุ่งดอกปอเทืองเหลืองอร่าม สวยงามเป็นทุ่งกว้างสลับกับไร่ข้าวโพดเขียวขจี

          
                                               "ฟาร์มสุวรรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์"

        ผ่านตรงนี้ได้ ผมต้องไปต่ออีกประมาณ 10 กิโลเมตร บนถนนมิตรภาพ มีรถราหนาแน่น แม้ผมจะเดินทางแนบชิดกับถนนสายนี้มานานนับชั่วโมงแล้ว แต่รถรายังส่งเสียงอื้ออึงไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะเสียงเครื่องยนต์จากรถบรรทุกนานาชนิด ทั้ง 6 ล้อ 10 ล้อและรถพ่วงบรรดามี มันส่งเสียงอยู่ใกล้หูของผมไม่ถึงเมตร ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มยุงที่บินส่งเสียงรบกวนข้างหู มันพร้อมที่จะทิ้งตัวดำดิ่งลงมาดูดเลือดจากผิวหนังของผมได้ทุกเมื่อ

        ผ่านฟาร์มสุวรรณมามีเนินสูงเล็กน้อย เมื่อผ่านเนินมาได้ ด้านขอบทางจะมีแท่งคอนกรีตกั้นเป็นแบริเออร์ (Barrier) ตลอดเส้นทาง ทางลาดชันลดต่ำลงไปเป็นทางยาว จนสุดหุบเขาแล้วจึงเป็นเนินขึ้นไปอีกครั้ง ภาพทิวทัศน์ช่วงนี้ตกแต่งด้วย ภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากธรรมชาติกำบังที่งดงามอยู่ลิบ ๆ


        สุดแท่งแบริเออร์ก็สุดเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ยาวออกไปคือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ขณะนี้เวลา 15.00 น.ผมต้องแวะซ้ายตรงโรงงานนมแดรรี่โฮม (Dairy Home) เพื่อไปให้ถึงจุดหมายสุดท้ายคือ เหวปลากั้ง ที่มีระยะทาง 23 กิโลเมตร


    "โรงงานนมแดรี่โฮมปากทางไปเขาใหญ่ด้านอำเภอมวกเหล็ก"

        แดดที่เคยเผชิญหน้ากับผมมาตลอดทางมิตรภาพ หลบเหลี่ยมมุมบ้านเรือนไปทางทิศตะวันตก แต่มันยังคงแผดเผาใบหน้าซีกขวาของผมได้อย่างร้อนแรง

        ผ่านมาได้ไม่ไกล ป้ายแนะนำสถานที่สีเขียว แผ่นใหญ่ มองเห็นโดดเด่นเหนือศรีษะ “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ใต้ตัวหนังสือมีรูปโขลงช้างบอกให้รู้ความหมายว่า โปรดระวังอันตรายจากช้างป่า !!!!!

          สำนึกแรกของผมที่แปลความหมายจากสัญลักษณ์คือ ภาพของคนปั่นจักรยานบนท้องถนนทิิ้งรถ วิ่งกระจัดกระจายหนีโขลงช้างเพื่อเอาตัวรอด

            ผมกำลังเดินทางเข้าสู่เขตอันตรายแล้วหรือ ?????

           ผมเดินทางมาได้เพียง 1 – 2 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริง ผมคงวิ่งป่าราบคนเดียว !!!!

          จำต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ตะวันต้องไม่ชิงพลบก่อนที่ผมจะถึงที่พัก แต่มันไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะหนทางมีแต่เนิน เนิน และเนิน เป็นเนินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ


         ป้ายข้างทางมีแต่คำเตือน บอกถึงอันตราย “ทางโค้งอันตรายโปรดระวัง”

         ป้ายบอกระยะทาง ไม่มีป้ายใดบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว !!! 
ขอเป็นกำลังให้อย่าห่วง !!!

          มีแต่บอกว่ายังอีกไกล ไกลและไกล  !!!

         “บ้านเหวปลากั้ง” ป้ายเล็ก ๆ ป้ายหนึ่งบอกทิศทางไว้

        แต่มองไปข้างหน้า เป็นเนินสูง ยาวโค้งเป็นงู ผมลดเกียร์ลงต่ำสุดแล้วไต่ขึ้นไปทีละคืบ ๆ แต่ในที่สุดก็พ่ายแรงตัวเอง ต้องลงจูง

        จนเงาของผมที่โย้ไปตามแสงอาทิตย์ เคลื่อนจากหน้าแฮนด์รถไปจนสุดล้อหลัง การเดินทางยังทำระยะได้ไม่ถึงครึ่่งทาง ในสมองผมคิดถึงช้าง ช้าง ช้าง

   ผมไต่เนินสูงสลับกับเนินต่ำมาจนถึงป้ายบอกระยะทางอีกป้ายบอกว่า อีก 10 กิโลเมตรจะถึงเขาใหญ่ ไชโย !!! ใกล้จะถึงแล้ว

