วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ประชาชนมาดากัสการ์ 1.4 ล้านคนกำลังเผชิญหน้ากับความหิวโหยจากการคุกคามของความแห้งแล้ง

                         สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


(ภาพจากhttps://www.google.co.th)
ขณะที่ประชาชน 850,000 คนต้องการความช่วยเหลือด้านนักมนุษยธรรมโดยด่วน
ในปีนี้ พื้นที่ทางตอนใต้ของมาดากัสการ์ ปรากฏการณ์เอลนิโน (El Nino) ได้ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้คนจำนวน 1.4 ล้านคนต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหารอย่างน่าเวทนา
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The Food and Agriculture Organization of the United Nations :FAO) ได้ตีพิมพ์รายงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ฝนที่ตกไม่เพียงพอในภาคใต้ของแอนดรอย (Androy) แห่งเดียว เป็นเหตุให้การผลิตขาวโพด (maize) ต่ำลงถึงร้อยละ 80 ในปีนี้

                                            (ภาพจากhttps://www.google.co.th)
ผลิตผลของอาหารหลักทางภาคใต้ได้ลดลงมาก่อนแล้ว หลังเกิดความแห้งแล้งในปี 2105 การผลิตมันสำปะหลัง (cassava) อาหารหลักอื่น ๆ ก็ลดลงอย่างรุนแรงเช่นกัน
พืชผลที่ล่มสลาย เป็นแรงผลักดันให้ประชาชนขายสัตว์เลี้ยงและเครื่องมือการเกษตรและขับไล่พวกเขาให้ไปหาอาหารในป่า องค์การ FAO กล่าวว่า  การสร้างอาหารโลกจะต้องพยายามหาเครื่องมือและกระจายการสร้างเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรงและทนทานต่อความแห้งแล้งมาทดแทนอย่างรวดเร็ว

                                             (ภาพจากhttps://www.google.co.th)
องค์การอาหารโลกกล่าวอีกว่า ประชาชน 1.4 ล้านคนทางตอนใต้ของมาดากัสการ์ที่คาดว่าจะต้องหิวโหยไปจนถึงปี 2017 แต่ขณะนี้ ผู้คนจำนวน 850,000 คนกำลังต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน
หมายเหตุ : มาดากัสการ์หรือชื่อทางการคือสาธารณรัฐมาดากัสการ์คือ ชาติเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่นอกชายฝั่งทางตะวันออกของแอฟริกาใกล้กับโมซัมบิก สมดุลทางธรรมชาติของมาดากัสการ์ถูกคุกคาม เนื่องจากป่าส่วนใหญ่สูญหาย


วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เนินเขามีไว้ไต่ เนินใจมีไว้พิชิต

                                                       สุริยา เผือกพันธ์



                                                                           


“ปลาแซมมอนว่ายทวนน้ำ แล้วกระโดดขึ้นน้ำตกเพื่อไปวางไข่ ระหว่างทางยังต้องเอาชีวิตรอดจากการดักจับของบรรดาเหล่าหมีที่กระหายอีกด้วย ในระหว่างการเดินทางแม้จะมีบางตัวที่พ่ายแพ้และจบชีวิตลง แต่ก็ไม่ทำให้ตัวอื่น ๆ ย่อท้อ เพราะมันคือการสร้างชีวิตใหม่เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ (ประกอบ คุปรัตน์)


        การปั่นครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม 59 ผมทำระยะทางได้สูงสุดเป็นครั้งแรก 72 กิโลเมตร สามกิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยมันหนักหน่วงเหมือนมีใครนำหินก้อนใหญ่มาถ่วงไว้หลังรถ แม้มองเห็นจุดหมายอยู่แค่เอื้อม แต่ดูเหมือนไกลกว่าระยะทางที่ผ่านมาอักโข เมื่อไหร่จะถึงสักที....... ในที่สุดผมก็ไปถึง แบบเหนื่อยแทบหยุดหายใจ

มาคราวนี้ปลายเดือนเดียวกัน ผมต้องทำระยะทางให้ได้ถึง 112 กิโลเมตร

ไหวหรือ !!!!!

