วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สวนศิลป์ค้า (Not just walking street but beyond)



                                                                   สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน


        โอ้ชีวิตมีอะไรตั้งเยอะแยะ
        มีเกิดแก่เจ็บตายคล้าย ๆ กัน
        แต่สิ่งที่มีไม่เหมือนคือความฝัน
        อยู่ที่ใครจะล่ามันให้อยู่มือ....

        เสียงเพลงคนล่าฝันของคาราบาวถูกเค้นออกมาจากจิตวิญญาณของวงดนตรีคนพิการสายตา ที่นั่งเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งปากทางเข้าถนนราชดำเนิน ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ แถวของพวกเขาแบ่งถนนให้แยกออกเป็นทางเดิน 2 ฝั่ง

ใกล้กัน ร้านค้าบนทางเท้าที่เพิ่งจัดข้าวของเสร็จหมาด ๆ มีท่าทีลังเลใจ กล้า ๆ กลัว ๆ ต่อสถานการณ์ของดินฟ้าอากาศในขณะนั้น

        ท้องฟ้ามืดดำเหนือเมืองเชียงใหม่ลอยมาโอบล้อมบ้านเรือนผู้คนแทนที่แสงเรื่อแดงของอาทิตย์ที่กำลังอัสดง มันขนาบมาทั้งเหนือและใต้ด้วยแรงส่งของลมพายุต้นเดือนพฤษภาคม

ดอกราตรีแห่งเมืองลานนาเพิ่งจะเริ่มชูช่อ การพะเยิบพะยาบของร้านค้าชั่วคราวที่หลังคามุมด้วยพลาสติกถูกแรงลมรุกกระหน่ำเข้ามาจนมิอาจจะทำอะไรได้ นอกจากการระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดกับสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของตน !!!!

       



ถนนคนเดินในวันอาทิตย์ (Sunday Walking Street) จัดทุกคืนวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00 23.00 นาฬิกา โดยใช้พื้นผิวและทางเท้าของถนนราชดำเนินตลอดทั้งสาย เป็นที่วางสินค้าเพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

        สินค้าส่วนใหญ่เป็นสิ่งของอุปโภคบริโภค จำพวกเสื้อผ้า เครื่องนุ่ง
ห่มอาหารการกิน สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับตกแต่ง ของชำร่วย 
ของเล่น การแสดง งานบริการ ไม่เว้นแม้งานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ


        งานศิลปะดนตรีมีให้เห็น ให้ได้ยินได้ฟังกันตั้งแต่ปากทางเข้า เริ่มด้วยวงดนตรีคนพิการสายตาในชุดสีขาว 4 คนนั่งเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งบรรเลงเพลงในแนวเพลงเพื่อชีวิต เพลงในจังหวะสามช่า ฟังแล้วสนุกสนาน เร้าใจ  จนสามารถตรึงอารมณ์ของผู้ฟังให้ปักหลักปักฐาน ไม่อยากปลีกตัวไปไหน


        เดินลึกเข้าไปซ้ายก็ฝรั่ง ขวาก็ฝรั่ง แต่วงดนตรีพื้นบ้านแบบสะล้อ ซอ ซึงที่บรรเลงเพลงแนวพื้นเมือง ก็สะกดอารมณ์ของคนฟังให้ม่วนอก ม่วนใจได้ไม่แพ้  Hotel California ของ The Eagles และยิ่งเดินลึกเข้าไปอีกก็จะพบว่า งานศิลปะในดนตรีมีให้เห็นเป็นระยะ ๆ มีทั้งที่บรรเลงเดี่ยวและแสดงเป็นหมู่คณะ



                                                              "วงดนตรีผู้สูงอายุ"



                                            "เดี่ยวไวโอลิน"

        ที่น่าสนใจสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศในคืนนั้น เป็นวงดนตรีที่ทำการแสดงกลางสี่แยกระหว่างถนนราชดำเนินและถนนพระปกเกล้าคือวง TUKU Didgeridoo Band ด้วยสไตล์และเครื่องดนตรีที่แปลกแตกต่างที่เรียกว่า ดิเจอริดู ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของเผ่า
อะบอริจิ้นของออสเตรเลีย ทำมาจากท่อนไม้ที่ถูกปลวกกิน มีรูตรงกลาง เป็นเครื่องดนตรีที่มีมานานกว่า 1,500 ปี ผู้เล่นเป็นชาวไทยเป็นส่วนใหญ่มี Jo, Jack, Nong, Alex, Bank, Jame, Pongg และ Pod เป็นครั้งแรกของผมที่มีโอกาสได้ชมอย่างเต็มตา



                      "วง TUKU กับอัลบั้ม Colors of Life"
                                      
          วงมีผลงานเป็นอัลบั้มของตนเอง ประกอบด้วยเพลง Acrylic, 
Don’t cry Stone, DÉJÀ VU, Oasis, 49 และ Can Jump

