วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

WannaCry ไวรัสเขย่าโลก (WannaCry: Everything you need to know about ransomware sweeping the globe)




                                                                        David Z. Morris: เขียน
                                                 สุริยา เผือกพันธ์ :   แปลและเรียบเรียง


          การโจมตีโลกไซเบอร์ได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว (12 พฤษภาคม 2560: ผู้แปล) มันกระจายไปสู่คอมพิวเตอร์นับแสนเครื่องและยังได้ขัดขวางระบบปฏิบัติการของรัฐบาลที่สำคัญ ๆ อีกด้วย มันเป็นมัลแวร์ (Malware โปรแกรมประสงค์ร้าย) ที่รู้กันในนาม “WannaCry” 

       และนี่คือ สิ่งที่เราต้องรู้ !!!!


มันจะไม่โจมตีไปมากกว่านี้ใช่หรือไม่ (Isn’t the Attack Over?)

        ไม่เลย !! ในวันต่อมา รายงานข่าวแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง นักวิจัยด้านความมั่นคงได้ค้นพบคิลสวิตซ์ (Kill Switch ระบบสำหรับปิดการทำงานเครื่องจากระยะไกล) เพื่อหยุดไวรัส Ransomware (ไวรัสเรียกค่าไถ่) ไม่ให้ขยายตัวออกไปได้ แต่นั่น เป็นเพียงความจริงส่วนหนึ่งคิลสวิตซ์ทำได้เพียงชะลอ WannaCry ให้ทำงานช้าลง ซึ่งเป็นเพียงหยุดช่องทางการกระจายของ Malware ช่องทางหนึ่งเท่านั้น

        และนักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ Kaspersky Lab ยืนยันว่า ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ไม่สามารถหยุด Malware Versions ใหม่ที่พบด้วย Kill Switch ได้

        ไวรัส Ransomware ระบาดไปสู่คอมพิวเตอร์มากกว่าพันเครื่องในเช้าวันจันทร์ต่อมา สมาคมนักวิจัยรายงานในฐานะที่เป็นผู้รับมือมันมาตั้งแต่ต้น


                                       (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?)


WannaCry ทำอะไร (What does WannaCry do?)

        “WannaCry” คือ ไวรัส Ransomware ชนิดหนึ่ง ของ Malware ที่ร้ายที่สุด ที่กำลังเติบโต ในครั้งหนึ่ง มันเคยคุกคามเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการเข้าทำรหัส (Encrypts) ที่ไฟล์ในเครื่อง ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงไฟล์นั้นได้ และต่อมามันได้สั่งให้เจ้าของจ่ายเงินค่าไถ่ (Ransom) เป็นเงินBitcoin (สกุลเงินดิจิตอล ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของระบบเน็ตเวริ์คคอมพิวเตอร์ 1 BTC = 60,000.00 บาท) เพื่อแลกกับการปลดล็อคไฟล์นั้น

ใครคือเป้าหมาย (Who Is it Targeting ?)

        พูดกันมากว่า WannaCry เอาประโยชน์กับระบบปฏิบัติ Windows ที่อ่อนแอ เช่น Windows XP ซึ่ง Microsoft ได้ประกาศแก้ไขระบบดัง
กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่นั่น ไม่ได้หยุดการโจมตีของมันได้ เพราะมันได้ขยายตัวเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 200,000 เครื่อง ใน 150 ประเทศ มีทั้งสถาบันและบริษัทขนาดใหญ่ เป็นต้นว่า National Health Service ในอังกฤษ National Petroleum Corporation ของจีนและ Renault Factoriesในฝรั่งเศส

เราจะสามารถป้องกันมันด้วยตัวเองอย่างไร (How Can I Protect Myself)

        ถ้าเรามีเครือง PC หรือเครืองที่ทำงานร่วมกันหลายเครื่อง ด้วยระบบปฏิบัติการ Windows (โดยเฉพาะ XP, 8, 0r Server 2003)เราหรือ Admins ควรอัพเดทระบบความปลอดภัยของ Microsolf ใหม่ทันที และหมั่นดูแลรักษามันอย่างสม่ำเสมอด้วย เกี่ยวกับการเปิด E-Mail, จากคนที่รู้จักและคนแปลกหน้า

        แต่สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ เกี่ยวกับ WannaCry คือ มันสามารถขยายเข้าไปยังเครือข่ายในแต่ละท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ (Userเจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลของอินโดนีเซียได้แนะนำให้หยุดใช้เครื่องที่ไม่สามารป้องกันได้จากอินเทอร์เน็ต


                                (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?)

