วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แอนดรูห์โกห์จีคืออะไร ใครอยากรู้ (What is Andragogy and Who needs to Know?)


                                                          Deb Peterson: เขียน
                                               สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


        Adragogy ออกเสียงว่า แอน-ดรูห์-โกห์-จี หรือ ก๊อจ-อี (an-druh-goh-jee,or-goj-ee) คือ กระบวนการช่วยให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ คำ ๆ นี้มาจากภาษากรีก andr หมายถึงคน และ agogus หมายถึงผู้นำ ขณะที่การสอนแบบ Pedagogy หมายถึง การสอนนักเรียนโดยเน้นครูเป็นสำคัญ แต่ Andragogy ได้เปลี่ยนจุดเน้นจากครูไปเป็นผู้เรียน ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเน้นที่พวกเขาเป็นสำคัญ เพราะพวกเขาสามารถควบคุมการเรียนรู้ของพวกเขาได้ด้วยตนเอง


        อเล็กซานเดอร์ แคปป์ (Alexander Kapp) นักการศึกษาชาวเยอรมันเป็นผู้ใช้คำว่า Adragogy เป็นครั้งแรกในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า Plato’s Educational Idea เมื่อปี 1833 คำที่เขาใช้คือ Andragogik แต่ไม่ได้แพร่หลาย จนกระทั่ง แมลคอล์ม โนว์ (Malcom Knowles) ได้ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปี 1970 โนว์เป็นผู้นำในการกล่าวถึงการศึกษาผู้ใหญ่ ได้เขียนบทความมากกว่า 200 ชิ้นรวมทั้งเขียนหนังสือด้วย เขาได้คิดหลักการ 5 ข้อที่ทำให้ผู้ใหญ่เรียนได้ดีที่สุด โดยได้จากการสังเกตการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ซึ่งจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อ

          1.    เขาเข้าใจว่า ทำไมบางสิ่งจึงมีความสำคัญที่ต้องรู้และปฏิบัติ
          2.    พวกเขามีอิสระในการเรียนด้วยวิธีการของตนเอง
          3.    การเรียนรู้จากประสบการณ์
          4.    เวลาที่เรียนเหมาะสมกับพวกเขา
          5.    เป็นกระบวนการที่เป็นบวกและส่งเสริมสนับสนุน


        โนว์มีชื่อเสียงในการสนับสนุนการศึกษาแบบไม่เป็นทางการของผู้ใหญ่ด้วย เขาเข้าใจว่า ต้นตอของปัญหาต่าง ๆในสังคมของเราที่เกี่ยวพันกับมนุษย์นั้น แก้ไขได้ด้วยการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่บ้าน ที่ทำงานและในที่ต่าง ๆ ที่มีมนุษย์อยู่ร่วมกัน

        เขาต้องการให้คนเรียนรู้ได้ทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ ได้ ความเชื่อนี้
เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย



ผลลัพธ์ของแอนดรูห์โกห์จี (Outcomes of Andragogy)

        ในหนังสือ Informal Adult Education แมลคอล์ม โนว์ เขียนไว้
ว่า เขาเชื่อว่าวิธีการของ Andragogy ควรจะสร้างผลลัพธ์ดังนี้

        1.ผู้ใหญ่ควรได้สร้างความเข้าใจอย่างเต็มที่ด้วยตัวของพวกเขาเอง พวกเขาควรมีความเคารพและยอมรับตนเองและสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ

        2.ผู้ใหญ่ควรพัฒนาทัศนคติในการยอมรับตนเอง ความรักและเคารพผู้อื่น พวกเขาควรเรียนรู้ถึงความคิดที่ท้าทาย โดยปราศจากการคุกคามคนอื่น ๆ

        3.ผู้ใหญ่ควรพัฒนาทัศนคติเกี่ยวชีวิตข้างหน้าอย่างมีพลวัต พวกเขาควรยอมรับว่า พวกเขาเปลี่ยนแปลงได้เสมอและมองเห็นทุกประสบการณ์เป็นโอกาสของการเรียนรู้