          อัลบั้มเพลงที่บันทึกเป็นแผ่นซีดีแผ่นละ 100 บาทของพวกเขาเป็น มูลค่าของงานศิลปะที่แลกแปลี่ยนเป็นเงินตราเพื่อความอยู่รอด แต่มูลค่าทางจิตวิญญาณมิอาจประเมินค่าได้ เสียงปรบมือต่างหากคือ มูลค่าที่แท้จริง

        นอกจากนี้ที่กล่าวมาแล้ว งานศิลปะที่มีให้เห็นสลับกับงานดนตรีไปตลอดเส้นทางก็คือ งานศิลปะบนแผ่นกระดาษ ภาพวาด ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพแกะสลักบนแผ่นหนัง แผ่นกระดานไม้ แผ่นโลหะ เครื่องเงิน ภาพพิมพ์บนเครื่องแก้ว บนแผ่นกระเบื้อง เครื่องปั้นดินเผา งานจักสาน ไม่เว้นแม้แต่บนร่างกายของคน


        งานศิลปะที่ได้รับความสนใจจากคนเดินตลาดมากก็คือ งานเขียนภาพเหมือนของคนที่แสดงสด ๆ ประเภทรอรับได้เลย ซึ่งมีไม่มากรายนัก


                          "ศิลปะการวาดภาพเหมือน"

        ผมเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ แบบเพลิดเพลินใจ บนถนนที่เดินผ่าน 
พื้นที่ทุกตารางนิ้วถูกจับจองเป็นร้านค้าขายไปหมดสิ้น แม้แต่
ในลานวัดทุกวัดริมถนนราชดำเนินก็อัดแน่นไปด้วยร้านขายของ


                                       "ศิลปะเป็นสินทรัพย์"

        แน่นอนว่า เรายังจะได้เห็นงานศิลปะปรากฏอยู่ในทุกที่ เช่น ศิลปะบนเสื้อผ้าไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด ชุดลำลอง  ในหลากหลายรูปแบบ ความสวยงามของงานศิลปะเหล่านี้มีส่วนในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างอดใจไม่ไหว ต้องแวะเข้าไปเลือกซื้อเลือกช็อปกันไม่ขาดสาย


                                         "ศิลปะบนแผ่นไม้"

        ความซาบซึ้งใจรั้งตัวผมไปไกลถึงสี่แยกสถานีตำรวจ อีกเพียง
หนึ่งช่วงตึกก็จะสุดสายถนนราชดำเนิน มองไปข้างหน้ายังเห็นคนเดินขวักไข่วไปมาแต่ผมต้องย้อนกลับหลัง ด้วยเหตุพลัดหลงกับคณะ เสียงโทรศัพท์จากต้นทางปลุกให้ผมกลับมาหาตนเองอีกครั้งหนึ่ง 

        ฟ้าและลมเมื่อตอนหัวค่ำทำเอาผู้คนรวนเร นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ทะลักออกไปจากตลาดคนเดิน เพราะกลัวฝนและลม ในสถานการณ์อย่างนี้เป็นวิกฤติของคนทำมาหากินกลางแจ้ง คนค้าขายจึงลังเลใจหันซ้ายหันขวา จะเอาอย่างไรดี ฝนกำลังจะมา !!!



          ร้านค้าจำนวนหนึ่งที่ทนความเสี่ยงไม่ไหว ได้เก็บข้าวของลงกล่องเรียบร้อยแล้ว แต่กลุ่มวงดนตรีคนพิการสายตายังคงอยู่ พวกเขา
ยังตะเบ็งเสียงเป็นเพลงต้านกระแสลมต่อไปอีกหลายเพลง โดยไม่หนีไปไหน


                               "เสียงเพลงคนล่าฝันเกิดขึ้นที่นี่"

        จนพายุฝนแพ้พ่าย เมื่อฟ้าเปิด ลมฝนผ่านไป  ชีพจรบนถนนคนเดินกลับมาคึกคักอีกครั้ง จนถึงเวลา 23.00 น.

       "โห...ตอนฝนหยุดใหม่ ๆ ร้านส่วนใหญ่ยังตั้งไม่ทัน ผมอย่างขายดีเลย" เสียงของหนุ่มนายหนึ่งเล่าให้เพื่อนฟัง ถึงผลของการยืนหยัด
ต่อสู้กับสถานการณ์ที่สุมเสี่ยงจากลมพายุตอนหัวค่ำ

        "............" เพื่อนพยักหน้ารับรู้ 

      ขณะเดียวกันเสียงเพลงในจังหวะ ช่าแว่วผ่านประตูท่าแพมาอย่างเร้าใจ

        แสงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า
        มีเวลาให้คนเราอีกมากมาย
        พาชีวิตก้าวไปสู่ยังจุดหมาย
        ถึงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายก็น่าลอง.........


        มันเป็นภาพศิลปะการดำเนินชีวิตของคนในสวนศิลป์ !!!!

       
       

       
       


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น