ชมรมจักรยานสุรินทร์ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในพื้นที่อำเภอกาบเชิงจังหวัดสุรินทร์โดยการจัดทำโครงการปั่นเชื่อมสัมพันธ์ 2 แผ่นดินกาบเชิง-ช่องจอม-อุดรมีชัย ครั้งที่ 1 ขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2559 รวมระยะทางไปและกลับ 112 กิโลเมตร

        นอกเหนือจากการเตรียมพร้อมด้วยการซ้อมเก็บแรงให้ได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 50 กิโลเมตรแล้ว สิ่งที่ผมจะต้องเตรียมเพิ่มเพื่อรับประกันความล้มเหลวคือ การเปลี่ยนรถเป็นคันใหม่ จากเสื่อภูเขารุ่นลายครามที่ใช้มากว่า 15 ปีแล้ว มาเป็นเสือหมอบจ้าวถนน (Road bike) Merida Scultura 200 SIZE 55 



                        "Road Bike เสือหมอบจ้าวถนน"

       เมื่อทุกอย่างพร้อม นักปั่นจากทั่วประเทศกว่า 1400 คนก็ได้รับการอนุญาตจากเสียงหวูดให้ออกจากจุดเริ่มต้นได้ ที่หน้าที่ว่าการอำเภอกาบเชิงเวลา 8.30 น.


              "ขบวนนักปั่นจากทั่วประเทศจำนวน 1400 คน"

        ขบวนนักปั่นเริ่มทยอยออกจากจุดปล่อยตัวมุ่งหน้าสู่จุดผ่านแดนช่องจอมแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน ขนาบข้างด้วยมาร์แชล (Marshal) หลายคนคอยดูแลและอำนวยความสะดวกไปตลอดเส้นทาง

        เวลาประมาณ 9.30 น. ก็ไปถึงด่านช่องจอม เห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้งไทยและกัมพูชาอยู่พร้อมหน้า กลุ่มนักปั่นต่างเกาะกลุ่มจูงจักรยานเรียงแถวผ่านประตูด่านตรวจเข้าไปอย่างง่ายดาย โดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบในจุดผ่านแดนตามปกติ ตรงนี้ต้องขอชมคณะผู้จัดงานที่เตรียมการต่าง ๆ ล่วงหน้าเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาตรวจสอบอะไรกันอีก


              "ด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์"

        หลังหลุดเข้าไปอยู่ในแดนกัมพูชาได้ เท้า 2 ข้างก็แตะบันไดบังคับจานโซ่ให้ดึงล้อทั้งสองขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยสับเลนถนนเป็นฝั่งขวาไปได้ไม่ไกล ทางเรียบก็ลาดต่ำลง ๆ ยาวเรื่อยไปเป็นกิโลเมตร

        ตัวเลขเข็มไมล์บอกอัตราความเร็วในระยะเริ่มต้นได้ 23 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่ต้องปั่นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงทางลาดชันที่สุดอยู่ที่อัตราความเร็ว40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มือสองข้างแตะเบร็คกำและปล่อย ๆ สลับกันเพื่อชะลอความเร็วให้อยู่ในอัตราที่ควบคุมได้คือ 39 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ย

        จนระยะทางผ่านมาได้ประมาณ 4 กิโลเมตรความลาดเอียงของถนนก็ปรับเป็นทางเรียบปกติ


        "ทางลาดต่ำลงไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ออกจากด่านช่องจอม"

        กระนั้นก็ตาม สองข้างถนนบนความลาดเอียงนั้น จักรยานบางคันถูกจับนอนแผ่หลา เพราะยางแตก นักปั่นบางคนนั่งเหยียดขานวดเค้นตนเอง เพราะกล้ามเนื้อขาเป็นตะคริว

        “ขากลับมันจะโหดกว่านี้หลายเท่า” ผมคิดในใจ

        แดดยามเช้าดูอบอุ่นยังไม่แผดรัศมีแรงจ้า จุดบริการน้ำดื่มที่ผ่านมาทั้ง 2 จุดนักปั่นยังใช้บริการไม่มากนัก สองข้างทางเป็นขุนเขาที่โอบล้อมพวกเราไว้ สมทบกับป่าไม้และไร่นาที่มีหนาแน่นเป็นเทือกทิวมากกว่าบ้านเรือนผู้คนที่บางตา อยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆ  ทำให้ได้ซึมซับความชุ่มเย็นจากความขจีของธรรมชาติที่อยู่ลิบ ๆ ไว้โดยแท้จริง ตลอดเส้นทาง

        ถนนสายนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นถนนลาดยางเชื่อมต่อไปถึงเสียมเรียบถูกใช้ไปจนบางช่วงได้ชำรุดเสียหายแต่ได้รับการซ่อมแซมแบบทิ้งร่องรอยเป็นหลักฐานไว้ให้เห็น

        “ช่วงนี้เป็นถนนทดสอบยาง” เสียงนักปั่นข้างเคียงกล่าวลอย ๆ

        ยางจักรยานแบบเสือหมอบ ถ้าสูบลมไม่แข็งพอมีสิทธิ์รั่วแฟบได้โชคดีที่ผมอัดลมเข้าไปทั้ง 2 ล้อด้วยความดันกว่า 100 PSI  จึงรอดพ้นจากเหลี่ยมหินเกล็ดอันแหลมคม บนท้องถนนในช่วงที่ถูกซ่อมแซมไปได้

