วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

อ่านเชียงใหม่ (Reading Chiang Mai)


   
                                                                               สุริยา เผือกพันธ์


       มาเชียงใหม่ก็หลายครั้งแต่ละครั้งฉาบฉวยราวกับดูหนังสือเพียงแค่หน้าปก ไม่เคยได้เปิดอ่านข้างใน มาคราวนี้ได้มีโอกาส เปิดปกพลิกอ่านทีละหน้าโดยใช้จักรยานเช่าราคาเพียง 80 บาทต่อวัน เป็นจักรกลข้ามเวลา (Time Machine) ไปสู่อดีต (Time Travel) 

        ผมแบกเป้ก้าวเท้าเข้าสู่ทางลาด (Ramp To Airport) ข้ามฝั่งจาก
สถานีรถไฟไปยังสนามบินดอนเมืองในเวลาค่อนรุ่ง หลังจากลงรถด่วนขบวนพิเศษ (Special express) ที่ 24 อุบลราชธานี – กรุงเทพฯที่กำลังเคลื่อนตัวห่างออกไปทีละน้อย

ที่อาคารผูัโดยสารภายในประเทศ (Domestic Terminal) ภายนอกดูเงียบสงบ อากาศปลายมกราคม (26 มกราคม 2560) อบอุ่นกำลังดี ผมก้าวผ่านประตูที่เปิดต้อนรับโดยอัตโนมัติเข้าไปภายในชั้นที่ 1 เป็นชั้นผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ (Domestic Arrivals) ไม่มีผู้คนให้ทักทายและไม่ใช่เป้าหมายของผมในการเดินทางวันนี้ ผมจึงใช้ประโยชน์เพียงแค่ยืนดูตารางเที่ยวบินต่าง ๆ (Domestic Arrival Flight) เท่านั้น



 Thai Lion air กรุงเทพ – เชียงใหม่ Flight SL 504 GATE 36 BOARDING TIME 08.05 ขณะนี้เวลา 04.50 น. ยังเหลือเวลาอีกเยอะกว่าจะได้บิน

        บันไดเลื่่อนยกตัวผมไปแบบไม่รีบเร่ง จากชั้นที่ 1 ไปยังชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ (Domestic Departures) ที่นี่ไม่ได้เงียบเหมือนสถานที่ที่ผ่านมา แต่กลับมีผู้โดยสารเข้าแถว Check in กับสายการบินต่าง ๆ อย่างหนาแน่นคึกคักราวกับว่า ไม่ใช่เวลากลางคืน เพื่อให้แน่ใจว่าผมควรจะไปต่อคิวกับพวกเขาที่ไหน จึงใช้ตารางแนะนำสถานที่บนชั้นที่ 3  (3FL – Domestic Departures Directory Information) ก่อนเป็นอันดับแรก 


        ที่หน้าเคาน์เตอร์ 12P Thai Lion air ยังไม่มีคิวยาว เพราะยังเหลือเวลาการบินอีกมาก จึงสะดวกในการ Check in เพียงแค่ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง (ก่อนหน้านี้ผมได้จองตั๋วบินทางอินเตอร์เน็ตไว้ล่วงหน้าแล้ว) ก็จะได้รับตั๋วบินทันที

        ผมใช้บัตรประชาชนกับตั๋วบินเป็นใบเบิกทาง เพื่อเดินทางเข้าไปยังห้องผู้โดยสาร ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบถึง 2 จุด จึงจะสามารถเข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่องที่ประตู 36  (GATE 36) ได้


        เที่ยวบิน SL 504 ออกเวลา 8.35 น.  ใช้เวลาบินเพียงแค่ 55 นาทีก็ถึงสนามบินเชียงใหม่ !!!!