ซ่อมแซมได้หรือไม่ ถ้าเครื่องถูกโจมตี (Is there a fix if my computer is inflected ?)

        คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ !!

        บริษัทรักษาความปลอดภัยทำได้ดีก็เพียงการถอดรหัส (Decrypting)ไฟล์ จากการโจมตีของ Ransomware แต่ยังไม่มีเครื่องมือถอดรหัสที่น่าเชื่อถือ (เครื่องมือย้าย Ransomware) สำหรับ WannaCry แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ทุก ๆ เวลา

        และอย่าได้แก้ไขซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพราะผู้ทำลายระบบ (Hackersสามารถเข้าไปตัดระบบการซ่อมแซมได้ เพื่อให้สามารถขยายการโจมตีให้กว้างขวางมากขึ้น  ดังนั้น ระบบการซ่อมแซมจีงยังไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง !!!

          นักวิจัยของ McAfee กล่าวว่า การลบ WannaCry คือ การแบคอัพกู้ข้อมูลด้วยเครื่องมือ Volume Shadow Backups ซึ่งบางครั้งสามารถใช้ลบไฟล์ได้

        มีการพูดกันว่า ในการจ่ายค่าไถ่ที่ลามกครั้งหนึ่ง ใช้เงินถึง 300 เหรียญ อเมริกาในรูปสกุลเงิน Bitcoin เพื่อปลดล็อคไฟล์ และแฮ็คเกอร์ที่โจมตีด้วย Ransomware จะมีประวัติการแลกเปลี่ยนไว้ เพื่อการพิสูจน์ความไว้วางใจได้อย่างน่าทึ่ง




                                 (ภาพจาก https://www.google.co.th/search?)


มันมาจากไหน (Where did it come from?)

        มีความเชื่อว่า WannaCry ได้สร้างขึ้นมาจากการช่วยเหลือของหน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา (The assistance of the U.S.National Security Agency) โดยไม่ตั้งใจ และต่อมากลุ่มแฮคเกอร์ Shadow Brokers ได้นำโปรแกรม Eternal Blue ขององค์การ NSA ออกมาในเดือนเมษายน 2017

บางคนทำไมถึงทำสิ่งนี้ (Why would someone do this?)

        เพื่อเงิน !!

       ดังนั้น มันจึงเป็นงานที่ไม่ดี เพราะเป็นการทำลายความมั่นคง
ทางการเงินของโลก จากการโจมตีของพวกเขาอาจได้เงินง่าย ๆ ถึง
100,000,000 (100 ล้าน) เหรียญ 

          แต่ที่รวบรวมจากบัญชีรับ Bitcoin addresses ของแฮ็คเกอร์ ณ ขณะที่เขียนบทความนี้ มีมากกว่า 34,000 เหรียญU.S. สกุล Bitcoin 

          มันเป็นเรื่องที่ขำไม่ออก !!!!!
           
       
.......................................................................................................................
 

http://fortune.com/2017/05/14/ransomware-wannacry-faq/


       


        

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สวนศิลป์ค้า (Not just walking street but beyond)



                                                                   สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน


        โอ้ชีวิตมีอะไรตั้งเยอะแยะ
        มีเกิดแก่เจ็บตายคล้าย ๆ กัน
        แต่สิ่งที่มีไม่เหมือนคือความฝัน
        อยู่ที่ใครจะล่ามันให้อยู่มือ....