        ทำระยะทางมาได้นับชั่วโมงจึงเริ่มมองเห็นบ้านเรือนสองข้างทางมีลักษณะเป็นร้านค้าพาณิชย์เป็นกลุ่มก้อน มีรถเก๋งจอดเรียงรายอยู่หลายคัน ตรงนี้เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่ผู้คนมาค้าขายค่อนข้างหนาแน่น


           "รถเก๋ง TOYOTA CAMRY ถูกดัดแปลงมาบรรทุกไก่"

        “ตอนนี้พวกเรากำลังเดินทางเข้าเขตกรุงสำโรงนะครับ” เสียง
ประกาศจากรถประชาสัมพันธ์ที่วิ่งตามหลังมาร้องบอก

        กรุงสำโรงเป็นจุดหมายในกัมพูชา ที่ขบวนนักปั่นจะต้องไปให้ถึงเพื่อพักรับประทานอาหารกลางวันและเป็นจุดกลับรถกลับไทย

        กรุงสำโรงเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอุดรมีชัย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่กำลังพัฒนา สภาพโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นชนบท มีร้านค้าร้านขายยังไม่หนาแน่น เมื่อพวกเราปั่นจักรยานเข้าเขตเมือง จะมีบ้านเรือนเริ่มหนาตามีป้ายรูปภาพผู้นำประเทศพบปะประชาชนติดอยู่ข้างถนนเป็นระยะ ป้ายบอกสถานที่ส่วนใหญ่ใช้ภาษากัมพูชา มีเพียงป้ายโรงเรียนและปั๊มน้ำมันเท่านั้นที่มีภาษาอังกฤษบอกไว้ด้วย


          "ป้ายประชาสัมพันธ์ผู้นำประเทศมีให้เห็นโดยทั่วไป"

ถึงกระนั้นก็ตาม สองข้างทางที่ผ่านมาจะมีเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่ยังดูมอมแมม ส่งเสียงร้องทักเป็นภาษาอังกฤษว่า “เฮลโล้ ๆ “ ตลอดทาง


   "โรงเรียนประถมศึกษา ที่ป้ายโรงเรียนมีภาษาอังกฤษอยู่ด้วย"


"ปั๊มน้ำมันมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษไม่คุ้นหูคุ้นตา"

เวลา 11.30 น. ขบวนนักปั่นจากสยามนับพันผนวกกับนักเรียนในกรุงสำโรงนับร้อยก็มารวมตัวกันที่กองอำนวยการกลางกรุงสำโรง เพื่อพักรับประทานอาหารและน้ำ




   "บริเวณสวนสาธารณะในกรุงสำโรง 
จุดพักรับประทานอาหารและกลับรถ"

        แดดยามเที่ยง เริ่มสำแดงเดชขับไล่ให้นักปั่นทั้งหลายไปหลบลี้
ความร้อนแรง ด้วยการแทรกตัวอยู่ในร่มเงาของสุมทุมพุ่มไม้ที่กระจัด
กระจายอยู่บนลานกว้างหน้ากองอำนายการ

        น้ำคือ สิ่งที่ต้องการมากกว่าอาหารในยามนั้น ไม่นานเท่าใดนัก
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่กองอำนายการก็ประกาศให้ทุกคนเรียงแถวไปรับ
ข้าวกล่องมารับประทาน


                 "นักปั่นกว่าพันคนเข้าคิวรับอาหารและน้ำ"

        ในโอกาสนี้ บุคคลสำคัญที่เป็นตัวแทนทั้ง  2 ประเทศได้ถือโอกาสกล่าวต้อนรับและขอบคุณทุก ๆ คนที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยมิตรภาพที่ดี


                "นายเรียม โซดา รองผู้ว่าฯ จังหวัดอุดรมีชัย
                  และนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าฯสุรินทร์ 
                    ผู้แทนทั้ง 2 ประเทศกล่าวขอบคุณ"

        “นักปั่นทุกคนจะต้องไปถึงด่านช่องจอมภายใน 15.00 น.นะครับ ใครพร้อมออกเดินทางกลับได้เลย..”เสียงประชาสัมพันธ์หน้ากองอำนวยการแจ้งข่าว

                
                         "ถนนย่านค้าขายในกรุงสำโรง"

        12.30 น. ทุกคนต่างทยอยปั่นสองล้อของตนเองกลับโดยใช้เส้นทางเดิม ส่วนผมได้ใช้โอกาสที่มีเพียงน้อยนิด ปั่นตระเวนไปในเมือง ดูบ้านเรือนการค้าการขายในตลาดกรุงสำโรง ที่โดยทั่วไปยังคงเป็นชนบทตึกรามยังมีไม่มากนัก ชานเมืองบ้านเรือนยังเป็นแบบชนบทของไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน


                "ลักษณะบ้านเรือนในเขตชานเมืองกรุงสำโรง"

        ได้เวลาพอสมควรผมก็มุ่งหน้ากลับ เพื่อไปให้ทันกำหนดเวลา รวมระยะทางที่จะต้องทำต่ออีกเท่ากับที่ได้ทำมาแล้วคือ 56 กิโลเมตร มันเป็นระยะทางส่วนเกินที่ผมไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนักกับการปั่นในชีวิตประจำวัน
                     

        มองไปข้างหน้าแสงแดดจ้า จนเห็นเปลวระยิบ กลิ่นมันสำปะหลังตากแห้งที่อยู่สองข้างทางโชยเข้าจมูกไม่ขาดสาย เดินทางมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมงขาเริ่มตึง ๆ ต้นขาซ้ายเริ่มมีอาการเกร็ง มันส่ออาการของการเป็นตะคริว รู้สึกกระหายน้ำมากกว่าเมื่อเช้า ต้องหยุดพักข้างทางเพื่อป้องกันตะคริวกำเริบ

        แต่มองหาร่มเงาข้างทางยากเหลือเกิน เพราะถนนสายนี้ไม่มีต้นไม้ใหญ่เหลือให้เป็นร่มเงาอยู่เลย ต้องอาศัยเงาไม้เล็ก ๆ หรือไม่ก็บ้านเรือนร้านค้าขายเป็นที่พักพิง


          "อาศัยร่มเงาของบ้านเรือนข้างทางเพื่อหลบแดด"

        ระหว่างทางจะเห็นรถบรรทุกจักรยานและนักปั่นไล่หลังไปไม่ขาดสายตั้งแต่รถกระบะสี่ล้อ รถบรรทุกหกล้อ สิบล้อ ไม่เว้นแม้แต่รถพยาบาลก็อัดแน่นด้วยนักปั่นที่หมดแรงปั่นต่อไป

        ขบวนจักรยานในภาคบ่ายจึงกระจัดกระจายไม่เป็นกลุ่มก้อนเหมือนภาคเช้า ผมหยุดพักระหว่างทางประมาณ 3 ครั้ง หมดน้ำไปประมาณ 5-6 ขวด ก็มาถึงเนินเขาสูงเนินแรก

        ถึงช้าดีกว่าไปไม่ถึง !!!!

       ผมใช้วิธีจูงรถสลับกับการปั่นด้วยเกียร์ต่ำ ไต่เนินขึ้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งสูงขึ้นไปเรี่ยวแรงยิ่งถดถอยลง คงเหลือแต่ใจเท่านั้นที่ไม่ยอมลดราวาศอก

        “มันก็แค่ 4 กิโลเมตรเท่านั้น” ใจผมคิด

        แม้จะทำความเร็วได้ในอัตราเพียง 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจากการเดิน เท้า แต่มันก็ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ

        “ปลาแซมมอนว่ายทวนน้ำ แล้วกระโดดขึ้นน้ำตกเพื่อไปวางไข่ ระหว่างทางยังต้องเอาชีวิตรอดจากการดักจับของบรรดาเหล่าหมีที่กระหายอีกด้วย ในระหว่างการเดินทางแม้จะมีบางตัวที่พ่ายแพ้และจบชีวิตลง แต่ก็ไม่ทำให้ตัวอื่น ๆ ย่อท้อ เพราะมันคือการสร้างชีวิตใหม่ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์” ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งได้สอนไว้

        ในที่สุดผมก็พิชิตเนินสูงลูกสุดท้ายได้ เข้าถึงด่านช่องจอมเวลา 15.11 น. เกินกว่าเวลาที่กำหนดไป 11 นาที !!!

       แต่ยังต้องทำระยะทางไปให้ถึงเส้นชัยอีก 17 กิโลเมตร ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้ว เพราะได้ผ่านช่วงเวลาอันโหดหินมาได้ หนทางข้างหน้าเป็นเรื่องสบาย ๆ แต่ต้องพักอีกสักครั้ง เพื่อสะสมพลังกายที่อ่อนล้ากระหายและสั่นเทา

        ข้ามเขตแดนมาฝั่งบ้านเราแม้ ภาพสีสันจะเปลี่ยนภาพหมองหม่นโทนขาวดำ แต่ไม้ใหญ่สองข้างทางให้ความร่มเย็นยิ่งนัก การปั่นในระยะทางก่อนถึงเส้นชัยจึงเป็นแบบชิว ๆ สบาย ๆ

        
           "ตลาดจักรยานมือ 2 ทางผ่านก่อนถึงด่านช่องจอม"