          ผมออกจากที่พักเวลาก่อนเที่ยงเพียงชั่วโมงกว่า ๆ เดินลัดเลาะ
คูเมืองที่โอบล้อมกำแพงอิฐสีแดง ไปยังประตูท่าแพ (Thapae Gate) โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เป็นการอุ่นเครื่องร่างกาย (Warm Up) เพื่อมองหาร้านเช่าจักรยานในละแวกนั้น ซึ่งมีอยู่หลายร้าน

        ตกลงผมได้ City Bike ในราคาค่าเช่า 80 บาทต่อวันที่ร้าน Travel ที่ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินหลังประตูท่าแพ โดยเดินลึกเข้าไปประมาณหนึ่งไฟแดงก็ถึง และใช้เงิน 1,000 บาทกับบัตรประชาชนเป็นหลักประกันทรัพย์สินของเขา

            
                      ร้านเช่าจักรยานริมถนนราชดำเนิน


        ตามเคย ก่อนออกท่องแดนลานนา ผมต้องเติมพลังงานเป็นข้าวเที่ยงผัดผักรวมที่อยู่ในละแวกเดียวกันก่อน เป็นหลักประกันความหิวของตนเองพร้อมกับพกน้ำดื่มหนึ่งขวดใส่ไว้ตระแกรงหน้ารถ

        อ้อ !!!! ถ้ามีแผนที่เดินทาง (Easy Walking Map) ติดตัวไปด้วยก็จะดีครับ
     
                                               วัดพันอ้น (WAT PAN ON

        จุดสตาร์ทของผมในบ่ายวันนี้คือ วัดบนถนนราชดำเนินที่อยู่ถัดจากร้านเช่าจักรยานไปทางทิศตะวันตก อันประกอบด้วย วัดพันอ้น (WAT PAN ON) วัดสำเภา (WAT SOMPOW)  เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระปกเกล้า มีวัดพันเตา (WAT PAN TAO) วัดเจดีย์หลวง (WAT JEDILUANG AND CITY PILLAR) วัดช่างแต้ม (WAT CHANGTEM) วัดเจ็ดลิน (WAT JEDLIN) และวัดฟ่อนสร้อย (WAT FONSOI)

        ในบรรดาวัดทั้งหมดที่กล่าวมานี้ วัดที่มีผู้คนไปเข้าชมกันอย่างหนาแน่นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศคือ วัดเจดีย์หลวง (ชาวต่างประเทศต้องเสียค่าเข้าชม)


                                    วัดเจดีย์หลวง

         เป็นวัดเก่าที่สำคัญอีกแ่ห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตำนานระบุว่าเดิมชื่อ วัดโชติการาม หลักฐานการก่อสร้างยังไม่ปรากฏแน่นชัดเพียงกล่าวถึงพระโสณะกับพระอุตตระ มาจากประเทศอินเดียเดินทางมาสักการะแล้วเกิดจิตศรัทธา จึงให้ผู้เฒ่าชาวลัวะอายุ 120 ปี เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชาจึงได้ชื่อว่า วัดโชติการาม บางแห่งก็ว่าสร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์เม็งราย เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระเจ้ากือนา พระราชบิดา สร้างเสร็จในรัชสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน เรียกกันว่ากู่หลวง 

        ต่อมาพระเจ้าตีโลกราชโปรดให้สร้างพระเจดีย์ต่อจนสูงกว่าเดิม แต่โปรดให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้เป็นเวลานานถึง 80 ปีประดิษฐานไว้ ณ ซุ้มจาระนำพระเจดีย์หลวง ด้านทิศตะวันออก 79 ปี และในวิหารหลวง 1  ปี เมื่อปี พ.ศ. 2088 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ สิ่งสำคัญนอกจากพระเจดีย์หลวงแล้ว  วัดเจดีย์หลวงยังเป็นสถานที่ตั้งเสาอินทขิล (Inthakhin Pillar)  ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่วัดสะดือเมือง เมื่อพระเจ้ากาวิละฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ได้โปรดให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้วัดนี้แทน



                                    วัดเจดีย์หลวง

        ถ้าเราเดินทางออกจากวัดสุดท้าย บนถนนประชาปกเกล้า ไปยัง
ประตูเชียงใหม่ (CHIANG MAI) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนราชภากินัย ไปบรรจบกับถนนราชดำเนินอันเป็นที่ตั้งวัดพันอ้นอันเป็นจุดสตาร์ทแล้ว ยังมีวัดผ้าขาวอีกวัดหนึ่งตั้งอยู่อีกด้วย

