วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

มหัศจรรย์กตัญญู (The Magical Power of Gratitude)


                       Learning English with Stories: DEEP ENGLISH
                                                        สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


          ยอร์ช มวินนียาอะ (George Mwinnyaaเป็นวัยรุ่นในประเทศกาน่า อาการป่วยหนักของเขาได้บรรเทาเบาบางลงอย่างชัดเจน หลังจากนำไก่ 3  ตัวไปเซ่นไหว้เจ้า และได้หายเป็นปกติอย่างปาฏิหาริย์ในที่สุด ปัจจุบันเขาเป็นนักศึกษาด้านสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins Universityเขาเองไม่คิดว่า การเซ่นไหว้เจ้าจะทำให้เขามีชีวิตรอด แต่คิดว่าที่เป็นเช่นนั้น เกิดจากการแสดงการขอบคุณของเขาต่างหาก


            เมื่อโตขึ้น พ่อของมวินนียาอะได้เซ่นไหว้เจ้าด้วยไก่ 3 ตัวทุก ๆ สัปดาห์ด้วยความเลื่อมใส มันเป็นวิธีการแสดงการขอบคุณต่อแม่น้ำ ภูเขา บรรพบุรุษและพระเจ้า เพื่อสุขภาพที่ดีของภรรยาทั้ง 7 คนและลูก ๆ อีก 32 คน

            การเซ่นไหว้ เป็นวิถีชีวิตของพวกเขา ผู้คนต่างเชื่อว่า หากเซ่นไหว้เจ้าไม่เพียงพอแล้ว สามารถนำความแห้งแล้ง โรคภัยไข้เจ็บและความตายมาสู่พวกเขาได้  มวินนียาอะจำได้ว่า ความเชื่อเหล่านี้ดูเหมือนเป็นสิ่งถูกต้อง เมื่อคนในครอบครัวได้นำไก่ไปเซ่นไหว้เจ้า ได้ทำให้อาการป่วยของพวกเขาหายเป็นปกติ ถ้าหากพวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่น่ากลัวจะเกิดขึ้น


            ในปีสุดท้ายของการเรียนชั้นมัธยมปลายของเขา มวินนียาอะมีอาการป่วยอย่างหนัก ร่างกาย ผ่ายผอม (In bad shape) จนไม่สามารถกินข้าวกินน้ำได้ ลุงของเขาต้องการหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จึงได้ขี่จักรยานเป็นเวลานานถึง  6 ชั่วโมงไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เพื่อไปหาหมอดู (An Oracle)  หมอดูบอกกับเขาว่า เจ้าแม่คงคา เจ้าป่าเจ้าเขา และบรรพบุรุษของเขามีความกริ้วโกรธ ด้วยว่า ตั้งแต่ได้เคยสวดมนต์ขอพรเพื่อปกป้องครอบครัวนั้น บัดนี้ เวลาได้ผ่านมานานแล้ว หากมวินนียาอะไม่ไปเซ่นไหว้เจ้าอีกอาจทำให้เสียชีวิตได้

            ครอบครัวของเขาจึงได้นำไก่ 3 ตัวไปเซ่นไหว้และเพื่อให้เกิดความแน่ใจในการรักษาที่ครอบคลุมสาเหตุการเจ็บป่วย (Bases were covered) หมอยาสมนุไพร (Herbalist) ได้ผสมยาสมุนไพรให้มวินนียาอะด้วย พร้อมกับนำเนยทาถูบริเวณลำคอเพิ่มเติม หลังจากนั้น  3 วัน เขาก็มีอาการกระปี้กระเปร่า (Fit as a Fiddle) ขึ้น

            ปัจจุบันเขาเป็นนักศึกษาด้านสาธารณสุขและอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายในสหรัฐอเมริกา เขากล่าวว่า เขาคิดว่าประสบการณ์ที่ได้รับ แทบไม่มีความแตกต่างจากทุกวันนี้เลย  การเซ่นไหว้ไม่ได้ช่วยรักษาเขา แต่เป็นเพราะความรู้สึกขอบคุณที่เขามีต่างหาก