        4.ผู้ใหญ่ควรเรียนรู้ไปถึงสาเหตุของปัญหา ไม่ใช่มองแค่อาการของพฤติกรรม แก้ปัญหาตามแนวทางของสาเหตุ ไม่ใช่แก้ที่อาการ

        5.ผู้ใหญ่ควรได้รับทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จตามศักยภาพและบุคลิกภาพของพวกเขา ทุก ๆคนมีจิตใจเผื่อแผ่สังคมและมีหน้าที่พัฒนาความเป็นอัจฉริยะของตนเอง

        6.ผู้ใหญ่ควรเข้าใจคุณค่าที่สำคัญไว้เป็นทุนของประสบการณ์ พวกเขาควรเข้าใจแนวคิดดี ๆ และประเพณีในประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาและยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ผูกมัดผู้คนไว้ด้วยกัน


        7.ผู้ใหญ่ควรเข้าใจสังคมของพวกเขาและควรมีทักษะในการ
เปลี่ยนแปลงสังคม ในวิถีประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และรับรู้ถึงผลในการจัดระเบียบสังคม ดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนงานทุก ๆ โรงงาน คนค้าขายทุกการค้าขาย นักการเมืองทุกผู้ 
แม่บ้านทุกคน ต้องมีความรู้ที่เพียงพอในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การต่างประเทศและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบสังคม สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอย่างรู้เท่าทัน


        มันเป็นวิธีการที่สูงส่งมาก แต่มีความกระจ่างว่า งานของครูที่สอนนักศึกษาผู้ใหญ่มีความแตกต่างกันกับงานของครูที่สอนเด็ก ๆ มากกว่า

      ทั้งหมดคือ สิ่งที่ตอบคำถามว่า แอนดรูห์โกห์จีคืออะไร


วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

การนำกูเกิ้ลมาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้โดยใช้ความชอบเป็นฐาน (Bring Google’s ’20% time ‘ to your classroom with passion – based learning)


                                                                           Adam Schoenbart: เขียน
                                                            สุริยา เผือกพันธ์:แปลและเรียบเรียง


                "การศึกษาในระบบให้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต ส่วนการศึกษาด้วยตนเองทำให้มีโชคลาภ (Formal education will make you a living; self- education will make you a fortune)"  – Jim Rohn



        ในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์นำอุปกรณ์ที่เรียกว่า Art Fry มาติดที่หลังกระดาษและกลายเป็นกระดาษโน็ต (Post-it) ยอดนิยมในที่สุด  ฟรี เป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนที่สำคัญของบริษัท 3 เอ็ม (3M) ที่ใช้เวลาเพียง 15 % ของตารางการทำงานของพนักงานแต่ทำให้งานเรียบร้อยดีกว่าการจัดการโดยผู้จัดการ

        ในโอกาสนี้ ริชาร์ด ดรู (Richard Drew)ไม่เพียงแต่จะหาวิธีการใน
การสร้างนวัตกรรมเท่านั้น แต่เขายังสร้างเทปกาว (Tape) โดยใช้วิธี
เดียวกันกับกระดาษโน็ตโดยใช้เวลา 20% ของตารางงาน ด้วยกูเกิ้ล (Google) ที่สร้างโดยจีเมล (Gmail) อีกด้วย

        ถ้าวิธีการนี้ ทำงานได้ดีในวงการธุรกิจ ทำไมมันจะนำมากับงานของโรงเรียนไม่ได้ !!!!


        สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้แบบดั้งเดิม แผนการสอนของครูนำนักเรียนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ปัจจุบันนี้ มีการเรียนรู้โดยใช้ความชอบเป็นฐานเกิดขึ้น (Passion-based learning) ซึ่งให้เวลานักเรียนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงเพื่อเรียนรู้บางอย่างที่พวกเขาสนใจเลือก 

        ในปีการศึกษาหลังสุด ผู้เขียนได้ใช้แนวคิดนี้มาปฏิบัติ นักเรียนได้ใช้เวลาในชั้นเรียนทุกวันพุธ เพื่อทำโครงการที่พวกเขาชอบ พวกเขาระดมสมองเพื่อเลือกสิ่งที่พวกเขาสนใจจะเรียนรู้ หัวข้อหลายหัวข้อเกี่ยวข้องกับอาชีพในอนาคตหรือศักยภาพในการเรียนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งเรื่องกลุ่มดาวอังคาร ผลกระทบของลัทธิสองภาษาต่อสมอง พลังของฟุตบอลในการสร้างชุมชน ดนตรีมีผลต่อจิตวิทยาของวัยรุ่นอย่างไรและสถิติเกี่ยวกับภาพยนตร์ Blackjack เป็นต้น

        ในการเรียนรู้แบบใช้ความชอบเป็นฐาน กระบวนการกับผลผลิตมีความสำคัญเท่า ๆ กัน นักเรียนจะส่งงานทุกสัปดาห์และมีกำหนดนัด
หมาย(Deadlines) ที่แน่นอน ในการเข้าไปปรับปรุงบล็อก (Blogspot) ให้ทันสมัยและเขียนอ้างอิงบรรณานุกรม (An noted Bibliography) ส่ง สิ่งเหล่านี้ เป็นที่ที่สำหรับตรวจงานที่นักเรียนทำส่งครู ให้ครูเห็นความก้าวหน้าของการทำงานและช่วยให้คำแนะนำย้อนกลับได้


        ผลการสืบค้นในงานชิ้นสุดท้ายจะแสดงให้เห็นถึงผลการเรียนรู้ของพวกเขา นักเรียนจะเป็นคนเลือกวิธีการนำเสนอผลงาน ด้วยการจัดลำดับการนำเสนอด้วยวิดีโอและเว็บไซด์

        ตัวอย่างเช่น สมาชิกชมรมงานละครคนหนึ่ง ได้เข้าไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไร เธอได้สร้างเว็บไซด์ แบ่งปันแหล่งเรียนรู้ ข้อแนะนำและผู้เชี่ยวชาญแก่นักเรียนที่ต้องการประกอบอาชีพนักแสดง

        นักเรียนอีกคน เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนา การตลาดและการขายยา แม่ของเขาทำสิ่งเหล่านี้ในการดำรงชีวิตและเขาใช้เวลาทำความเข้าใจงานของแม่ให้ดีขึ้น ด้วยการสัมภาษณ์แม่ การค้นคว้าและนำเสนอสิ่งค้นพบในห้องเรียน


        ขณะที่ซินเธียร์ (Cynthia) นักเรียนอีกคนหนึ่ง บอกว่า เธอได้ไปสัมภาษณ์นักการเมืองท้องถิ่น ทำให้รู้ว่าเวลา 20% ของพวกเรามีความสำคัญในการเรียนรู้บางสิ่งมาก ซินเธียร์และเพื่อนอีกสามคนได้ค้นคว้าบทบาทของตำรวจเกี่ยวกับอคติและการเหยียดผิว จากผลของความพยายามในการใช้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเธอได้ค้นคว้าในหัวข้อนี้ โดยสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการมีผลกระทบต่อชุมชนของเราอย่างไร

        หลังจากที่วุฒิสมาชิกได้กล่าวไว้ที่โรงเรียน ซินเธียร์ได้สัมภาษณ์เขาเกี่ยวกับเนือหานี้ กลุ่มได้ติดตามการเรียนรู้โดยใช้อีเมลและอ้างอิงคำพูดของเขาในรายงานโครงการ อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นการค้นคว้าวิจัยในชีวิตจริงที่เป็นปัจจุบัน พวกเธอเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายมีผลต่ออคติอย่างไร การทำแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ นักการเมือง
และสำรวจความคิดเห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนที่รับรู้เรื่องนี้ได้เข้าใจดีขึ้น ท้ายที่สุด พวกเธอได้นำเสนอเอกสารการวิจัย ผลการเรียนรู้ บทสัมภาษณ์และข้อค้นพบในชั้นเรียนอีกด้วย