        เพียงแค่ในบริเวณพื้นที่เล็ก ๆ เพียงเสี้ยวหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด
ของเขตเมืองเก่าสี่เหลี่ยมรอบคูเมือง (The Moated Old City) ยังมีวัด
มากมายถึงเพียงนี้ ทำให้ผมเข้าใจคำว่า “วัดวาอาราม” ได้เป็นอย่างดี

        บนถนนราชดำเนินอันเป็นเส้นทางของพระราชาตลอดเส้นทาง 
มีวัดต่าง ๆ ที่มีอายุยืนยาวและมีอิทธิพลต่อผู้คนมากมาย เป็นเหมือน
ดั่งห้องนิทรรศการทางศิลปะและวัฒนธรรมสลับกับร้านกาแฟที่น่าดูชมและเข้าไปลิ้้มลองเป็นอย่างยิ่ง


                        ประตูท่าแพจุดเริ่มของถนนราชดำเนิน

        หากเดินตรงไปทางทิศตะวันตกจนสุดถนนราชดำเนิน ด้านประตูสวนดอก (SUANDORK GATE) ยังมีวัดที่สวยงามอีกวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงคือ วัดพระสิงห์ (WAT PRASINGH) แต่สำหรับวันนี้ผมใช้เวลากับวัดเจดีย์หลวงอันเป็นวัดที่เป็นเหมือนดั่งหัวใจของคนเชียงใหม่ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

        เมืองเชียงใหม่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเม็งรายตั้งแต่ปี พ.ศ. 1296 วัดเชียงมัน (WAT CHIANG MUN) เป็นวัดที่สร้างขึ้นในพระราชวัง พระเจ้าเม็งรายจึงมีภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่เป็นชาวพุทธ (Buddhist images) โดยแท้ และด้วยเหตุนี้เองจึงสันนิษฐานว่า วัดวาอารามที่เกิดขึ้นมากมายในอาณาจักรลานนา (Lanna Kingdom) คงได้รับอิทธิพลจากผู้นำที่เป็นเหมือนดั่งเทพของอาณาประชาราษฎร์ในยุคนั้น


                         กำแพงอิฐล้อมรอบสี่มุมเมือง

        บนอานจักรยานกับเงาที่ทอดยาวไปทางทิศตะวันออก เป็นวันที่ผมสนุกเพลิดเพลินอีกวันหนึ่ง มันเป็นการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่จากสถานที่จริง (Real Chiang Mai) ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกโอบล้อมไว้ด้วยกำแพงแห่งความรุ่งเรือง ทั้งสี่มุมเมือง แม้ว่าวันนี้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ  แต่อิฐเก่า ๆ เหล่านี้ได้บอกอะไรกับเราได้มากมาย

        เชียงใหม่เป็นหนังสือเล่มใหญ่ มีหลายร้อยหน้า ผมมาเพียงประเดี๋ยวประด๋าวจะให้อ่านจบรวดเดี่ยวได้อย่างไร แม้ในหน้าบทนำยังอ่านได้ไม่กี่บรรทัด ยังต้องกลับมาอีกหลายครั้ง "เมืองเชียงใหม่"

       ตอนนี้ ขอนำจักรยานไปคืนร้านก่อนครับ !!!!!!


       

          

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

ของขวัญของยาย

                                                         

                                                           
                                                                 สุริยา เผือกพันธ์


        ออกซิเจนจากปลายท่อ พวยพุ่งออกมาตีน้ำในกระปุกที่ติดตั้งอยู่เหนือเตียงคนไข้ให้เป็นฟองขาวฟ่อง ฟองแล้วฟองเล่า จนอัดแน่นกันเป็นกลุ่ม มันต่างระริกระรี้ หยอกล้อกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่ื่อย จากกระปุกมีท่อระบายมวลออกซิเจนส่งไปยังจมูกทั้งสองข้างของยายวัย 84 ปี ที่นอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้มาหลายวันแล้ว สายตาของยายเหลือบไปดูนาฬิกาที่แขวนประจันหน้าอยู่บนผนังห้องนั้น เข็มเล็กเรียวของมันเดินดุ่ม ๆ ไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ความคิดของยายกลับย้อนทวนไปข้างหลังอย่างไม่ยั้งหยุดเช่นกัน..