        เสียงเพลงคนล่าฝันของคาราบาวถูกเค้นออกมาจากจิตวิญญาณของวงดนตรีคนพิการสายตา ที่นั่งเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งปากทางเข้าถนนราชดำเนิน ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ แถวของพวกเขาแบ่งถนนให้แยกออกเป็นทางเดิน 2 ฝั่ง

ใกล้กัน ร้านค้าบนทางเท้าที่เพิ่งจัดข้าวของเสร็จหมาด ๆ มีท่าทีลังเลใจ กล้า ๆ กลัว ๆ ต่อสถานการณ์ของดินฟ้าอากาศในขณะนั้น

        ท้องฟ้ามืดดำเหนือเมืองเชียงใหม่ลอยมาโอบล้อมบ้านเรือนผู้คนแทนที่แสงเรื่อแดงของอาทิตย์ที่กำลังอัสดง มันขนาบมาทั้งเหนือและใต้ด้วยแรงส่งของลมพายุต้นเดือนพฤษภาคม

ดอกราตรีแห่งเมืองลานนาเพิ่งจะเริ่มชูช่อ การพะเยิบพะยาบของร้านค้าชั่วคราวที่หลังคามุมด้วยพลาสติกถูกแรงลมรุกกระหน่ำเข้ามาจนมิอาจจะทำอะไรได้ นอกจากการระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดกับสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของตน !!!!

       



ถนนคนเดินในวันอาทิตย์ (Sunday Walking Street) จัดทุกคืนวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00 23.00 นาฬิกา โดยใช้พื้นผิวและทางเท้าของถนนราชดำเนินตลอดทั้งสาย เป็นที่วางสินค้าเพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

        สินค้าส่วนใหญ่เป็นสิ่งของอุปโภคบริโภค จำพวกเสื้อผ้า เครื่องนุ่ง
ห่มอาหารการกิน สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับตกแต่ง ของชำร่วย 
ของเล่น การแสดง งานบริการ ไม่เว้นแม้งานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ


        งานศิลปะดนตรีมีให้เห็น ให้ได้ยินได้ฟังกันตั้งแต่ปากทางเข้า เริ่มด้วยวงดนตรีคนพิการสายตาในชุดสีขาว 4 คนนั่งเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งบรรเลงเพลงในแนวเพลงเพื่อชีวิต เพลงในจังหวะสามช่า ฟังแล้วสนุกสนาน เร้าใจ  จนสามารถตรึงอารมณ์ของผู้ฟังให้ปักหลักปักฐาน ไม่อยากปลีกตัวไปไหน


        เดินลึกเข้าไปซ้ายก็ฝรั่ง ขวาก็ฝรั่ง แต่วงดนตรีพื้นบ้านแบบสะล้อ ซอ ซึงที่บรรเลงเพลงแนวพื้นเมือง ก็สะกดอารมณ์ของคนฟังให้ม่วนอก ม่วนใจได้ไม่แพ้  Hotel California ของ The Eagles และยิ่งเดินลึกเข้าไปอีกก็จะพบว่า งานศิลปะในดนตรีมีให้เห็นเป็นระยะ ๆ มีทั้งที่บรรเลงเดี่ยวและแสดงเป็นหมู่คณะ



                                                              "วงดนตรีผู้สูงอายุ"



                                            "เดี่ยวไวโอลิน"

        ที่น่าสนใจสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศในคืนนั้น เป็นวงดนตรีที่ทำการแสดงกลางสี่แยกระหว่างถนนราชดำเนินและถนนพระปกเกล้าคือวง TUKU Didgeridoo Band ด้วยสไตล์และเครื่องดนตรีที่แปลกแตกต่างที่เรียกว่า ดิเจอริดู ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของเผ่า
อะบอริจิ้นของออสเตรเลีย ทำมาจากท่อนไม้ที่ถูกปลวกกิน มีรูตรงกลาง เป็นเครื่องดนตรีที่มีมานานกว่า 1,500 ปี ผู้เล่นเป็นชาวไทยเป็นส่วนใหญ่มี Jo, Jack, Nong, Alex, Bank, Jame, Pongg และ Pod เป็นครั้งแรกของผมที่มีโอกาสได้ชมอย่างเต็มตา



