วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วิ่งวนเวียนที่เชียงใหม่ (Solo Runner : Living in The Moment)



                                                                      สุริยา เผือกพันธ์ : เขียน


        วันที่10 พฤษภาคม 2560

        ลงทะเบียนเข้าร่วมรายการวิ่งสมาธิไว้ ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

        แต่กลับได้วิ่งวนเวียนที่เมืองเชียงใหม่ !!!

        “ระยะทางราว 5-6 กิโลเมตรครับ” พนักงานขับรถตู้ที่นำพวกเราเที่ยวรอบเมืองเชียงใหม่ประมาณการระยะทางรอบคูเมืองเก่า 700 ปีให้คำตอบถึงความอยากรู้ของผม

        “พรุ่งนี้ผมจะวิ่งรอบคูเมืองสักรอบ” ผมบอกความประสงค์แก่เขาในระหว่างที่นำพวกเราไปส่งที่พักในเย็นก่อนวันวิสาขบูชาปีนี้

          “โอ๊ว !!!!” พนักงานขับรถอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจก่อนที่จะกล่าวเสริมว่า

        “ก็เห็นพวกฝรั่งเค้าวิ่งกันอยู่นะครับ”

        เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น....ผมออกวิ่งเบา ๆ เป็นการอุ่นเครืองจากที่พักไปยังแจ่งศรีภูมิ (แจ่งแปลว่ามุม) อันเป็นจุดเริ่มต้นบนคันคูด้านทิศตะวันออกของเมืองเก่า ซึ่งมีระยะทางประมาณ 50 เมตร


        หน้าที่พักกลุ่มรถแท็กซี่สีแดงนับสิบคัน กำลังจอดเรียงรายต่อคิวกันยาวเหยียด รถคันแรกกำลังรอสัญญาณปล่อยตัวจากนายท่าในเวลา 6.00 น.


                                     "แจ่งศรีภูมิ"
   
        ผมวิ่งข้ามถนนมาถึงคันคูหน้าแจ่งศรีภูมิ แสงไฟสีเหลืองนวลจากสปอร์ตไลท์ยังสาดส่องจับผนังกำแพง แม้ท้องฟ้าจะสว่างจนมองเห็นทางชัดเจนแล้ว เช่นเดียวกับดอกดวงไฟบนเสาไฟฟ้าริมถนนยังเปล่งแสงอย่างซื่อตรงต่อหน้าที่ ทั้งที่มันยืนขับความมืดมาแล้วตลอดทั้งคืน

        เท้าสองข้างของผมดูขึงขังจริงจังมากขึ้นกับการวิ่งสลับซ้าย-ขวา ซ้าย ซ้าย – ขวา - ซ้าย อย่างเป็นจังหวะต่อเนื่อง โดยมีทิศตะวันตกเป็นเป้าหมาย ด้านในของคันคูซึ่งพัฒนาเป็นทางเท้าถูกขนาบข้างด้วยคลองน้ำ ส่วนด้านนอกเป็นถนนสำหรับยวดยานที่วิ่งได้ทางเดียว (One way) รอบคูเมืองทั้งสี่ด้าน


                              "บนลู่วิ่งยังพอมีเพื่อน"

        เช้าวันนี้ถนนยังดูว่าง บางเบารถรา นกน้อยบินโฉบเฉี่ยวผิวน้ำ ที่พลิ้วไหวด้วยสายลมแผ่ว อากาศเย็นสบายจนสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เนื้อตัวผมยังแห้งผาก แม้จะวิ่งมาได้หลายสิบเมตรแล้ว

        ถึงหน้าประตูช้างเผือก อันรัชสมัยพญามังราย (พ.ศ. 1819) ถือเป็นด้านหัวเมืองเชียงใหม่ ขณะนี้ บนพื้นลาน นกพิราบกำลังจับกลุ่มสนทนาถึงการดำเนินชีวิตในช่วงวันต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร

        มองข้ามถนนไปยังริมฝั่งตรงกันข้าม เป็นชุมชนคนเมือง เสียงเพลงจากสาวน้อยวณิพกผู้พิการสายตา ออดอ้อนผ่านเครื่องขยายเสียง แว่วมาจากท้ายตลาดที่ชื่อว่า ช้างเผือก ฟังดูน่าสงสารจับใจ


                "พระภิกษุออกบิณฑบาตรที่ตลาดช้างเผิอก"

        บนถนนที่่ว่างยวดยาน พระภิกษุสามเณร เดินดุ่ม ๆ ผ่านผู้คนที่มาจับจ่ายกันแต่เช้า สาธุชนหลายคน ได้โอกาสใส่บาตร ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับกันที่นี ที่ที่ริมทางเท้าอัดแน่นไปด้วยพ่อค้าแม่ขายเป็นแถวยาวเหยียดตั้งแต่หัวตลาดไปจนถึงท้ายตลาด