        ด้วยเหตุผลที่ว่า นักเรียนได้ติดตามสิ่งที่พวกเขาสนใจ ซึ่งทุกหัวข้อไม่ได้เข้มงวดในเชิงวิชาการ แต่เป็นการเรียนรู้ทักษะและได้ความรู้ใหม่ ที่ปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่เสมอ การให้ความสำคัญกับการผลสะท้อนกลับ ครูได้ให้นักเรียนเขียนรายงานเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนรู้ การเรียนรู้และความก้าวหน้าของพวกเขา  ท้ายที่สุดพวกเขาได้คาดหวังถึงการประเมินผลงานของพวกเขา ด้วยการตอบชุดคำถาม ตัวอย่างเช่น พวกเขาใช้ทักษะอะไรในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ขณะที่เรียนรู้อยู่นั้น จงบอกความประทับใจแก่ครู  เกี่ยวกับสิ่งที่ชอบ ความซื่อสัตย์ และความก้าวหน้าจากพลังของผลสะท้อนที่เป็นกระบวนการของการศึกษาจริง ๆ

        นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานหรือเกรด แต่มันเป็นเรื่องการมอบอำนาจในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน เมื่อพวกเราได้เอาใจใส่หรือตื่นตัวขึ้น จะทำให้เราทำได้มากและทำได้ดีขึ้น การเรียนรู้อย่างมากมายที่เกิดขึ้นในตัวของนักเรียนคือ การจัดการและควบคุมระดับจุลภาค (Micro-Managed and Controlled) โครงการที่พวกเขาเลือกและมีความชอบมีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาที่ดี


        นักเรียนบางคนมีความทะเยอทะยานในการทำงานที่พวกเขาเห็น
ว่าประสบความสำเร็จยาก ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งต้องการเรียนเกี่ยวกับแกนพวงมาลัยรถยนต์และการซ่อมรถยนต์เก่าแทนที่เขาจะเรียนเกี่ยวกับรถยนต์ทั้งคัน ซึ่งวันหนึ่ง ด้วยความทะเยอทะยาน เขาสามารถจะกลายเป็นผู้ชำนาญการได้เมื่อเขาใช้ความพยายามอีกครั้ง

        คนอื่น ๆ ได้เปลี่ยนเป้าหมายของพวกเขาแต่มีจำนวนน้อยที่ละทิ้งกลางคัน ขณะที่บางคนได้รู้ถึงสิ่งที่ชอบในทันทีทันใด อีกส่วนหนึ่งต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาแนวความคิด บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับงานที่มีลักษณะเป็นนามธรรม การเรียนรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งที่เราต้องการ การค้นหาความหมาย ด้วยความมีอิสระ ทำให้มีความต้องการในการจัดทำโครงสร้างและการตรวจสอบ สู่การรับรองการเรียนรู้ในทางปฏิบัติในโอกาสต่อไป


        นอกจากนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ยังสนใจการเรียนตามความชอบมากกว่าบทเรียนที่ครูใช้สอน เพราะว่าพวกเขามีอิสระในการทำกิจกรรมที่นำประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวของพวกเขาเอง ในขณะที่ครูอาจไม่มีความรู้มากมายนักเกี่ยวกับดาวอังคารหรือประเภทของเครื่องยนต์ แต่นักเรียนเขารู้ เพราะความชอบ มีความลึกซึ้งในความรู้และมีความมุ่งมั่นในการค้นคว้า ซึ่งไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน และเป็นเพราะว่าเรามีส่วนร่วมในกระบวนการด้วยกัน นักเรียนทุกกลุ่มยังได้แบ่งปันความท้าทายและความสำเร็จแก่กันและกันอีกด้วย