                      "วง TUKU กับอัลบั้ม Colors of Life"
                                      
          วงมีผลงานเป็นอัลบั้มของตนเอง ประกอบด้วยเพลง Acrylic, 
Don’t cry Stone, DÉJÀ VU, Oasis, 49 และ Can Jump

          อัลบั้มเพลงที่บันทึกเป็นแผ่นซีดีแผ่นละ 100 บาทของพวกเขาเป็น มูลค่าของงานศิลปะที่แลกแปลี่ยนเป็นเงินตราเพื่อความอยู่รอด แต่มูลค่าทางจิตวิญญาณมิอาจประเมินค่าได้ เสียงปรบมือต่างหากคือ มูลค่าที่แท้จริง

        นอกจากนี้ที่กล่าวมาแล้ว งานศิลปะที่มีให้เห็นสลับกับงานดนตรีไปตลอดเส้นทางก็คือ งานศิลปะบนแผ่นกระดาษ ภาพวาด ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพแกะสลักบนแผ่นหนัง แผ่นกระดานไม้ แผ่นโลหะ เครื่องเงิน ภาพพิมพ์บนเครื่องแก้ว บนแผ่นกระเบื้อง เครื่องปั้นดินเผา งานจักสาน ไม่เว้นแม้แต่บนร่างกายของคน


        งานศิลปะที่ได้รับความสนใจจากคนเดินตลาดมากก็คือ งานเขียนภาพเหมือนของคนที่แสดงสด ๆ ประเภทรอรับได้เลย ซึ่งมีไม่มากรายนัก


                          "ศิลปะการวาดภาพเหมือน"

        ผมเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ แบบเพลิดเพลินใจ บนถนนที่เดินผ่าน 
พื้นที่ทุกตารางนิ้วถูกจับจองเป็นร้านค้าขายไปหมดสิ้น แม้แต่
ในลานวัดทุกวัดริมถนนราชดำเนินก็อัดแน่นไปด้วยร้านขายของ


                                       "ศิลปะเป็นสินทรัพย์"

        แน่นอนว่า เรายังจะได้เห็นงานศิลปะปรากฏอยู่ในทุกที่ เช่น ศิลปะบนเสื้อผ้าไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด ชุดลำลอง  ในหลากหลายรูปแบบ ความสวยงามของงานศิลปะเหล่านี้มีส่วนในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างอดใจไม่ไหว ต้องแวะเข้าไปเลือกซื้อเลือกช็อปกันไม่ขาดสาย


                                         "ศิลปะบนแผ่นไม้"

        ความซาบซึ้งใจรั้งตัวผมไปไกลถึงสี่แยกสถานีตำรวจ อีกเพียง
หนึ่งช่วงตึกก็จะสุดสายถนนราชดำเนิน มองไปข้างหน้ายังเห็นคนเดินขวักไข่วไปมาแต่ผมต้องย้อนกลับหลัง ด้วยเหตุพลัดหลงกับคณะ เสียงโทรศัพท์จากต้นทางปลุกให้ผมกลับมาหาตนเองอีกครั้งหนึ่ง 

        ฟ้าและลมเมื่อตอนหัวค่ำทำเอาผู้คนรวนเร นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทะลักออกไปจากตลาดคนเดิน เพราะกลัวฝนและลม ในสถานการณ์อย่างนี้เป็นวิกฤติของคนทำมาหากินกลางแจ้ง คนค้าขายจึงลังเลใจหันซ้ายหันขวา จะเอาอย่างไรดี ฝนกำลังจะมา !!!