        “เราทำสำเร็จแล้ว !!!!” เสียงนักปั่นที่อยู่ข้างเคียงกล่าวด้วยความปิติ

        ผมถึงเส้นชัย ณ ที่ว่าการอำเภอกาบเชิงเวลา 16.00 น. รวมระยะทาง 112 กิโลเมตร 

        ในที่สุดผมก็ทำลายสถิติตัวเองลงได้ โดยมีเหรียญและพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นรางวัล



  
        ตลอดเส้นทางของการปั่น มีทั้งคนที่ถึงก่อน ถึงหลังและถึงพร้อมกันไม่มีใครทิ้งใครไว้เบื้องหลัง มันเป็นความพอเพียง ความพอดีของการดำเนินชีวิตในเส้นทางที่มีสันติสุข

        บนเส้นทางของการปั่นเส้นชัยคือเป้าหมายพิชิต
 บนเส้นทางชีวิตพ่อหลวงมีแนวคิดเป็นแนวทาง



       
       
       

        

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หลักไมล์ชีวิต

                                                                   สุริยา เผือกพันธ์






        ผมกดเข็มไมล์จักรยานไปที่เลขศูนย์ แล้วปั่นมันออกจากที่พักไปตามถนนจันทนิมิตหลังโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ริมฝั่งแม่น้ำจันทบูร แล้วเริ่มต้นอาหารเช้าแบบเบา ๆที่ร้านอาหารเวียดนาม ดื่มกาแฟดำหวานเข้มมีขนมปังทาแยมและไข่กระทะเป็นกับแกล้มเท่านี้ก็รับประกันได้ว่าอยู่ยาวไปถึงเที่ยงวัน


                    "ร้านอาหารเวียดนาม หน้าโบสถ์นิรมล"

        หลังจัดการมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จูงรถข้ามสะพานไปลัดเลาะตลาดริมน้ำในยามเช้า เวลาเช้าเยี่ยงนี้ บรรยากาศยังดูสงบเงียบ ร้านรวงยังเปิดไม่หมด ถนนจึงว่างพอที่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะปั่นดูนี่ดูนั่นไปตามท้องถนน ผมใช้เวลาไม่นานนักสำหรับที่นี่เนื่องจากว่าปีที่แล้วมา เคยแวะมาเยี่ยมเยียนแบบเจาะลึกมาครั้งหนึ่งแล้ว

        ชุมชนริมน้ำจันทบูรจึงเป็นทางผ่านผมจะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองนั่นคือ ศาลหลักเมืองและศาลพระเจ้าตากสินมหาราชที่อยู่ละแวกเดียวกัน

        ปั่นสองล้อทะลุออกมาบนถนนสายหลัก ที่มุมแยกไฟแดงเป็นสถานีตำรวจภูธรจันทบุรี ถัดไปเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองจันท์ เยื้องไปอีกฝั่งถนนก็ถึงเป้าหมาย


                         "ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช"

         กล่าวนะโม 3 จบ...อาราธนาดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

        “โอมสิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภวังค์ สัพพะศัตรูวินาศสันติ”

        แล้วข้ามถนนไปกราบศาลหลักเมืองเพื่อเป็นศิริมงคล

        ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ริมถนนในบริเวณสนามหญ้ากองพันทหารราบที่ 2 ตัวศาลทำเป็นมลฑปจตุมุข หลังคามุงกระเบื้องเคือบสีเหลืองสลับกับสีเขียว บันไดทางขึ้นสามด้าน ประตูบันไดประดับกระจกสวยงามแผนผังที่สร้างขึ้นนั้นสร้างตามแบบของกรมศิลปกร ซึ่งหม่อมเจ้าสฤษติเดช ชยางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มลฑลจันทบุรีได้ทรงขอมาจัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463

          ในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทำเป็นรูปเทวดา ประดิษฐานอยู่บนแท่นบูชาสูงประมาณ 1 เมตร เป็นรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งหล่อขึ้นใหม่เมื่อคราวสร้างศาล

        ที่แท่นบูชามีจารึกว่า “เทวรูปฉลองพระองค์เจ้ากรุงธนบุรี”

        ต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้ ทำให้ประตูหน้าต่างและเพดานซึ่งทำด้วยไม้ได้รับความเสียหาย สันนิษฐานว่าเกิดจากธูปเทียนที่ประชาชนชาวจันทบุรี ได้นำมาสักการบูชา เนื่องจากกระถางธูปและที่ปักเทียนตั้งอยู่ภายในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นาวาโทนิพนธ์ พราหมณ์เทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 กรมนาวิกโยธิน จึงได้คิดริเริ่มและให้การสนับสนุนโดยขอความร่วมมือจากพ่อค้า ประชาชน ชาวจังหวัดจันทบุรี คณะสมาคมและตระกูลแต้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ เพื่อการบูรณะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช



                                  "ศาลหลักเมือง"

        หลังกราบไหว้ ปักธูปเทียนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองแล้ว รู้สึกเหมือนเป็นการสร้างพลังใจให้การเริ่มต้นการดำเนินชีวิตในวันนี้มีความสุข มั่นคงและปลอดภัยตลอดทริปการเดินทาง

        ผมปั่นสองล้อเข้าถนนหลังศาลหลักเมือง มาลงเนินชันแล้วเลี้ยวกลับชุมชนริมน้ำอีกครั้ง ด้วยการปั่นลอดสะพานไปยังถนนอีกฝั่งเข้าสู่ตลาดริมน้ำ รถจักรยานแล่นผ่านโบถส์นิรมลไปยังถนนจันทนิมิตที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นเลี้ยวขวาตามถนนไปเรื่อย ๆ จนผ่านไปออกประตูวัดไผ่ล้อม ข้ามแยกไฟแดงมุ่งหน้าสู่หาดแหลมสิงห์ ที่อยู่ไกลออกไปถึง 30  กิโลเมตร โดยใช้ถนนสายอำเภอเมืองไปอำเภอขลุง

        แสงแดดอุ่นยามเช้าฉาบฉายไปทั่วบริเวณ ขับไล่ความชื้นของฟ้าฝนที่ตกลงมาเมื่อบ่ายวานนี้ให้ค่อย ๆ เหือดแห้งไป เมื่อสองล้อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย สิ่งที่สังเกตได้บนถนนสายนี้คือ สองฝั่งถนนจะมีเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะไปตลอดเส้นทาง ทำให้การขับขี่ไม่ต้องใช้ความระมัดระวังมากเกินไป ลัดเลาะไปไม่นานก็ถึงเขตเทศบาลตำบลหนองบัว ที่นี่จะมีป้ายบอกทิศทางไว้จัดเจน




                            "เทศบาลตำบลหนองบัว"

เมื่อทำความเข้าใจเส้นทางแล้ว ผมตัดสินใจตรงไปตามถนน ยิ่งลึกเข้าไปยิ่งร่มรื่น เพราะผ่านสวนเงาะ สวนกระท้อนเขียวชอุ่มไปทั้งสองฝั่งทาง ความที่เป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยมีรถราวิ่งกันหนาแน่น ทำให้การปั่นไปตามลำพังดูออกจะวังเวงไปบ้าง แต่ก็อาศัยบ้านเรือนผู้คนที่อยู่ข้างทางเป็นเพื่อนให้กำลังใจในเวลานั้น

เดินทางมาได้ไกลพอควรจนมองเห็นขุนเขาทะมึนอยู่เบื้องหน้า สองฝั่งถนนถูกโอบล้อมไว้ด้วยไม้สวนหนาแน่น เป็นทิวยาวไปตามท้องถนนจนมองดูเหมือนถนนเป็นท่อยาวที่มุ่งตรงไปสู่ภูเขาใหญ่ลูกนั้น




แทนที่จะเป็นภูเขาใหญ่ ปลายทางกลับเป็นถนนที่ไปเชื่อมต่อกับถนนสุขุมวิท จันทบุรี-ตราด ซึ่งเป็นถนน 4 เลนที่สองฝั่งยังคงไว้ซึ่งเลนของจักรยานเป็นการเฉพาะเช่นกัน

ผมข้ามถนนสุขุมวิทไปตั้งลำฝั่งซ้าย จนป้ายบอกทางบอกว่าอีก 10 กิโลเมตรจะถึงอำเภอขลุง แสดงว่าผมเดินทางมาได้ 15 กิโลเมตรแล้ว ผมบังคับเจ้าสองล้อบีบเข้าเลนขวาเพื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายที่มุ่งหน้าไปสู่หาดแหลมสิงห์

        ต้นทางมีป้ายบอกว่า อีก17 กิโลเมตรจะถึงหาดแหลมสิงห์ และเป็นถนนสายที่จะมุ่งไปสู่ถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ อันเป็นถนนสายที่ผมตั้งใจจะมาใช้เป็นเส้นทางปั่นเพื่อการท่องเที่ยวสักครั้งหนึ่ง หลายคนบอกว่า มันเป็นจุดหมายในฝัน (Dream Destination) ที่อยากจะมา




        แดดกล้าแสงมากขึ้น จนรู้สึกร้อนได้ชัดเจนและบนแผ่นหลังชุ่ม
เหงื่อเหนอะหนะ แต่เรี่ยวแรงยังไม่รู้สึกอ่อนล้าเท่าไหร่ หยุดพักจิบน้ำระหว่างทางบ้างเป็นครั้งคราว