        ทุก ๆ ปี ในห้วงเวลาอย่างนี้ ยายจะอยู่ท่ามกลางกล่องของขวัญและคำอวยพรจากลูกหลาน ที่ได้เดินทางมารวมญาติกันในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน แต่สำหรับปีนี้ ยังเหลือเวลาอีกวัน สองวันก็จะถึงปีใหม่แล้ว ยายยังอยู่ที่นี่..ที่ที่ไม่ใช่ชานเรือนที่เคยจัดงาน....

              
   ห้อง CCU (ภาพจาก http://design.drr.go.th/th/node/515)

ที่ห้อง CCU (Coronary care unit) ของโรงพยาบาลใหญ่ ที่นั่น มันเป็นสนามรบของแพทย์ที่รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะวิกฤตโดยเฉพาะ ยายถูกตรึงอยู่บนเตียงคนไข้ ที่เป็นหนึ่งในแปดของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคที่มีอาการแบบเดียวกัน ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ร่างของยายถูกยึดโยงด้วยสายยางและท่อลำเลียงอาหารและยาหลายเส้น มันมีต้นทางมาจากเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่เหมือนหุ่นยนต์ที่ตรวจและรายงานสถานการณ์ของคนไข้ราวกับถูกมันจับเอาไว้เป็นตัวประกัน

        ก่อนหน้านั้นยายมีอาการเหนื่อยล้า หายใจไม่อิ่ม ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมาจากโรงพยาบาลประจำอำเภอ เมื่อถูกส่งต่อมาที่นี่ รอบเตียงของยายจึงมีเครื่องช่วยหายใจ เครื่องดูดเสมหะ ถูกเจาะเลือดและปัสสาวะไปอย่างละ 2 สลิงค์ ในเบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่า นำ้ท่วมปอด

        เสียงของหุ่นยนต์ทางการแพทย์ส่งเสียงต๊อด ๆ... ระงมไปทั้งห้อง ราวกับจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงมป่า กลุ่มแพทย์และพยาบาลต่างเร่งรุดระดมกันตรวจเก็บข้อมูลเพื่อวินิจฉัยสาเหตุและกำหนดวิธีการเยียวยารักษาไข้ พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ยายละไปจากสายตาที่เฝ้าระวังของพวกเขาแม้เสี้ยววินาทีเดียว

        ไม่เพียงแต่ในห้อง CCU จะมีวิกฤตแห่งความเป็นความตายรออยู่เท่านั้น แต่นอกห้องยังมีลูกหลานของยายรายล้อมอยู่ด้วยความเป็นห่วงกระวนกระวาย แม้อาการของยายจะหนักหนาสาหัสเพียงใด หมอก็ไม่อนุญาตให้ไปนั่งเฝ้าได้ตลอดเวลา การเข้าดูแลยายทำได้เพียงวันละ 2 ครั้งคือ ช่วงเที่ยงกับช่วงเย็น และครั้งละ 1 คน


                               "ลูกหลานมาเยี่ยมยาย"

        วันต่อมาอาการของยายยังทรงตัว ปอดยังไม่ดี มีเสมหะมาก รับประทานอาหารทางสายยาง เลือดปกติแต่ต้องให้เพิ่ม การรับรู้ของยายทำได้เพียงการส่ายหน้า ยายอยากกลับบ้าน !!!

          อาการของยายยังอยู่ในการดูแลของคณะแพทย์พยาบาลอย่างใกล้ชิด แม้ลูกหลานจะเข้าไปดูแลไม่ได้ แต่ก็ได้มีการแจ้งข่าวสารให้ผู้ที่อยู่ใกล้และไกลทราบกันอย่างทั่วถึง มีการจัดเวรยาม แบ่งหน้าที่กันไปเยี่ยมยายทุกวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน

        ไม่มีใครอธิบายอาการของยายได้นอกจากคณะแพทย์ ลูกหลานที่ไปเยี่ยมยายก็เป็นเพียงการเฝ้าดูอยู่ด้านนอกห้อง CCU เท่านั้น