            มวินนียาอะอาจทำบางสิ่งบางอย่างจึงทำให้หายจากความเจ็บป่วย จากงานวิจัยพบว่า โดยทั่วไป คนที่มีความกตัญญูจะรู้สึกมีสุขภาพดี เพราะได้ดูแลร่างกายให้มีสุขภาพดีขึ้น ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ ได้กินอาหารดี มีการพักผ่อนนอนหลับที่เพียงพอ การปฏิบัติตนเยี่ยงนี้ มันเป็นความรู้สึกที่กตัญญูต่อร่างกายนั่นเอง ในระหว่างที่มีความสุขที่เพิ่มขึ้นนั้น ความเครียดและความเศร้าซึมก็ลดลงด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข้อเสนอแนะจากงานวิจัยได้เสนอแนะว่า ความกตัญญูสามารถทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาว ส่งเสริมความเอาใจใส่ เพิ่มการนับถือตนเองหรือแม้กระทั่งการช่วยให้คนเอาชนะอาการบาดเจ็บได้ด้วย ในปี 2003 จากการศึกษาวิจัยพบว่า ความกตัญญูเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่ช่วยฟื้นฟูให้คนกลับคืนสู่สภาพปกติได้ หลังเหตุการณ์การโจมตีของผู้ก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า การยอมรับในเรื่อง "การขอบคุณ" สามารถทำให้อารมณ์และจิตใจของเรามีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น

            แม้ว่า การขอบคุณ จะสามารถสร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้นได้ก็จริง แต่ความกตัญญูคือ สิ่งที่หาได้ยากที่สุด
....................................................................................................................................................


                       


วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

รอดได้ด้วยพลังแห่งเสียงเพลง (Saved By The Power Of Music)



        Transcript from Learn English with Stories: DEEP ENGLISH
                                                       สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


            “บทบาทสำคัญของดนตรีในชีวิตของผู้คน ได้ช่วยผ่อนคลาย ทำให้ตื่นเต้น บีบน้ำตาให้ไหลและนำเราออกเริงระบำด้วยเท้าทั้งสองตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดความเครียด และแม้กระทั่งช่วยระบบภูมิคุ้มกันให้แก่คนเรา ติดตามผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้บอกเล่าว่า............. ดนตรีได้ช่วยให้ลูกสาวของเธอรอดชีวิตมาได้อย่างไร” (Aaron and Dan)

            โรบิน สไปเอลเบริก (Robin Spielberg) นักดนตรีมืออาชีพกล่าวว่า ดนตรีช่วยชีวิตลูกสาวของเธอ !!!!!


            ในปี 1998 สไปเอลเบริกได้รับความเจ็บปวดจากภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องมาจาก การตั้งครรภ์ลูกแฝดเพศหญิง ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างฉุกเฉิน ในสัปดาห์ที่ 22 ของการตั้งครรภ์ แต่มันน่าเศร้าใจอย่างมากที่หนึ่งในแฝดนั้นเสียชีวิต รอดมาเพียงวาเลอรี (Valerie)

            วาเลอรีเกิดมาด้วยน้ำหนักตัวเพียง 12 ออนซ์ (340.19 กรัม) และร่างกายมีขนาดเพียงเท่ากระป๋องโซดา ตัวเธอเล็กมาก ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่โรงพยาบาลจะรับไว้รักษา เพื่อช่วยชีวิตตามความจำเป็นของทารกที่คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวจำกัด แต่พยาบาลผู้เอื้ออารีได้ใช้หัวแม่มือกดลงบนตาชั่ง(เพื่อเพิ่มนำ้หนัก) และได้บันทึกน้ำหนักของเธอเป็น 17 ออนซ์ เพียงเพื่อให้เพียงพอต่อการได้รับการสนับสนุนในการรักษา

            ความเป็นลูกผีลูกคน (Touch and go) ทำให้เกิดเรื่องแย่ ๆ อย่างมากตามมา โรงพยาบาลมีความอึกทึกคึกโครมและยุ่งเหยิง สไปเอลเบริกรู้สึกเหมือนว่า มันเป็นห้องฉุกเฉิน ที่เป็นมากกว่าห้องรักษาคนป่วย เธออยากจะหยุดความโกลาหลในโรงพยาบาลนี้เสียจริง ๆ 

            ด้วยความที่เธอไม่สามารถนำเปียโนมาที่โรงพยาบาลได้ ดังนั้น เธอจึงได้อาศัยการเปิดแผ่นซีดีให้ลูกสาวของเธอฟัง มันช่างน่าอัศจรรยอย่างยิ่ง วาเลอรีพัฒนาขึ้น ระดับออกซิเจนของเธอเพิ่มขึ้น ความดันเลือดเสถียร และจังหวะการเต้นของหัวใจมั่นคง นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ (Fluke) แต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการรักษา นอกจากนี้มันยังเกิดผลดีต่อทารกทุกคนในห้องนั้นด้วย สุขภาพของวาเลอรียังพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับการรักษาและฟังเพลงมาหลายเดือน