          ร้านค้าจำนวนหนึ่งที่ทนความเสี่ยงไม่ไหว ได้เก็บข้าวของลงกล่องเรียบร้อยแล้ว แต่กลุ่มวงดนตรีคนพิการสายตายังคงอยู่ พวกเขา
ยังตะเบ็งเสียงเป็นเพลงต้านกระแสลมต่อไปอีกหลายเพลง โดยไม่หนีไปไหน


                               "เสียงเพลงคนล่าฝันเกิดขึ้นที่นี่"

        จนพายุฝนแพ้พ่าย เมื่อฟ้าเปิด ลมฝนผ่านไป  ชีพจรบนถนนคนเดินกลับมาคึกคักอีกครั้ง จนถึงเวลา 23.00 น.

       "โห...ตอนฝนหยุดใหม่ ๆ ร้านส่วนใหญ่ยังตั้งไม่ทัน ผมอย่างขายดีเลย" เสียงของหนุ่มนายหนึ่งเล่าให้เพื่อนฟัง ถึงผลของการยืนหยัด
ต่อสู้กับสถานการณ์ที่สุมเสี่ยงจากลมพายุตอนหัวค่ำ

        "............" เพื่อนพยักหน้ารับรู้ 

      ขณะเดียวกันเสียงเพลงในจังหวะ ช่าแว่วผ่านประตูท่าแพมาอย่างเร้าใจ

        แสงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า
        มีเวลาให้คนเราอีกมากมาย
        พาชีวิตก้าวไปสู่ยังจุดหมาย
        ถึงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายก็น่าลอง.........


        มันเป็นภาพศิลปะการดำเนินชีวิตของคนในสวนศิลป์ !!!!

       
       

       
       


วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วิ่งวนเวียนที่เชียงใหม่ (Solo Runner : Living in The Moment)



                                                                      สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน


        วันที่10 พฤษภาคม 2560

        ลงทะเบียนเข้าร่วมรายการวิ่งสมาธิไว้ ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

        แต่กลับได้วิ่งวนเวียนที่เมืองเชียงใหม่ !!!

        “ระยะทางราว 5-6 กิโลเมตรครับ” พนักงานขับรถตู้ที่นำพวกเราเที่ยวรอบเมืองเชียงใหม่ประมาณการระยะทางรอบคูเมืองเก่า 700 ปีให้คำตอบถึงความอยากรู้ของผม

        “พรุ่งนี้ผมจะวิ่งรอบคูเมืองสักรอบ” ผมบอกความประสงค์แก่เขาในระหว่างที่นำพวกเราไปส่งที่พักในเย็นก่อนวันวิสาขบูชาปีนี้

          “โอ๊ว !!!!” พนักงานขับรถอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจก่อนที่จะกล่าวเสริมว่า

        “ก็เห็นพวกฝรั่งเค้าวิ่งกันอยู่นะครับ”

        เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น....ผมออกวิ่งเบา ๆ เป็นการอุ่นเครืองจากที่พักไปยังแจ่งศรีภูมิ (แจ่งแปลว่ามุม) อันเป็นจุดเริ่มต้นบนคันคูด้านทิศตะวันออกของเมืองเก่า ซึ่งมีระยะทางประมาณ 50 เมตร


        หน้าที่พักกลุ่มรถแท็กซี่สีแดงนับสิบคัน กำลังจอดเรียงรายต่อคิวกันยาวเหยียด รถคันแรกกำลังรอสัญญาณปล่อยตัวจากนายท่าในเวลา 6.00 น.


                                     "แจ่งศรีภูมิ"
   
        ผมวิ่งข้ามถนนมาถึงคันคูหน้าแจ่งศรีภูมิ แสงไฟสีเหลืองนวลจากสปอร์ตไลท์ยังสาดส่องจับผนังกำแพง แม้ท้องฟ้าจะสว่างจนมองเห็นทางชัดเจนแล้ว เช่นเดียวกับดอกดวงไฟบนเสาไฟฟ้าริมถนนยังเปล่งแสงอย่างซื่อตรงต่อหน้าที่ ทั้งที่มันยืนขับความมืดมาแล้วตลอดทั้งคืน