        ผมวิ่งเลยประตูช้างเผือกไปบนคันคูที่ขนาบข้างด้วยถนนรอบเมือง จนไปถึงแจ่งหัวลิน อันเป็นมุมเมืองด้านทิศตะวันตก หัวลินหมายถึงจุดเริ่มต้นของการรับน้ำด้วยการผ่านรางน้ำ (ลิน) ในอดีตมุม (แจ่ง) กำแพงเมืองนี้รับน้ำจากห้วยแก้ว เพื่อนำนำ้เข้ามาใช้ในเมือง จึงเรียกว่า แจ่งหัวลิน ความที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการรับน้ำจากห้วย สีของน้ำบริเวณรอบ ๆแจ่งหัวลินจึงขุ่นข้นเป็นสีแดงแตกต่างจากบริเวณอื่น ๆ ของคูคลอง อย่างเห็นได้ชัด


                              "น้ำขุ่นข้นที่แจ่งหัวลิน"

        ริมฝั่งคูเมืองด้านทิศตะวันตกในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม ร้านกาแฟสมัยใหม่ คลินิกทำฟัน ต่อเนื่องกันไปเป็นแนวจรดด้านทิศใต้

        ผมวิ่งตามคูเมืองจากแจ่งศรีภูมิมาจนถึงแจ่งหัวลิน ระยะทางเลยหลักกิโลเมตรมาได้ไกลโขแล้ว มีนักวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าวิ่งสวนทางกับผมไปไม่ถึงสิบคน และเมื่อถึงหน้าประตูสวนดอก ความขุ่นของน้ำจากแจ่งหัวลินก็เปลี่ยนไปเป็นน้ำที่ค่อนข้างใสสะอาด

        ริมถนนด้านหน้าประตูสวนดอกมีสถานที่สำคัญ ๆ หลายแห่ง เช่น วัดปันเสา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอสมุดแห่งชาติเชียงใหม่ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ โรงเรียนสอนคนตาบอด เป็นต้น

        ถึงตรงนี้ ผมรู้สึกมีเหงื่อมาระคายแผ่นหลังบ้างแล้ว ความโปร่งเบาของเสื้อที่สวมใส่ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เหงื่อเกาะผิวกายน้อยลง แม้จะวิ่งทำเวลามาเกินกว่า 30 นาทีแล้ว ความเปียกชื้นเพิ่่งจะมาชุ่มตัว


                        "แจ่งกู่เฮืองมีน้ำคลองใสสะอาด"

        คูเมืองเลียบคลองด้านทิศตะวันตก มาสิ้นสุดที่แจ่งกู่เฮือง อันเป็นที่บรรจุอัฐิของหมื่นเรือง ซึ่งเป็นผู้คุมขุนเครือ โอรสของพญามังรายไว้ในเรือนขังที่บ้านของหมื่นเรือง นำ้ในคูคลองบริเวณนี้ยังดูใสสะอาด ริมทางเท้านอกจากต้นไม้ที่ปลูกให้ร่มเงาเป็นแนวมาตลอดทางแล้ว บริเวณนี้ยังปลูกต้นพุทธรักษาที่ให้ดอกสวยงามประดับคูเมืองไว้อีกด้วย

        ผมวิ่งอ้อมแจ่งกู่เฮืองไปตามคันคูที่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก แสงแดดเริ่มทอดเงาต้นไม้ให้เห็นพอเลือนราง บนถนนรถราเริ่มแผดเสียงหนาแน่น นำ้ในคูคลองด้านนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม บ่งบอกถึงอาการเน่าเหม็น ยาวไปจนถึงประตูแสนปรุง อันเป็นเส้นทางเคลื่อนศพจากตัวเมืองไปยังสุสานในสมัยปางบรรพ์


                               "น้ำสีเขียวในคูคลอง"

        เม็ดเหงื่อบนแผ่นหลังของผมผุดพราย รู้สึกได้ถึงกลไกในร่างกายได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่ คะเนเวลาคงได้ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วสำหรับการสับเท้า ซ้าย – ขวา – ซ้าย ซ้าย – ขวา – ซ้าย สลับกันไปมาไม่เคยหยุด ตั้งแต่บริเวณหน้าที่พักมาจนถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักวิ่งที่วิ่งสวนทางกันมาตั้งแต่ประตูช้างเผือก ได้มีโอกาสส่งยิ้มให้กันอีกครั้ง  

        ริมถนนด้านทิศใต้ มีโรงพยาบาลสวนปรุง เป็นหลักใหญ่ นอกนั้นจะเป็นอาคารบ้านเรือนของผู้คนที่ประกอบกิจการด้านที่อยู่อาศัย ร้านอาหาร ร้านค้า ขอบคูเมืองด้านใน มีสถานีรถดับเพลิงของเทศบาล ศูนย์แพทย์แผนไทย เป็นต้น