            จริง ๆ แล้ว คนใช้จังหวะและเสียงเพลงรักษาโรคมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว ท้ายที่สุดนี้  ได้เริ่มนำกลับมาใช้อีกครั้งในสังคมสมัยใหม่


            จากการศึกษาเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดจำนวน 272  คนในครั้งหนึ่งพบว่า สัญญาณชีพสามารถพัฒนาได้ด้วยการรักษาผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ของเสียงและดนตรี

            ดนตรีไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะเด็กทารก จากการศึกษาพบว่า ดนตรีสามารถบรรเทาความเจ็บปวดส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดความเครียดและอาการเศร้าซึม นอกจากนี้ยังช่วยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่อีกด้วย ดนตรียังช่วยอาการหลงลืมของผู้สูงอายุที่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม (Alzheimer’s disease and Dementia) ให้กลับมาจดจำได้ใหม่อีกครั้ง

            ดังที่ได้เห็นผลกระทบอันน่าอัศจรรย์จากดนตรีที่เกิดกับลูกสาวของเธอ  สไปเอลเบริกได้เริ่มทำงานเป็นนักดนตรีบำบัด (Music Therapists) อย่างแนบแน่น และยังเป็นอาสาสมัครพยาบาลประจำบ้าน ที่ซึ่งครั้งหนึ่ง เธอได้ใช้ดนตรีสร้างแรงบัลดาลใจให้กับคนที่ไม่ยอมพูดจา (Mute Man) ให้พูดได้ กล่าวคือ ชายสูงอายุผู้หนึ่ง ภรรยาของเขาได้เสียชีวิตลง จากเหตุการณ์ดังกล่าว ยังความรู้สึกที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแก่เขา จนเกินที่จะเยียวยา เขาเหมือนหลุดออกไปจากโลกและไม่ยอมพูดกับใคร ๆ เป็นเวลานานถึง เดือน โดยไม่รู้เท่าทัน เมื่อสไปเอลเบริกเล่นเพลงแต่งงาน   ชายสูงอายุเหมือนได้ออกมาจากเปลือกหอย เขาเริ่มร้องเพลงได้ ต่อมาได้รู้จักพูดจาถามไถ่และคุยถึงครอบครัวของเขา

                                                                    Robin Spielberg

            สไปเอลเบริกยังคงเป็นนักดนตรีมืออาชีพ และปัจจุบันนี้ เธอยังได้สอนและพูดให้ผู้ฟังดนตรีฟังเกี่ยวกับเรื่องพลังของดนตรีเสมอ  ส่วนวาเลอรีลูกสาวของเธอ มีสุขภาพดีและเป็นเด็กที่มีความสุข แถมยังได้เป็นนักดนตรีที่เล่นได้ทั้งเปียโนและกลองอีกด้วย

........................................................................................................................................

วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

คนฉลาดที่สุดของโลกบางคนยอมอดอาหาร (Some of The World’s Smartest People Don’t Eat)

  
      Transcript from Learn English with Stories: DEEP ENGLISH
                                                     สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


          กล่าวกันว่า ซิลิคอน วอลเล่ย์เป็นที่ที่มีคนฉลาดที่สุดในโลกบางคน ทำงานอยู่ที่นั่น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้บริหารระดับสูงหลายคนอดอาหารหรือไม่ยอมกินอะไรต่ออะไรอยู่หลายวัน พวกเขาโจษขานกันว่า ไม่เพียงแต่ช่วยให้รู้สึกมีสุขภาพดีและทำให้ตื่นตัวมากขึ้น แต่ยังทำให้ผลิตผลเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และนี่...สำหรับบางคน มีประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงชีวิตมาเล่าสู่ฟัง” (Aaron and Dan)




        ฟิล ไลบิน (Phil Libin) หยุดกินไปหลายวัน แต่เขากล่าวว่า เขารู้สึกร่าเริงเบิกบานกระปี้กระเปร่า และเต็มไปด้วยพลัง ไลบินคือ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของซิลิคอน วอลเลย์ (Silicon Valley) ผู้ที่สาบานว่า การอดอาหารเป็นประจำ ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา เขาเคยป่าวประกาศว่า การอดอาหารทำให้เขาเป็นผู้บริหารที่ดีขึ้น