        ในปีนี้ ยังจะดำเนินการด้วยวิธีการนี้ต่อไปและพยายามที่จะประสานความร่วมมือกับนักเรียนที่ได้สอนประจำในห้องเรียนให้มากยิ่งขึ้น โดยต้องการที่จะมอบอำนาจให้นักเรียนค้นหา เรียนรู้และแบ่งปัน
เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาชอบตลอดทัั้งปี ไม่เฉพาะแค่หน่วยเรียนรู้หน่วยเดียว แต่อยากให้นักเรียนได้พิจารณาถึงสิ่งที่เขาชอบ เขาเกลียดและต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต ชุมชนและอนาคตของพวกเขา

        ดังนั้น การเรียนรู้โดยใช้ความชอบเป็นฐาน นักเรียนของเราไม่เพียงแต่ใช้กูเกิ้ลเป็นเครื่องมือแบบกระดาษบันทึกหรือจีเมล แต่แน่นอนว่า มันจะต้องเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกและเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้เพื่อสิ่งที่ดีกว่าได้ด้วย



วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สร้างผู้เรียนให้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Building Lifelong Learners)


                                                                          Sara Howle: เขียน
                                                สุริยา เผือกพันธ์:แปลและเรียบเรียง


        “เปลี่ยนจิตสำนึกที่แคระแกรนให้เป็นจิตสำนึกที่เจริญงอกงาม: งานของโรงเรียน ไม่เพียงแต่สร้างให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง หากแต่สร้างผู้เรียนให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย”



        “ความยิ่งใหญ่เกิดจากความพยายาม ไม่ใช่ความแข็งแรง” เซมูเอลจอห์นสัน (Samuel Johnson) กล่าวอย่างเข้าใจถึงสิ่งที่ครูในปัจจุบันได้พยายามส่งเสริม จิตสำนึกที่งอกงามให้เกิดขึ้นในชั้นเรียนของพวกเขา

        ในฐานะที่โตพอแล้ว  พวกเราหลายคนไม่ได้เห็นระบบการศึกษาได้ทำในสิ่งนี้สักเท่าไหร่ในระบบโรงเรียน เพราะงานแรกของโรงเรียนคือ การให้คะแนนนักเรียนเพื่อเลื่อนชั้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนบางคนที่ผ่านไปในแต่ละเทอม งานที่ว่านี้ ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้กับพวกเขาแต่อย่างใด บางคนไม่สนใจกับสิ่งที่โรงเรียนทำให้กับเขาเพื่อการยกย่องชมเชยหรือทำให้เขาได้รับประกาศนียบัตร ขณะที่คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน รู้สึกว่ามันไม่ใช่สาระในสิ่งที่โรงเรียนได้ทำอยู่ พวกเขารู้สึกว่า มันไม่ใช่ความสำเร็จแต่อย่างใด

        เราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า จิตสำนึกที่แคระแกรน (Fixed Mindset) จิตสำนึกที่แคระแกรนคือ คนที่มักจะพูดว่า “ฉันดีในบางสิ่งหรือไม่ก็ ไม่ดีในบางสิ่ง ฉันไม่ชอบการท้าทาย ฉันจะล้มเลิกเมื่อเกิดความคับข้องใจและความสามารถฉันเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งอัน”


        ในอดีตที่ผ่านมา วิธีการนี้เคยประยุกต์ใช้กับหลาย ๆ เรื่องเช่นเรื่องกีฬา จนมาถึงเรื่องของการศึกษา

        ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงจิตสำนึกที่งอกงาม ต่างมีความเห็นว่า เป็นจิตสำนึกที่คล้ายกับคนที่ชอบ พูดว่า “ฉันสามารถเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ด้วยจิตใจของฉัน ฉันชอบความท้าทายและพยายามทำสิ่งใหม่ ๆ ฉันสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวของฉันและจะทำมันให้ดีอีกครั้ง ฉันจะพยายามแม้ว่ามันจะคับข้องใจและด้วยความพยายามและทัศนคติของฉันนี้ จะนำฉันไปสู่ความสำเร็จได้”

        นักเรียนนักศึกษาที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้จิตสำนึกที่งอกงามนี้ จะต้องมีความรู้สึกอย่างนี้แบบเดียวกัน ในการดำเนินชีวิตของพวกเขา 


       ในหนังสือเรื่องจิตสำนึกที่ชื่อ “The New Psychology of Success” ที่เขียนโดยคาโรล ดเวค(Carol  Dweck) กล่าวถึง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่า จะรวมถึงชีวิตที่มีความสนุกสนานเพิ่มขึ้นด้วย ความเครียดจะน้อยลง เมื่อใดที่ได้สร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา มันจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นด้วย และจะไม่รู้สึกว่า  ตนเอง “โง่” ในเวลาที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ต่าง ๆ 

        เมื่อครูหรือจะให้ดี โรงเรียนถ้าได้สร้างจิตสำนึกที่งอกงามนี้แล้ว มันไม่ได้มีอิสระเฉพาะเรื่องการเรียนรู้  แต่ยังเกิดความสุขในการเรียนรู้อีกด้วย ดังนั้น ในการค้นพบความรื่นรมย์ใหม่ ๆ  จะเกิดขึ้นก็จากการที่ครูได้ส่งเสริมให้นักเรียนได้สำรวจและค้นหาด้วยตนเองในระหว่างเรียนรู้ 

      การที่ครูให้อิสระแก่นักเรียนได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยปราศจากแรงกดดัน จึงแตกต่างจากการให้งานแบบที่เคยให้ทำมาก่อนคือ เน้นการให้คะแนนเป็นสำคัญ


        ผู้เรียนรู้ที่แท้จริงคือ คนที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เลยขอบเขตออกไปนอกกำแพงโรงเรียน เรียนได้ตามอัธยาศัย ผู้เรียนเหล่านี้จะสร้างรูปแบบจิตสำนึกที่งอกงามให้เกิดขึ้น เมื่อเรารักการเรียนรู้  เราไม่อาจจินตนาการได้ว่า เมื่อไหร่เราจะหยุดมัน เมื่อเราไม่กลัวที่จะล้มเหลว เราจะเติบโตและก้าวข้ามความไร้พรมแดนของการศึกษาไปอย่างไม่มีขีดจำกัด

        โรงเรียนที่ปฏิบัติอยู่ในแนวทางนี้ แสดงถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนจิตสำนึกของเรา 

         แทนการถามพวกเราว่า “ได้เกรดอะไร” กลับถามว่า“เราเรียนได้ดีขึ้นหรือยัง”หรือ“เรื่องอะไรที่ทำให้เราเรียนอย่างมีความสนุกสนาน”  โรงเรียนจะมองไปถึงวิธีการที่ผู้เรียนสามารถงอกงามได้ ตามบทบาทของผู้เรียนรู้ 

        ไม่เฉพาะสิ่งที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จในปั้นปลาย แต่ผู้เรียนทั้งหลายสามารถเติบโตและเรียนรู้ได้ทุก ๆ วัน บางครั้ง เราควรมาหยุดคิดและพิจารณาสักนิด ถึงกระบวนการวัดผลและตัวบ่งชี้ความสำเร็จใหม่ ๆ ในระหว่างการเรียนรู้นั้น ๆ 

……………………………………………………………………………….................
www.The Journal-news.net (October 9, 2017)


        

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

การออกแบบการสอนตามทฤษฎี Andragogy (Andragogy Theory)


                                             The University of Sheffield
                สุริยา เผือกพันธ์,สุวันลา ม่วงรัตน์: แปลและเรียบเรียง