        เท้าสองข้างของผมดูขึงขังจริงจังมากขึ้นกับการวิ่งสลับซ้าย-ขวา ซ้าย ซ้าย – ขวา - ซ้าย อย่างเป็นจังหวะต่อเนื่อง โดยมีทิศตะวันตกเป็นเป้าหมาย ด้านในของคันคูซึ่งพัฒนาเป็นทางเท้าถูกขนาบข้างด้วยคลองน้ำ ส่วนด้านนอกเป็นถนนสำหรับยวดยานที่วิ่งได้ทางเดียว (One way) รอบคูเมืองทั้งสี่ด้าน


                              "บนลู่วิ่งยังพอมีเพื่อน"

        เช้าวันนี้ถนนยังดูว่าง บางเบารถรา นกน้อยบินโฉบเฉี่ยวผิวน้ำ ที่พลิ้วไหวด้วยสายลมแผ่ว อากาศเย็นสบายจนสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เนื้อตัวผมยังแห้งผาก แม้จะวิ่งมาได้หลายสิบเมตรแล้ว

        ถึงหน้าประตูช้างเผือก อันรัชสมัยพญามังราย (พ.ศ. 1819) ถือเป็นด้านหัวเมืองเชียงใหม่ ขณะนี้ บนพื้นลาน นกพิราบกำลังจับกลุ่มสนทนาถึงการดำเนินชีวิตในช่วงวันต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร

        มองข้ามถนนไปยังริมฝั่งตรงกันข้าม เป็นชุมชนคนเมือง เสียงเพลงจากสาวน้อยวณิพกผู้พิการสายตา ออดอ้อนผ่านเครื่องขยายเสียง แว่วมาจากท้ายตลาดที่ชื่อว่า ช้างเผือก ฟังดูน่าสงสารจับใจ


                "พระภิกษุออกบิณฑบาตรที่ตลาดช้างเผิอก"

        บนถนนที่่ว่างยวดยาน พระภิกษุสามเณร เดินดุ่ม ๆ ผ่านผู้คนที่มาจับจ่ายกันแต่เช้า สาธุชนหลายคน ได้โอกาสใส่บาตร ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับกันที่นี ที่ที่ริมทางเท้าอัดแน่นไปด้วยพ่อค้าแม่ขายเป็นแถวยาวเหยียดตั้งแต่หัวตลาดไปจนถึงท้ายตลาด

        ผมวิ่งเลยประตูช้างเผือกไปบนคันคูที่ขนาบข้างด้วยถนนรอบเมือง จนไปถึงแจ่งหัวลิน อันเป็นมุมเมืองด้านทิศตะวันตก หัวลินหมายถึงจุดเริ่มต้นของการรับน้ำด้วยการผ่านรางน้ำ (ลิน) ในอดีตมุม (แจ่ง) กำแพงเมืองนี้รับน้ำจากห้วยแก้ว เพื่อนำนำ้เข้ามาใช้ในเมือง จึงเรียกว่า แจ่งหัวลิน ความที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการรับน้ำจากห้วย สีของน้ำบริเวณรอบ ๆแจ่งหัวลินจึงขุ่นข้นเป็นสีแดงแตกต่างจากบริเวณอื่น ๆ ของคูคลอง อย่างเห็นได้ชัด


                              "น้ำขุ่นข้นที่แจ่งหัวลิน"

        ริมฝั่งคูเมืองด้านทิศตะวันตกในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม ร้านกาแฟสมัยใหม่ คลินิกทำฟัน ต่อเนื่องกันไปเป็นแนวจรดด้านทิศใต้

        ผมวิ่งตามคูเมืองจากแจ่งศรีภูมิมาจนถึงแจ่งหัวลิน ระยะทางเลยหลักกิโลเมตรมาได้ไกลโขแล้ว มีนักวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าวิ่งสวนทางกับผมไปไม่ถึงสิบคน และเมื่อถึงหน้าประตูสวนดอก ความขุ่นของน้ำจากแจ่งหัวลินก็เปลี่ยนไปเป็นน้ำที่ค่อนข้างใสสะอาด

        ริมถนนด้านหน้าประตูสวนดอกมีสถานที่สำคัญ ๆ หลายแห่ง เช่น วัดปันเสา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอสมุดแห่งชาติเชียงใหม่ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ โรงเรียนสอนคนตาบอด เป็นต้น