        งานวิจัยใหม่ ๆ ยังสนับสนุนคำกล่าวของไลบิน ประสบการณ์ครั้งแรกของเขาในการอดอาหารเป็นประโยชน์อย่างมากมาย ในรายงานได้แสดงให้เห็นว่า การอดอาหาร 3 วันต่อครั้งสามารถสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ได้อีก

        การอดอาหารช่วยชะลอความแก่และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ด้วย ดอกเตอร์รอนด้า แพตทริค (Rhonda Patrick) กล่าวว่า เราไม่ต้องไปอดอาหารทุกอย่างและอดในหลาย ๆ วัน การกินแบบง่าย ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ ทุก ๆ วัน (กินอาหารทั้งหมดภายในระยะเวลา 10 ชั่วโมง) สามารถให้เกิดประโยชน์คล้าย ๆ กัน แต่ลดประสิทธิภาพลง


        ครั้งแรกที่เขาอด ไลบินกล่าวว่า “ในวันแรก ผมรู้สึกหิวเหมือนกับจะตาย ในวันที่สองก็หิวโหยอย่างทรมาน แต่เมื่อตื่นนอนในวันที่สามกลับรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา"

        ไลบิน อดอาหารได้ทุกหนทุกแห่ง โดยแต่ละครั้งใช้เวลา 2 – 8 วันระหว่างการอด เขาเข้มงวดกับน้ำเดื่ม การแฟและชาดำ ละทิ้งอาหารหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ แม้ว่าน้ำหนักจะหายไปถึง 90 ปอนด์กับระบบการกินแบบใหม่ แต่เขากลับพูดว่าไม่ใช่เป็นการลดน้ำหนักไลบินกล่าวว่า เมื่อเขาอดอาหารเขาได้พลังงานเพิ่มขึ้น อารมณ์มีความมั่นคงมากขึ้น และอย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เขามีความรู้สึกร่าเริงอยู่บ่อยครั้ง

          หมอของไลบิน กล่าวว่า เขามองดูราวกับหนุ่มวัย 25 ปีและจากการเปรียบเทียบผลการตรวจเลือดก่อนและหลังการอดอาหาร หมอของไลบินพูดว่า เขามีความกระปี้กระเปร่าเต็มที่ (Fit as a Fiddle)


        จีออฟ วู (Geoff Woo) ผู้บริหารอีกคนหนึ่งในซิลิคอน วอลเล่ย์ ให้คำอธิบายว่า การอดอาหารเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบจัดการด้านชีวภาพ (Bio-hack) วู อดอาหารสามเดือนต่อครั้ง ๆ ละ  3-4 วัน และสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง

        เขารู้สึกดี เขานำการอดอาหารไปใช้ในบริษัท เพราะเขาเชื่อว่า การอดอาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการเพิ่มผลผลิตได้

        ในซิลิคอน วอลเล่ย์ คนอดอาหารมีจำนวนไม่มาก (A dime a dozen) ดังนั้น หลาย ๆ คนที่คลั่งไคล้การอดอาหาร ในปัจจุบันได้รวมกลุ่มพบปะกันเป็นพิเศษในเวลาอาหารเช้า ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาอดอาหารร่วมกันและแบ่งปันอาหารมื้อแรกแก่กันและกันหลาย ๆ ครั้ง


       ระหว่างที่ผู้สนับสนุนการอดอาหาร ที่ดูเหมือนจะมีมากขึ้นทุก ๆ วัน หมอบางคนกล่าวว่า มันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอต่อคำประกาศเหล่านี้ และเป็นข้อค้นพบใหม่ที่ควรมีการฟังหูไว้หู (Taken with a grain of salt) ผู้หญิงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าการหายไปของแครอลี่มีความสำคัญต่อสุขภาพด้านภาวะเจริญพันธุ์และการขยายพันธุ์ของผู้หญิง

        แม้จะมีความห่วงใยจากผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพบางคน แต่คนอย่างไลบินและวูเชื่อว่า การอดอาหารเป็นกุญแจนำไปสู่การมีสุขภาพ การมีอายุยืนและผลผลิตที่ดี

............................................................................................................................

                                                    
Phil Libin (1972) was born in Saint Petersburg, Russia in 1972, and moved to America when he was eight years old.