สุริยา
เผือกพันธ์
ออกซิเจนจากปลายท่อ
พวยพุ่งออกมาตีน้ำในกระปุกที่ติดตั้งอยู่เหนือเตียงคนไข้ให้เป็นฟองขาวฟ่อง ฟองแล้วฟองเล่า
จนอัดแน่นกันเป็นกลุ่ม มันต่างระริกระรี้ หยอกล้อกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่ื่อย
จากกระปุกมีท่อระบายมวลออกซิเจนส่งไปยังจมูกทั้งสองข้างของยายวัย
84 ปี ที่นอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้มาหลายวันแล้ว สายตาของยายเหลือบไปดูนาฬิกาที่แขวนประจันหน้าอยู่บนผนังห้องนั้น
เข็มเล็กเรียวของมันเดินดุ่ม ๆ ไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
แต่ความคิดของยายกลับย้อนทวนไปข้างหลังอย่างไม่ยั้งหยุดเช่นกัน..
ทุก
ๆ ปี ในห้วงเวลาอย่างนี้ ยายจะอยู่ท่ามกลางกล่องของขวัญและคำอวยพรจากลูกหลาน ที่ได้เดินทางมารวมญาติกันในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน แต่สำหรับปีนี้
ยังเหลือเวลาอีกวัน สองวันก็จะถึงปีใหม่แล้ว ยายยังอยู่ที่นี่..ที่ที่ไม่ใช่ชานเรือนที่เคยจัดงาน....
ห้อง CCU (ภาพจาก http://design.drr.go.th/th/node/515)
ที่ห้อง CCU (Coronary care unit)
ของโรงพยาบาลใหญ่ ที่นั่น มันเป็นสนามรบของแพทย์ที่รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะวิกฤตโดยเฉพาะ ยายถูกตรึงอยู่บนเตียงคนไข้ ที่เป็นหนึ่งในแปดของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคที่มีอาการแบบเดียวกัน ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ร่างของยายถูกยึดโยงด้วยสายยางและท่อลำเลียงอาหารและยาหลายเส้น
มันมีต้นทางมาจากเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่เหมือนหุ่นยนต์ที่ตรวจและรายงานสถานการณ์ของคนไข้ราวกับถูกมันจับเอาไว้เป็นตัวประกัน
ก่อนหน้านั้นยายมีอาการเหนื่อยล้า
หายใจไม่อิ่ม ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมาจากโรงพยาบาลประจำอำเภอ เมื่อถูกส่งต่อมาที่นี่
รอบเตียงของยายจึงมีเครื่องช่วยหายใจ
เครื่องดูดเสมหะ ถูกเจาะเลือดและปัสสาวะไปอย่างละ 2 สลิงค์
ในเบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่า นำ้ท่วมปอด
เสียงของหุ่นยนต์ทางการแพทย์ส่งเสียงต๊อด
ๆ... ระงมไปทั้งห้อง ราวกับจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงมป่า
กลุ่มแพทย์และพยาบาลต่างเร่งรุดระดมกันตรวจเก็บข้อมูลเพื่อวินิจฉัยสาเหตุและกำหนดวิธีการเยียวยารักษาไข้
พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ยายละไปจากสายตาที่เฝ้าระวังของพวกเขาแม้เสี้ยววินาทีเดียว
ไม่เพียงแต่ในห้อง
CCU จะมีวิกฤตแห่งความเป็นความตายรออยู่เท่านั้น แต่นอกห้องยังมีลูกหลานของยายรายล้อมอยู่ด้วยความเป็นห่วงกระวนกระวาย
แม้อาการของยายจะหนักหนาสาหัสเพียงใด หมอก็ไม่อนุญาตให้ไปนั่งเฝ้าได้ตลอดเวลา
การเข้าดูแลยายทำได้เพียงวันละ 2 ครั้งคือ ช่วงเที่ยงกับช่วงเย็น และครั้งละ 1 คน
วันต่อมาอาการของยายยังทรงตัว
ปอดยังไม่ดี มีเสมหะมาก รับประทานอาหารทางสายยาง
เลือดปกติแต่ต้องให้เพิ่ม การรับรู้ของยายทำได้เพียงการส่ายหน้า ยายอยากกลับบ้าน !!!