        ถึงตรงนี้ ผมรู้สึกมีเหงื่อมาระคายแผ่นหลังบ้างแล้ว ความโปร่งเบาของเสื้อที่สวมใส่ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เหงื่อเกาะผิวกายน้อยลง แม้จะวิ่งทำเวลามาเกินกว่า 30 นาทีแล้ว ความเปียกชื้นเพิ่่งจะมาชุ่มตัว


                        "แจ่งกู่เฮืองมีน้ำคลองใสสะอาด"

        คูเมืองเลียบคลองด้านทิศตะวันตก มาสิ้นสุดที่แจ่งกู่เฮือง อันเป็นที่บรรจุอัฐิของหมื่นเรือง ซึ่งเป็นผู้คุมขุนเครือ โอรสของพญามังรายไว้ในเรือนขังที่บ้านของหมื่นเรือง นำ้ในคูคลองบริเวณนี้ยังดูใสสะอาด ริมทางเท้านอกจากต้นไม้ที่ปลูกให้ร่มเงาเป็นแนวมาตลอดทางแล้ว บริเวณนี้ยังปลูกต้นพุทธรักษาที่ให้ดอกสวยงามประดับคูเมืองไว้อีกด้วย

        ผมวิ่งอ้อมแจ่งกู่เฮืองไปตามคันคูที่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก แสงแดดเริ่มทอดเงาต้นไม้ให้เห็นพอเลือนราง บนถนนรถราเริ่มแผดเสียงหนาแน่น นำ้ในคูคลองด้านนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม บ่งบอกถึงอาการเน่าเหม็น ยาวไปจนถึงประตูแสนปรุง อันเป็นเส้นทางเคลื่อนศพจากตัวเมืองไปยังสุสานในสมัยปางบรรพ์


                               "น้ำสีเขียวในคูคลอง"

        เม็ดเหงื่อบนแผ่นหลังของผมผุดพราย รู้สึกได้ถึงกลไกในร่างกายได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่ คะเนเวลาคงได้ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วสำหรับการสับเท้า ซ้าย – ขวา – ซ้าย ซ้าย – ขวา – ซ้าย สลับกันไปมาไม่เคยหยุด ตั้งแต่บริเวณหน้าที่พักมาจนถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักวิ่งที่วิ่งสวนทางกันมาตั้งแต่ประตูช้างเผือก ได้มีโอกาสส่งยิ้มให้กันอีกครั้ง  

        ริมถนนด้านทิศใต้ มีโรงพยาบาลสวนปรุง เป็นหลักใหญ่ นอกนั้นจะเป็นอาคารบ้านเรือนของผู้คนที่ประกอบกิจการด้านที่อยู่อาศัย ร้านอาหาร ร้านค้า ขอบคูเมืองด้านใน มีสถานีรถดับเพลิงของเทศบาล ศูนย์แพทย์แผนไทย เป็นต้น

        ถึงประตูเชียงใหม่ แสงแดดแผดจ้า จนมองเห็นตัวหนังสือบนแผ่นหินอ่อนหน้าประตูอย่างชัดเจน ประตูเชียงใหม่สร้างในรัชสมัยพญามังราย ในแรกตั้งเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1819 เดิมใช้เป็นเส้นทางไปสู่เมืองลำพูน


        เช้านี้ ที่ลานหน้าประตูเมือง ร้านรวงตลาดกลางแจ้งได้จัดข้าวของจนเริ่มเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว พร้อมที่จะให้บริการ เวลาเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวประปรายเดินกินลมชมตลาดรับอรุณอย่างมีความสุข ลึกเข้าไปด้านในของถนนฝั่งเหนือ เป็นตลาดประตูเชียงใหม่ แต่ดูเหมือนได้ซ่อนความเคลื่อนไหวของผู้คนไว้ เกินกว่าที่สายตาจะล้วงลึกให้ประจักษ์ในคำอธิบาย พอ ๆ กับอีกด้านหนึ่งของถนนฝั่งตรงข้าม องค์เจดีย์อันโดดเดี่ยวแทรกตัวอยู่ในอาคารบ้านเรือนของผู้คนได้อย่างน่าฉงนสนเท่ห์