        โนวส์ (Knowles) ผู้สร้างทฤษฎี Andragogy ได้มีความพยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีเพื่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่เป็นการเฉพาะ โดยเน้นให้เห็นว่าผู้ใหญ่ควบคุมตนเองได้ (Self-Directed) และมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง หลักสูตรการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จึงต้องจัดทำให้เหมาะสมกับหลักการพื้นฐานนี้


        การออกแบบการการเรียนรู้ตามทฤษฎี Andragogy ดำเนินการ
ตามสมมุติฐานดังนี้

1.ผู้ใหญ่ต้องการทราบเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงต้องเรียนในสิ่งที่หลักสูตรต้องการให้เรียน

        2.ผู้ใหญ่ต้องการเรียนรู้จากประสบการณ์

        3.ผู้ใหญ่ต้องการเรียนโดยใช้การแก้ปัญหาเป็นฐาน

        4.ผู้ใหญ่เรียนได้ดีที่สุดเมื่อสิ่งที่เรียนนั้นทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าทันทีทันใด

        ในทางปฏิบัติ Andragogy เป็นเครื่องมือที่ใช้สอนผู้ใหญ่โดย
เน้นไปที่่การเรียนรู้กระบวนการมากกว่าเนื้อหา ตัวอย่างกลยุทธ์การสอน เช่น กรณีศึกษา (Case Studies) บทบาทสมมุติ (Role Playing) สถานการณ์จำลอง(Simulations) และการประเมินผลด้วยตนเอง (Self-Evaluation) ทั้งหมดนี้ให้ประโยชน์กับผู้เรียนมาก ผู้สอนจะลดบทบาทมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) หรือแหล่งเรียนรู้ (Resource) มากกว่าเป็นผู้สอนหรือผู้ให้คะแนน


การประยุกต์ใช้ (Application)

        ทฤษฎี Andragogy ประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่หลายรูปแบบ และเคยใช้ในการออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรมองค์การมาแล้วอย่างกว้างขวาง เช่น การพัฒนาการจัดการ

ตัวอย่าง (Example)

        โนวส์ (1984) ได้นำตัวอย่างการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพื้นฐานของ Andragogy มาออกแบบการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยเสนอว่า

        1.มีความต้องการที่จะอธิบายว่า ทำไม จึงต้องสอนเรื่องเหล่านี้
เป็นพิเศษ (ตัวอย่างเช่น คำสั่ง หน้าที่ ระบบปฏิบัติการ เป็นต้น)

        2.การสอนควรเป็นการทำงานแทนการจดจำ กิจกรรมการเรียนรู้
ควรอยู่ในบริบทธรรมดา ๆ เป็นงานง่าย ๆ ต่อการปฏิบัติ

        3.การสอนควรคำนึงถึงความรู้พื้นฐานของผู้เรียนที่มีความแตก
ต่างกันอย่างกว้างขวาง วัสดุการเรียนและกิจกรรมควรจะดำเนินการให้เหมาะสมกับระดับความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

        4.ตั้งแต่ผู้ใหญ่นำตนเองได้ การสอนควรสนับสนุนให้ผู้เรียนได้
ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ผู้สอนเพียงแนะแนวทางและช่วยเหลือหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น


หลักการพื้นฐาน (Principles)

        1.ผู้ใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมในการวางแผนและประเมินผลการสอนพวกเขา

        2.ประสบการณ์ (รวมทั้งที่เป็นความผิดพลาด) เป็นพื้นฐาน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

        3.ผู้ใหญ่จะสนใจเรียนรู้เรื่องที่ตรงกับชีวิตส่วนตัวและการทำงานของตน

        4.การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ใช้การแก้ปัญหา (Problem-centered) เป็นศูนย์กลางมากกว่าใช้วิชา (Content- oriented) เป็นศูนย์กลาง

............................................................................................

www.Instructional Design.0rg