        ถึงประตูเชียงใหม่ แสงแดดแผดจ้า จนมองเห็นตัวหนังสือบนแผ่นหินอ่อนหน้าประตูอย่างชัดเจน ประตูเชียงใหม่สร้างในรัชสมัยพญามังราย ในแรกตั้งเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1819 เดิมใช้เป็นเส้นทางไปสู่เมืองลำพูน


        เช้านี้ ที่ลานหน้าประตูเมือง ร้านรวงตลาดกลางแจ้งได้จัดข้าวของจนเริ่มเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว พร้อมที่จะให้บริการ เวลาเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวประปรายเดินกินลมชมตลาดรับอรุณอย่างมีความสุข ลึกเข้าไปด้านในของถนนฝั่งเหนือ เป็นตลาดประตูเชียงใหม่ แต่ดูเหมือนได้ซ่อนความเคลื่อนไหวของผู้คนไว้ เกินกว่าที่สายตาจะล้วงลึกให้ประจักษ์ในคำอธิบาย พอ ๆ กับอีกด้านหนึ่งของถนนฝั่งตรงข้าม องค์เจดีย์อันโดดเดี่ยวแทรกตัวอยู่ในอาคารบ้านเรือนของผู้คนได้อย่างน่าฉงนสนเท่ห์


                           "เจดีย์ที่อยู่ปะปนบ้านเรือน"

        ไม่รู้ว่า ผมเพลิดเพลินอยู่กับทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่ในยาม
เช้าหรือเพราะจ่อมจมอยู่กับการวิ่งอย่างมีสมาธิ ร่างอันชุ่มเหงื่อได้เคลื่อนตัวมาถึงแจ่งก๊ะต๊ำโดยไม่รู้ตัว

        
                                     "แจ่งก๊ะตำ๊"

        แจ่งก๊ะตำ๊ เป็นมุมเมืองสุดท้ายด้านทิศตะวันออกที่เชื่อมต่อกับแจ่งศรีภูมิอันเป็นจุดเริ่มต้นในการวิ่งของผมในเช้าวิสาขะนี้

        คำว่า ก๊ะตำ๊ คือ เครื่องดักสัตว์ชนิดหนึ่งในอดีต บริเวณมุม (แจ่ง)กำแพงเมืองด้านในเป็นที่ลุ่มมีคลองส่งน้ำ จากแจ่งหัวลินมาสิ้นสุดที่นี่ จึงมีสภาพเป็นหนองน้ำ และมีปลาชุกชุม ชาวบ้านใช้ก๊ะตำ๊จับปลา มุมกำแพงเมืองนี้จึงชื่อว่า แจ่งก๊ะตำ๊

        รองเท้าผ้าใบสองข้าง นำผมไปตามบาทวิถีจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ มันเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย บนฝั่งถนนด้านทิศตะวันออกดูเหมือนว่าความหนาแน่นของธุรกิจจะดำเนินไปตลอดเส้นทาง ร้านอาหาร คลับบาร์ บริการรถเช่า ที่พัก โดยมีวัดและโรงเรียนแทรกตัวอยู่เป็นระยะ ๆ

        ระหว่างทางผมวิ่งผ่านรถส้วมสาธารณะซึ่งจอดอยู่ใกล้ประตูท่าแพย่านที่นักท่องเที่ยวไม่เคยพลาดที่จะไปชมและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ประตูท่าแพเดิมชื่อ ประตูเชียงเรือกเพราะอยู่ใกล้หมู่บ้านเชียงเรือก สร้างในสมัยพญามังราย เมื่อแรกตั้งเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1819 ในอดีตประตูท่าแพเป็นชื่อของประตูเมืองชั้นนอกประตูหนึ่งซึ่งตั้งอยู่แนวกำแพงดินหน้าวัดแสนฝาง


                                    "ประตูท่าแพ"

        ขณะนี้ยังเช้าเกินไปที่จะคลาคล่ำด้วยผู้คน มีเพียงพิราบ 5 – 6 ตัวรอรับเหยื่อบนลานกำแพง ใกล้กันมีเจ้าหน้าที่เทศบาลและคนงานเก็บกวาดขยะ ถือเครื่องมือสอดส่ายสายตามองหาเหยื่ออย่างช่ำชองอยู่ 2 – 3 คน

        ประตูท่าแพ ไม่ใช่เป้าหมายในการวิ่งของผม มันจึงเป็นเพียงทางผ่านให้ผมสะสมความสำเร็จไปสู่เป้าหมายใหญ่คือ เส้นชัยที่แจ่งศรีภูมิอันเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น

        และแล้วผมก็ทำได้
        ผมเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1.10  ชั่วโมง !!!!

        ทั้งที่ผม...ลงทะเบียนเข้าร่วมรายการวิ่งสมาธิไว้ ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรุงเทพฯ... แต่กลับได้วิ่งวนเวียนที่เมืองเชียงใหม่

        มันเป็นอาการของคนต้องมนต์เสน่ห์ของเมืองลานนา จนต้องหักดิบยอมตัดใจจากรายการใหญ่ !!!!!


        

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น