        บรรยากาศสองฝั่งถนน เป็นบ้านเรือนผู้คนแต่ยังดูไม่หนาแน่น สลับกับบางแห่งเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง เป็นสวนผลไม้ มีร้านอาหารขนาดใหญ่ บรรยากาศดีอยู่บ้าง โดยเฉพาะที่เทศบาลตำบลเปริด แต่ขณะนี้เวลาเพิ่งจะประมาณ 5 โมงเช้ายังไม่ใช่เวลาที่จะต้องเปิปข้าวกลางวัน ผมยังต้องไปต่อ

        เที่ยงตรงถึงหาดแหลมสิงห์ก่อนเลี้ยวซ้ายไปจุดชมวิวแหลมสิงห์ ผมแวะชมคุกขี้ไก่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านขวาของฝั่งถนน เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกแล้ว จึงพาสองล้อไปรับลมที่ชายหาด



                                     "คุกขี้ไก่"

        วันนี้ ยังไม่มีผู้คนหนาแน่นเนื่องจากไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้ดูออกจะเงียบ ๆ ไปบ้าง พักแรงได้สักครู่ผมจึงกลับออกไปหาอะไรทาน ที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ในชุมชน ก็ราคาปกติทั่วไป


                  
                   "ร้านอาหาร ณ มุมหนึ่งของแหลมสิงห์"

        มองออกไปไม่ไกลจากร้านอาหาร เห็นจุดเริ่มต้นของถนนเฉลิมบูรพาชลทิศในอำเภอแหลมสิงห์และเห็นสะพานสูงขึ้นเป็นเนินยาวไกลออกไป นั่นคือสะพานพระเจ้าตากสินมหาราช



                     "ร้านอาหารริมชายหาดวันนี้เงียบสงบ"

        เวลาประมาณบ่ายโมง ผมเริ่มต้นการเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่
หาดเจ้าหลาวซึ่งไกลออกไปอีก 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางบ่ายนี้ไม่โดดเดี่ยวเหมือนตอนเช้า เพราะมีเพื่อนร่วมทางเป็นกรุ๊ฟทัวร์หญิง-ชายชาวออสเตรเลีย ประมาณ 7 – 8 คน เป็นเพื่อนร่วมทาง ทุกคนใช้จักรยานเป็นพาหนะ

        “ไปด้วยกันนะครับ” ไกด์หนุ่มชาวไทยเชิญชวนผมขณะง่วนอยู่
กับการเตรียมรถให้คณะทัวร์

        มันเป็นการเรียนรู้ครั้งแรกของผมถึงการจัดทัวร์โดยใช้จักรยาน
(Cycle Tour) เป็นพาหนะ !!



                        "เพื่อนร่วมทางฝรั่งตัวเล็กคนไทยตัวใหญ่"

          Spice Roads คือชื่อบริษัทที่ไกด์หนุ่มชาวไทยพาลูกทัวร์มา 
กลุ่มนี้เขาเริ่มต้นที่ประเทศกัมพูชา ใช้จักรยานท่องเที่ยวในกัมพูชามาหลายวันแล้ว วันนี้ได้เวลาข้ามแดนมาประเทศไทยและมาเริ่มต้นการปั่นที่หาดแหลมสิงห์ โดยใช้ถนนเลียบฝั่งทะเล คือถนนเฉลิมบูรพาชลทิศเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ไปจบทริปที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

        “ยินดีครับ ขอบคุณครับ” ผมตอบรับด้วยความเต็มใจ

                    

  
               "ไกด์ Cycle Tour จาก Spice Roads Tour"

        ก่อนหน้าการเดินทาง ระหว่างรอให้ทุกอย่างพร้อม ผมได้มีโอกาสทักทายเพื่อนใหม่บ้างนิดหน่อยเพื่อสร้างความคุ้นเคย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ บางคู่เป็นสามี-ภรรยา ที่ร่วมทางกันมาเพื่อท่องเที่ยวในช่วงบั้นปลายของชีวิต

        แต่ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวโดยวิธีนี้ มันเป็นการหาความสุขหรือดิ้นรนหาความลำบาก
        เพราะต่อจากนี้ไป มันคือ การปาดเหงื่อ ฝ่าไอร้อน และใช้แรงงานนานนับชั่วโมง

        คณะของเราฝ่าเปลวแดดยามบ่าย จากชายฝั่งทะเลแหลมสิงห์เข้าสู่ถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ มุ่งหน้าไปหาดเจ้าหลาวเป็นจุดหมายในบ่ายนี้ แต่ไม่ทันไรก็หยุดพักถ่ายรูปบนสะพานพระเจ้าตากสินมหาราชอันสวยงามไว้ เป็นที่ระลึกก่อนที่จะเริ่มปั่นยาวอย่างเป็นทางการ



              "ชมความสวยงามของสะพานตากสินมหาราช"

        ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็จะหยุดพักครั้งหนึ่ง เพื่อดื่มน้ำ ดื่มท่า โดยมีรถตู้ของบริษัท Spice Roads สองคัน ขับตามมาเพื่อดูแลและให้บริการลูกทัวร์ตลอดเส้นทาง



       "รถตู้ของ Spice Roads Tour บริการขนคนและจักรยาน"

        จนทำระยะทางมาได้เกือบค่อนแล้ว เมื่อคณะเดินทางมาถึงจุดชมวิวแขมหนู ประกายแดดสาดแสงเข้ม จนต้องหลบเข้าร่มเงา ที่ศาลา
พักริมทางเป็นการพักดื่มน้ำอีกครั้งก่อนที่จะเผชิญกับเนินเขาสูงบนเส้นทางข้างหน้า




                                 "พักใหญ่ที่แขมหนู"

        พักได้ไม่นาน ที่ปลายฟ้าเหนือท้องทะเลไกลลิบ เมฆสีดำทะมึน
ตั้งเค้ามา มันระบายฟ้าจนเข้มดำมากขึ้น ๆ ทุกขณะ ทุกคนสรุปกันว่า ฝนกำลังมาเราจะต้องไปต่อเดี๋ยวนี้


                               "ฟ้ากำสรดที่แขมหนู"

        คณะของเราลัดเลาะไปบนถนนที่สวยงามสายนั้น ตามวิถีการโค้งงอของเชิงภูและขึ้นสูงลงต่ำ ตามระดับของเนินเขา เลียบฝั่งทะเล บางเนินสูงชันมาก ๆจนต้อง ลงจูงจักรยานแล้วเข็นมันขึ้นไปจนสุดยอดเนิน แล้วขึ้นค่อมปล่อยให้มันทิ้งตัวใหลลื่นลงมา โดยไม่ลืมที่จะแตะเบร็คไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อควบคุมความเร็วไม่ให้เร็วเกินไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

ทุกคนคงรู้สึกโล่ง โปร่งเบา ในสภาวะแห่งการล่องลอยดุจนกเหินลมกระนั้น

จะมีการท่องเที่ยวแบบใดที่จะทำให้อารมณ์ของเรา ล่องลอย สุขขารมย์ได้อย่าง Cycle Tour บ้างนะ  !!!!!

          ผมล่ำลาและแยกตัวออกจากกลุ่มทัวร์ชาวออสเตรเลีย เมื่อพวกเราเดินทางมาถึงที่พักริมหาดจ้าวหลาว ในเวลาประมาณบ่ายห้าโมงเย็น 

                                           

                 "ที่พักของคณะ Cycle Tour จากออสเตรเลีย"

        จ้าวหลาวแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจันทบุรี กำลังมีการพัฒนาปรับปรุงให้ดูดีน่าเที่ยวมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญบนทางเท้าตลอดเส้นทาง
ของถนนในจ้าวหลาว ปรับปรุงเป็นเส้นทางจักรยานตลอดสาย นี่ เป็น
เครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า จักรยานกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการทองเที่ยวมากขึ้นตามลำดับ
      


                       "วงเวียนตัวพะยูนที่หาดจ้าวหลาว"

        พลบค่ำที่จ้าวหลาว ผมเก็บรถขึ้นรถยนต์ที่มารับกลับเข้าตัวเมืองจันทบุรี

ที่ตลาดเย็นผู้คนจับกลุ่มยืนดูโทรทัศน์ในร้านรวง ผมสังเกตเห็นจอภาพเป็นขาวดำ สลับกับผู้ประกาศแต่งชุดไว้ทุกข์

        “..................” หญิงคนหนึ่งพยักหน้า บอกว่าใช่ โดยไม่พูดอะไร เมื่อคำถามของผมที่เป็นคำตอบอยู่ในตัวจบลง

        เยื้องออกไปเล็กน้อย สองหญิงสนทนากันระคนกับการหลั่งน้ำตาอยู่อย่างเงียบ ๆ ตามลำพัง

        มันเป็นค่ำคืนที่ดูเงียบงัน เซื่องซึม ที่มาแทนภาพความจอแจ และอึกทึกของย่านตลาดที่คุ้นชินไปเสียสิ้น

        “พระเจ้าอยู่หัวสวรรคต” วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น.
        เป็นเวลาใกล้เคียงกับฟ้าหม่นที่แขมหนู เมื่อบ่ายที่ผ่านมา

        ดูราวกับว่า ฟ้ากำสรดกับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งมวล

ทุกคนต่างเริ่มกดเข็มไมล์ที่เลขศูนย์ แต่เมื่อเข็มหยุดเดินหมายเลขสุดท้ายย่อมไม่เท่ากัน