        แต่ข้างหน้ายังเป็นเนินสูงที่ผมจะต้องใช้แรงอันอ่อนล้าพิชิตมันให้ได้ผมลดเกียร์ลงต่ำสุดอีก แล้วรวบรวมพลังเต็มที่ ฮึด... ฮึด... ฮึด... แต่มันยังคงคืบคลานได้ทีละคืบเหมือนเดิม

        ในที่สุดไฟกระพริบโซ่ล่าเซลล์ข้างทาง ส่งสัญญานให้ผมลงจูงรถอีกครั้ง เมื่อกล้ามเนื้อเหนือเข่าทั้งสองข้างของผมเริ่มเกร็งส่ออาการตะคริวจับ

           
                    "โซล่าเซลล์กระพริบเตือนให้พักก่อน"


            ช้า...ดีกว่าไปไม่ถึง พักกล้ามเนื้อที่นี่สักพัก !!!

        แดดอ่อนแรงไปมากแล้ว แต่ร่างกายผมกลับมีแรงมาสู้ใหม่ หลังการผ่อนพักไปเมื่อครู่ ขณะนี้เวลา 16  นาฬิกากว่า ๆ แต่ดูบรรยากาศมันอึมครึมเหมือนตะวันจะลาลับในบัดดล


                 "แหล่งโอโซน สะอาด สดชื่นที่เหวปลากั้ง"
    
        ถนนหนทางต่อจากนี้ ดูมีท่าทีเป็นมิตรกับผมมากขึ้น การปั่นจึงทำได้แบบชิว ๆ สบาย ๆ ช่วงเวลานี้ ยังพอมีแสงสว่างให้มองเห็นความสวยสดงดงามจากธรรมชาติสองข้างทางได้อยู่


                 "ไร่สตรอเบอรี่สดจากไร่ กลางเหวปลากั้ง"

        ความงามของทิวทัศน์บอกให้รู้ว่า ผมกำลังอยู่ใน “เหวปลากั้้ง” ที่ข้างทางเป็นเหวลึกลงไป ด้านล่างมีบ้านเรือนผู้คนอยู่ยังไม่หนาแน่น หลังบ้านเรือนเป็นทิวเขาตั้งสลับ เหลื่อมกันเป็นลูก ๆ แผ่นภาพทั้งผืนระบายด้วยสีเขียวเข้ม มองดูแล้วเพลินตา เจริญใจ อากาศพลิ้้วมาเป็นสายลมเย็นสะอาด สดชื่น ผมได้ใช้จังหวะความลงตัวของธรรมชาติเช่นนี้ สูดเอาโอโซนอัดเข้าไปจนเต็มปอดแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ


                           "ร้านกาแฟสไตล์คลาสสิก"

        นอกจากนี้ ที่ริมถนนยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้เราเลือกได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ สวนองุ่น สวนกุหลาบ ไร่สตรอเบอรี่ สนามกอล์ฟหรือแม้แต่ใครที่อยากจะมีบ้านเรือนไว้เป็นของตนเองก็มีห้องชุดหมู่บ้านจัดสรร แบบหรู ๆ ไว้ให้เลือกอย่างหลากหลาย


                       "Primo Piazza สถานที่ท่องเที่ยว"

        ตะวันคล้อยตัวลงต่ำจนผืนดินกลืนกิน แสงแดดถอนตัวบอกลาแมกไม้และภูผา ความสลัวมาเคาะประตูบ้านเรือนอึงคะนึง แสงนีออนแทรกตัวอยู่ในความเลือนราง แต่ผมยังอยู่ที่เหวปลากั้ง !!!   อีก 3 กิโลเมตร จะถึงที่พัก


                                "ร้านอาหารรสแซบ"

        ช้าง ช้าง ช้าง ผมนึกถึงโขลงช้าง ผมต้องปั่นเต็มที่เพื่อออกจาก เหวปลากั้งไปให้ถึงที่พักโดยเร็ว

        “โยกเยก ทะมึนทึนข้างหน้าคงไม่ใช่ช้างนะ” ผมภาวนา

        ผมยังปั่นไปข้างหน้า แบบมีความประหวั่นพรั่นพรึงเป็นเพื่อน แต่แล้วก็แทบช็อค เมื่อสิ่งที่มีชีวิตสูงใหญ่มาประชิด

         มันคือ ช้าง !!!!!

         ผมหยุดรถ ตั้งสติ สงวนท่าที

        โอ !!!! โล่งอกไปที มีคนปั่นเสือภูเขาไล่ช้างอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ


                                   "ที่พักคลองทรายรีสอร์ท"

    มันคุ้มค่าที่ผมเลือกเดินทางไปเหวปลากั้งด้วยระยะทาง 60 กิโลเมตรแทนที่จะเป็น 3.5 กิโลเมตร

เหวปลากั้ง อยู่ห่างจากที่พักผมเพียงแค่คืบ แต่ผมเลือกที่จะเดินทางยาวเป็นวา เพื่อทวนเข็มนาฬิกาและท้าตะวัน