                           "เจดีย์ที่อยู่ปะปนบ้านเรือน"

        ไม่รู้ว่า ผมเพลิดเพลินอยู่กับทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่ในยาม
เช้าหรือเพราะจ่อมจมอยู่กับการวิ่งอย่างมีสมาธิ ร่างอันชุ่มเหงื่อได้เคลื่อนตัวมาถึงแจ่งก๊ะต๊ำโดยไม่รู้ตัว

        
                                     "แจ่งก๊ะตำ๊"

        แจ่งก๊ะตำ๊ เป็นมุมเมืองสุดท้ายด้านทิศตะวันออกที่เชื่อมต่อกับแจ่งศรีภูมิอันเป็นจุดเริ่มต้นในการวิ่งของผมในเช้าวิสาขะนี้

        คำว่า ก๊ะตำ๊ คือ เครื่องดักสัตว์ชนิดหนึ่งในอดีต บริเวณมุม (แจ่ง)กำแพงเมืองด้านในเป็นที่ลุ่มมีคลองส่งน้ำ จากแจ่งหัวลินมาสิ้นสุดที่นี่ จึงมีสภาพเป็นหนองน้ำ และมีปลาชุกชุม ชาวบ้านใช้ก๊ะตำ๊จับปลา มุมกำแพงเมืองนี้จึงชื่อว่า แจ่งก๊ะตำ๊

        รองเท้าผ้าใบสองข้าง นำผมไปตามบาทวิถีจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ มันเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย บนฝั่งถนนด้านทิศตะวันออกดูเหมือนว่าความหนาแน่นของธุรกิจจะดำเนินไปตลอดเส้นทาง ร้านอาหาร คลับบาร์ บริการรถเช่า ที่พัก โดยมีวัดและโรงเรียนแทรกตัวอยู่เป็นระยะ ๆ

        ระหว่างทางผมวิ่งผ่านรถส้วมสาธารณะซึ่งจอดอยู่ใกล้ประตูท่าแพย่านที่นักท่องเที่ยวไม่เคยพลาดที่จะไปชมและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ประตูท่าแพเดิมชื่อ ประตูเชียงเรือกเพราะอยู่ใกล้หมู่บ้านเชียงเรือก สร้างในสมัยพญามังราย เมื่อแรกตั้งเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1819 ในอดีตประตูท่าแพเป็นชื่อของประตูเมืองชั้นนอกประตูหนึ่งซึ่งตั้งอยู่แนวกำแพงดินหน้าวัดแสนฝาง


                                    "ประตูท่าแพ"

        ขณะนี้ยังเช้าเกินไปที่จะคลาคล่ำด้วยผู้คน มีเพียงพิราบ 5 – 6 ตัวรอรับเหยื่อบนลานกำแพง ใกล้กันมีเจ้าหน้าที่เทศบาลและคนงานเก็บกวาดขยะ ถือเครื่องมือสอดส่ายสายตามองหาเหยื่ออย่างช่ำชองอยู่ 2 – 3 คน

        ประตูท่าแพ ไม่ใช่เป้าหมายในการวิ่งของผม มันจึงเป็นเพียงทางผ่านให้ผมสะสมความสำเร็จไปสู่เป้าหมายใหญ่คือ เส้นชัยที่แจ่งศรีภูมิอันเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น

        และแล้วผมก็ทำได้
        ผมเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1.10  ชั่วโมง !!!!

        ทั้งที่ผม...ลงทะเบียนเข้าร่วมรายการวิ่งสมาธิไว้ ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรุงเทพฯ... แต่กลับได้วิ่งวนเวียนที่เมืองเชียงใหม่

        มันเป็นอาการของคนต้องมนต์เสน่ห์ของเมืองลานนา จนต้องหักดิบยอมตัดใจจากรายการใหญ่ !!!!!