อาการของยายยังอยู่ในการดูแลของคณะแพทย์พยาบาลอย่างใกล้ชิด แม้ลูกหลานจะเข้าไปดูแลไม่ได้
แต่ก็ได้มีการแจ้งข่าวสารให้ผู้ที่อยู่ใกล้และไกลทราบกันอย่างทั่วถึง
มีการจัดเวรยาม แบ่งหน้าที่กันไปเยี่ยมยายทุกวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน
ไม่มีใครอธิบายอาการของยายได้นอกจากคณะแพทย์
ลูกหลานที่ไปเยี่ยมยายก็เป็นเพียงการเฝ้าดูอยู่ด้านนอกห้อง
CCU เท่านั้น
ภายใต้เงื่อนไขของการรักษาเยียวยาของหมอ
ยายยังถูกตรึงด้วยสายยางและท่อต่อไป ตั้งแต่จมูก ปาก เพื่อช่วยหายใจและป้อนอาหาร
ที่หน้าอก วัดการเต้นของหัวใจ ที่แขนและขามีเข็มปักไว้รอการฉีดยา ถุงปัสสาวะไว้รองรับนำ้ปัสสาวะ
และที่ปลายนิ้วมือสำหรับวัดปริมาณของออกซิเจนในเลือด นอกจากนี้ การตรวจวัด
ปริมาณนำ้ตาลในเลือด วัดความดันเลือด วัดอุณหภูมิและการดูดเสมหะยังต้องทำอีกวันละหลายครั้ง รวมทั้งการเอ๊กซ์เรย์เป็นครั้งคราว
แน่นอนว่า
ตัวเลข เส้นกราฟและเสียงต๊อด ๆ จากหุ่นยนต์ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป
ผ่านมาได้
4 – 5 วัน
ยายยังมีน้ำในปอด เสมหะมาก ถ้าปอดดีขึ้น จะทำให้การรักษาหัวใจทำได้ดีเช่นกัน
ยายมีอาการหนาวสั่น ความดันสูงและมีไข้ แต่มีสัญญาณที่ดีปรากฏให้เห็นคือ
ยายถ่ายหนักได้แล้ว
เตียงคนไข้บางเตียงที่อยู่รายรอบ
บ้างออกไปก่อน บ้างเข้ามาใหม่ แต่สำหรับยายยังคงอยู่ อีก 2 วันต่อมา ยายยังเหนื่อยและหลับ แต่หมอพยายามจะให้ยายฝึกการหายใจด้วยตนเอง
ด้วยการถอดเครื่องช่วยหายใจหลังจากใช้มันมาหลายวันแล้วหมอจับยายนั่งแต่ยังโงนเงนทรงตัวไม่ได้ แต่ที่ยายทำได้ในวันนี้คือ
ทานเข้าเย็นได้เป็นมื้อแรกตั้งแต่เข้ารับการรักษา
ข่าวการล้มป่วยของยายแพร่สะพัดไปยังหมู่ญาติมิตร
ทำให้ต่างคนต่างพยายามให้กำลังใจยายด้วยการเข้าเยี่ยมบ้าง
ส่งคำอวยพรไปให้บ้าง เหล่านี้เป็นสิ่งลำ้ค่ามากในยามที่ทุกคนมีวิกฤต
เวลาผ่านไปได้ประมาณสัปดาห์
หมอย้ายยายออกจากห้อง CCU
ไปยังห้องรวมอีกห้องที่อยู่ติดกัน
ด้วยเหตุผลที่ว่า ยายไม่ได้ป่วยด้วยโรคหัวใจ แต่ด้านหลักอยู่ที่อาการของปอดที่มีน้ำมาก
ซึ่งต้องอยู่ในการเฝ้าระวังของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน
ยายยังมีอาการเหนื่อย และยังต้องใส่ท่อปัสสาวะต่อไป ความที่ห้องนี้มีคนไข้แออัด และการที่สติสัมปชัญญะของยายยังดีอยู่ “พาแม่กลับบ้าน”
จึงเป็นคำร้องขอ ทุกครั้งที่ยายเห็นหน้าลูก ๆ
ล่วงเข้าวันที่เก้าของการรักษา
กลุ่มของแพทย์ประกอบด้วย อาจารย์แพทย์ แพทย์ผู้รักษา นักเรียนแพทย์และพยาบาลไปยืนจับกลุ่มกันที่เตียงของยาย
พวกเขาพูดคุยกันถึงอาการของยายและการรักษาเยียวยา
ยายไม่รู้ว่าพวกเขาพูดกันถึงเรื่่องอะไร
เพราะหูของยายเข้าขั้นตึงจนไม่สามารถได้ยินเสียงพูดคุยกันในระยะปกติ