               "คุณตาวัย 89 ปีคู่ชีวิตเข้าเยี่ยมยายใกล้ชิด"

        ภายใต้เงื่อนไขของการรักษาเยียวยาของหมอ ยายยังถูกตรึงด้วยสายยางและท่อต่อไป ตั้งแต่จมูก ปาก เพื่อช่วยหายใจและป้อนอาหาร ที่หน้าอก วัดการเต้นของหัวใจ ที่แขนและขามีเข็มปักไว้รอการฉีดยา ถุงปัสสาวะไว้รองรับนำ้ปัสสาวะ  และที่ปลายนิ้วมือสำหรับวัดปริมาณของออกซิเจนในเลือด นอกจากนี้ การตรวจวัด ปริมาณนำ้ตาลในเลือด วัดความดันเลือด วัดอุณหภูมิและการดูดเสมหะยังต้องทำอีกวันละหลายครั้ง รวมทั้งการเอ๊กซ์เรย์เป็นครั้งคราว

        แน่นอนว่า ตัวเลข เส้นกราฟและเสียงต๊อด ๆ  จากหุ่นยนต์ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป

        ผ่านมาได้ 4 – 5 วัน ยายยังมีน้ำในปอด เสมหะมาก ถ้าปอดดีขึ้น จะทำให้การรักษาหัวใจทำได้ดีเช่นกัน ยายมีอาการหนาวสั่น ความดันสูงและมีไข้ แต่มีสัญญาณที่ดีปรากฏให้เห็นคือ ยายถ่ายหนักได้แล้ว

        เตียงคนไข้บางเตียงที่อยู่รายรอบ บ้างออกไปก่อน บ้างเข้ามาใหม่ แต่สำหรับยายยังคงอยู่ อีก 2 วันต่อมา ยายยังเหนื่อยและหลับ แต่หมอพยายามจะให้ยายฝึกการหายใจด้วยตนเอง ด้วยการถอดเครื่องช่วยหายใจหลังจากใช้มันมาหลายวันแล้วหมอจับยายนั่งแต่ยังโงนเงนทรงตัวไม่ได้ แต่ที่ยายทำได้ในวันนี้คือ ทานเข้าเย็นได้เป็นมื้อแรกตั้งแต่เข้ารับการรักษา


              "ทีมงานหมอจาก รพ.ตำบลหนองโดนเข้าเยี่ยม"

        ข่าวการล้มป่วยของยายแพร่สะพัดไปยังหมู่ญาติมิตร ทำให้ต่างคนต่างพยายามให้กำลังใจยายด้วยการเข้าเยี่ยมบ้าง ส่งคำอวยพรไปให้บ้าง เหล่านี้เป็นสิ่งลำ้ค่ามากในยามที่ทุกคนมีวิกฤต

        เวลาผ่านไปได้ประมาณสัปดาห์ หมอย้ายยายออกจากห้อง CCU ไปยังห้องรวมอีกห้องที่อยู่ติดกัน ด้วยเหตุผลที่ว่า ยายไม่ได้ป่วยด้วยโรคหัวใจ แต่ด้านหลักอยู่ที่อาการของปอดที่มีน้ำมาก ซึ่งต้องอยู่ในการเฝ้าระวังของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน ยายยังมีอาการเหนื่อย และยังต้องใส่ท่อปัสสาวะต่อไป  ความที่ห้องนี้มีคนไข้แออัด และการที่สติสัมปชัญญะของยายยังดีอยู่ “พาแม่กลับบ้าน” จึงเป็นคำร้องขอ ทุกครั้งที่ยายเห็นหน้าลูก ๆ

        ล่วงเข้าวันที่เก้าของการรักษา กลุ่มของแพทย์ประกอบด้วย อาจารย์แพทย์ แพทย์ผู้รักษา นักเรียนแพทย์และพยาบาลไปยืนจับกลุ่มกันที่เตียงของยาย พวกเขาพูดคุยกันถึงอาการของยายและการรักษาเยียวยา