แต่ดูเหมือนลูก ๆ จะใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะเครื่องมือต่าง ๆที่เคยยึดตัวยายไว้บัดนี้ถูกถอดออกหมดแล้วเหลือเพียงการให้ออกซิเจนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยายยังสามารถลุกนั่่งทานข้าวด้วยตนเองได้
“ค่าไตไม่ค่อยดี
ถ้าหัวใจดี ไตจะดีตามมา มีไข้ต่ำ” หมอรายงานอาการล่าสุดของยายให้ฟัง
“เอาเป็นว่า
กลับไปรักษาอาการอื่น ๆ ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอให้ดีก่อน แล้วหมอจะนัดมาดูเรื่องหัวใจอีกครั้งนะครับ”
หมอสรุปท้ายสุด
ลูก
ๆ นำยายกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้
การมาคราวนี้
ยายได้เข้าไปอยู่ในห้องอายุรกรรมพิเศษ อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญเรื่องปอดและไต
“ยังมีน้ำอยู่ในปอด
ตัวจะซีดเป็นลักษณะของคนไข้โรคไต อย่าดื่มน้ำมาก ทานอาหารแห้ง ๆ ไม่ดื่มนม”
หมอโรคปอดให้คำแนะนำเบื้องต้น
การอยู่ในห้องพิเศษอย่างนี้
ทำให้ลูกหลานสามารถอยู่ดูแลอาการยายได้ตลอดเวลา
ทำให้ยายรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น จนลืมเรื่องการกลับบ้าน
การรักษาโดยทั่วไปยังเป็นเรื่องของการควบคุมสภาพร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติ เช่น ปริมาณนำ่ตาลในเลือด
ค่าความดัน ปริมาณเลือด ปริมาณออกซิเจนในเลือดและอาการไข้
เป็นต้น
ท้ายสุดหมอให้ถอดสายออกซิเจนและท่อปัสสาวะออกจากร่างกายของยายเป็นสองชิ้นสุดท้าย
“อาการสำคัญ
หายใจเหนื่อยและหอบ ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย เมื่ออยู่รักษาครบ 7 วัน ไม่มีไข้
หายใจดี ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ แต่มีปัญหาเรื่องออกซิเจน
สรุปการวินิจฉัยโรคและสรุปปัญหาคือมีอาการภาวะพร่องออกซิเจน ช่วยเหลือตนเองได้น้อย
ส่งต่อไปสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อทำ Home Oxygen Therapy” หมอรายงานในใบส่งต่อ
“ให้คุณยายไปรักษาต่อที่บ้านนะคะ
ปฏิบัติตัวทุกอย่างเหมือนอยู่โรงพยาบาล” หมอแนะนำก่อนเดินออกจากห้องไป
ยายเดินทางกลับบ้านก่อนวันสิ้นปีเพียงวันเดียว
ลูกหลานต่างดีอกดีใจกันยกใหญ่ที่ยายนำของขวัญชิ้นใหญ่มาฝาก
มันเป็นกล่องของขวัญปีใหม่ที่สวยที่สุดเท่าที่ลูกหลานได้รับมา
ด้านบนของกล่องมีคำอวยพรจากญาติมิตรมากมายประดับไว้เป็นการ์ดอวยพร รอบกล่องทุกด้านมีทีมแพทย์ พยาบาลและทีมงานที่เชี่ยวชาญเป็นริบบิ้นสีขาวผูกรัดไว้อย่างประณีต ตัวกล่องมีคุณตาและลูกหลานเป็นกระดาษสีทองแวววาวห่อหุ้มไว้อย่างวิจิตรบรรจง
เมื่อทุกคนเปิดกล่องของขวัญออกมา ภายในพบเวทย์มนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อตัวจากอานุภาพของพลังจิต
พลังความรักและพลังความเมตตาของผู้คนที่ต่างก็เข้ามาช่วยกันโอบอุ้มชีวิตของยายไว้ จนยายสามารถผ่านพ้นวิกฤตของชีวิตไปได้ และสามารถเดินทางกลับบ้านทันเทศกาลปีใหม่เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น