        ยายไม่รู้ว่าพวกเขาพูดกันถึงเรื่่องอะไร เพราะหูของยายเข้าขั้นตึงจนไม่สามารถได้ยินเสียงพูดคุยกันในระยะปกติ แต่ดูเหมือนลูก ๆ จะใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะเครื่องมือต่าง ๆที่เคยยึดตัวยายไว้บัดนี้ถูกถอดออกหมดแล้วเหลือเพียงการให้ออกซิเจนเพียงอย่างเดียว   นอกจากนี้ ยายยังสามารถลุกนั่่งทานข้าวด้วยตนเองได้

        “ค่าไตไม่ค่อยดี ถ้าหัวใจดี ไตจะดีตามมา มีไข้ต่ำ” หมอรายงานอาการล่าสุดของยายให้ฟัง

        “เอาเป็นว่า กลับไปรักษาอาการอื่น ๆ ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอให้ดีก่อน แล้วหมอจะนัดมาดูเรื่องหัวใจอีกครั้งนะครับ”  หมอสรุปท้ายสุด

        ลูก ๆ นำยายกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้

        การมาคราวนี้ ยายได้เข้าไปอยู่ในห้องอายุรกรรมพิเศษ อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญเรื่องปอดและไต

        “ยังมีน้ำอยู่ในปอด ตัวจะซีดเป็นลักษณะของคนไข้โรคไต อย่าดื่มน้ำมาก ทานอาหารแห้ง ๆ ไม่ดื่มนม” หมอโรคปอดให้คำแนะนำเบื้องต้น

        การอยู่ในห้องพิเศษอย่างนี้ ทำให้ลูกหลานสามารถอยู่ดูแลอาการยายได้ตลอดเวลา ทำให้ยายรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น จนลืมเรื่องการกลับบ้าน


                       
การรักษาโดยทั่วไปยังเป็นเรื่องของการควบคุมสภาพร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติ เช่น ปริมาณนำ่ตาลในเลือด ค่าความดัน ปริมาณเลือด ปริมาณออกซิเจนในเลือดและอาการไข้ เป็นต้น

        ท้ายสุดหมอให้ถอดสายออกซิเจนและท่อปัสสาวะออกจากร่างกายของยายเป็นสองชิ้นสุดท้าย

        “อาการสำคัญ หายใจเหนื่อยและหอบ ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย เมื่ออยู่รักษาครบ 7 วัน ไม่มีไข้ หายใจดี ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ แต่มีปัญหาเรื่องออกซิเจน สรุปการวินิจฉัยโรคและสรุปปัญหาคือมีอาการภาวะพร่องออกซิเจน ช่วยเหลือตนเองได้น้อย ส่งต่อไปสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อทำ Home Oxygen Therapy” หมอรายงานในใบส่งต่อ

        “ให้คุณยายไปรักษาต่อที่บ้านนะคะ ปฏิบัติตัวทุกอย่างเหมือนอยู่โรงพยาบาล” หมอแนะนำก่อนเดินออกจากห้องไป

        ยายเดินทางกลับบ้านก่อนวันสิ้นปีเพียงวันเดียว ลูกหลานต่างดีอกดีใจกันยกใหญ่ที่ยายนำของขวัญชิ้นใหญ่มาฝาก มันเป็นกล่องของขวัญปีใหม่ที่สวยที่สุดเท่าที่ลูกหลานได้รับมา

ด้านบนของกล่องมีคำอวยพรจากญาติมิตรมากมายประดับไว้เป็นการ์ดอวยพร รอบกล่องทุกด้านมีทีมแพทย์ พยาบาลและทีมงานที่เชี่ยวชาญเป็นริบบิ้นสีขาวผูกรัดไว้อย่างประณีต ตัวกล่องมีคุณตาและลูกหลานเป็นกระดาษสีทองแวววาวห่อหุ้มไว้อย่างวิจิตรบรรจง

   เมื่อทุกคนเปิดกล่องของขวัญออกมา ภายในพบเวทย์มนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อตัวจากอานุภาพของพลังจิต พลังความรักและพลังความเมตตาของผู้คนที่ต่างก็เข้ามาช่วยกันโอบอุ้มชีวิตของยายไว้ จนยายสามารถผ่านพ้นวิกฤตของชีวิตไปได้ และสามารถเดินทางกลับบ้านทันเทศกาลปีใหม่เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา