วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

17 วิธีการป้องกันโรคสมองเสื่อม :17 Ways to Age-Proof Your Brain (1)




                                                                                                Amanda Gardner : เขียน

                                                                   สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง



     “ลับคมสมองด้วยเคล็ดลับการชะลอความแก่ที่น่าประหลาดเหล่านี้”


      สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรามันจะส่งผลดีต่อสมองด้วย เช่น การกินผักและผลไม้หลากหลายชนิดที่พอเหมาะพอดี ขณะเดียวกันก็ไม่กินอาหารจำพวกน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป รวมทั้งการได้ออกกำลังกายและนอนหลับในคืน ๆ หนึ่ง (ประมาณ8 ชั่วโมง) ที่เพียงพอด้วย แต่มีหลักฐานจำนวนมากพบว่า กิจกรรมอื่น ๆที่ทำทั้งหมดก็สามารถช่วยรักษาความเยาว์ของสมองของเราไว้ได้ แม้ว่าอายุจะเพิ่มมากขึ้น โปรดอย่าลืมว่า ไม่มีกิจกรรมใดที่เกิดขึ้นด้วยเวทย์มนต์ นอกเสียจากเราจะต้องลงมือทำด้วยตัวเองดังต่อไปนี้ !!!



1.ฝึกเต้นรำ(Takedance lessons)ผู้อาวุโสหลายคนเต้นรำ3–4ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะการเต้นรำในจังหวะบอลรูม (Ballroom Dancing) จะลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อม(Dementia)ได้ถึงร้อยละ 75 เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้เต้นหนังสือ TheNew England Journal of Medicine เคยรายงานไว้ในปี2003ทำไมหรือ?“การเต้นรำเป็นกิจกรรมที่สลับซับซ้อน”โจเวริ์กฮิสส์
(JoeVerghese)หัวหน้าผู้สูงอายุประจำศูนย์การแพทย์มอนเตฟิเออร์
(MontefioreMedicineCenter) ในเมืองนิวยอร์คซึ่งเป็นผู้นำในการศึกษาเรื่องนี้กล่าว “การเต้นแอร์โรบิคช่วยในการไหลของเลือดไปเลี้ยงสมองซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาสมองและส่งต่อไปถึงการพัฒนาจิตใจด้วย ขณะที่มันยากต่อการพิสูจน์สาเหตุและผล(คนที่เป็นโรคสมองเสื่อมอาจทำกิจกรรมน้อย) การศึกษานี้เป็นการศึกษากับคนที่ไม่มีสภาวะสมองเสื่อมและ
ได้ติดตามพวกเขา  นอกเหนือเวลาปกติ

2.  การเล่นดนตรี (Play an Instrument) การเล่นแซกโซโฟน เปียโนหรือไม่ก็อคูเลเล่ ที่นักวิจัยพบว่า การเล่นเป็นเวลา 10 ปีหรือมากกว่า มีความสัมพันธ์กับการจำที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เล่นน้อยกว่าหรือไม่เล่นอะไรเลย เมื่ออายุมากขึ้น การวิจัยอื่น ๆ ก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่การฟังก็ยังช่วยให้สมองมีพลัง (Brainpower) การศึกษาของวิทยาลัยการแพทย์มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ดพบว่า การฟังดนตรีบาโรก(Baroque Music) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองที่ช่วยให้มีความตั้งใจและจดจำเรื่องราวได้ดี


3.  เรียนภาษาต่างประเทศ (Learn foreign language) การเรียนรู้ สองภาษาอาจช่วยยืดอายุการเกิดภาวะสมองเสื่อมออกไป คนที่พูดสอง ภาษา โดยเฉลี่ยจะเกิดภาวะสมองเสื่อมช้าออกไป 4 ปีครึ่งซึ่งมากกว่าคน ที่พูดภาษาเดียว การศึกษานี้ได้ตีพิมพ์ในหนังสือวารสาร Neurology ในปี 2013  การวิจัยอื่น ๆ ได้แสดงให้เห็นว่า คนที่พูดได้มากกว่าภาษาเดียวจะ มีความตั้งใจและทำงานได้หลากหลายกว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้กล่าวว่า ในช่วงวัยเด็ก เป็นเวลาที่เหมาะ  ที่เราจะเรียนรู้การพูด 2 ภาษาได้ดีกว่าแต่ก็ไม่สายสำหรับคนที่จะเรียนรู้ ด้วยการฝึกทีละเล็กทีละน้อยจะช่วยเราได้เช่นกัน

4.  เล่นหมากรุก (Play Chess) การเล่นหมากรุก บิงโก้ เช็คเกอร์ และเล่นไพ่ อาจช่วยให้สมองของเราแข็งแรง ในปี 2013 ได้มีการศึกษา คนในฝรั่งเศสพบว่า ผู้ที่เล่นเกมบนกระดาน (Board Game)  มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อม ต่ำกว่าร้อยละ 15 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เล่น และดูเหมือนว่าผลการศึกษาจะเป็นอย่างนั้นมานานถึง 20 ปีแล้ว “แนวคิดนี้จะช่วยสร้างความคงทนของสติปัญญา” เวอร์ฮิสส์ ซึ่งได้ ศึกษาประโยชน์จากการเล่นเกมบนกระดานด้วยคนหนึ่งกล่าว “การเล่น เกมเหล่านี้มาก ๆ จะเป็นการสร้างกันชนให้ต่อสู้กับภาวะสมองเสื่อม อาจเป็นการสร้างหน้ากากป้องกันภัยจากโรคได้ด้วยเวลาที่ยาวขึ้น ซึ่งมันอาจมาคุกคามคุณได้ในทุกเวลา


5.  อ่านให้มากแต่น้อย (Read more of less)  โดยทั่วไปการอ่าน เป็นผลดีต่อสมองอยู่แล้ว แต่การอ่านบทความหรือหนังสือ 2 – 3 เรื่อง/ เล่มจะทำให้เรามีความตั้งใจอ่านแต่ละเรื่อง/เล่มได้มากกว่า “สมองของ เราจะทำงานได้ไม่ดีกับข้อมูลที่มีมากเกินไป การรับมากเกินไปจะทำ ให้สมองเราปิด”  แซนด้า บอนด์ แชปแมน (Sandra Bond Chapmanผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพสมองแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ดัลลัส ( Director of the Center for Brain Health at the University of Texas at Dallas) กล่าว “อ่านบทความดี ๆ เพียง 1 – 2 ชิ้นและพินิจพิเคราะห์มันให้ลุ่มลึก จะดีกว่าอ่านมันมากเป็น 20 เรื่องแต่ไม่ได้ใช้ความคิดอะไร”

6.  เปลี่ยนรูปแบบตัวพิมพ์ (Changes your font) ในเวลาที่เราต้องอ่านเอกสารทำงานครั้งต่อไป ลองพิจารณาเปลี่ยนแปลงตัวอักษรบ้าง ก่อน ที่จะปริ้นมันออกมา มันเป็นโอกาสที่เราจะได้ อ่านเอกสารที่มีตัวอักษรง่าย ๆ จาก Arial หรือ Time New Roman  ไปเป็นบางตัวที่มีความชัดเจนน้อยกว่าเช่น Comic sans หรือ Bodoni อาจพัฒนาความเข้าใจของและเรียกความจำข้อมูลของเรากลับคืนมา อ้างถึงการศึกษาเล็ก ๆ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ทำนองเดียวกับที่โรงเรียนโอไฮโอ (Ohio high School) ได้เปิดเผยว่า นักเรียนที่ได้รับใบงานที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรไม่ค่อยชัดเจนจะทำผลงานในแบบทดสอบได้ดีกว่านักเรียน ที่สามารถอ่านใบงานได้ชัดเจนกว่า “มันเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ไม่เจ็บ - ไม่จำ (No – pain – no - gain phenomenon)” เมื่อเราออกแรงใช้ความพยายามเพิ่มขึ้น สมองจะให้รางวัลเรากลับคืนด้วยความเข้มแข็ง แต่จะทำให้เราแน่ใจที่จะรักษาสิ่งใหม่ ๆไว้ได้ก็ต่อเมื่อ เราได้เปลี่ยนแปลงตัวอักษรใหม่ ๆ เป็นประจำ




7.  ทำงานอย่างเดียว (Single – task)  ถ้าเราคิดถึงความสามารถในการทำงานหลายอย่างว่าเป็นการพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของสมอง ลองคิดใหม่อีกครั้ง !! “การทำงานหลายอย่างมันเป็นการปล้นสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ของเราไป”  แชปแมน (Chapman) ผู้ซึ่งเขียนเรื่องMakes Your Brain Smarter กล่าว สมองส่วนหน้าที่หน้าที่ควบคุมการตัดสินใจ การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพของสมอง การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ณ ขณะหนึ่ง ไม่ใช่ทำหลาย ๆ อย่างในแต่ละครั้ง จะเป็นการส่งเสริมการสั่งการอย่างมีเหตุผลหรือส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ความเข้าใจและการประยุกต์ใช้ข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ

8.  เขียนเกี่ยวกับความเครียดของเรา (Write Your Stress) ในการศึกษาครั้งหนึ่ง ให้นักศึกษาเขียนเกี่ยวกับความเครียดของพวกเขาจากประสบการณ์ในช่วงเวลา 3 วันโดยใช้เวลาเขียน 20 นาที เป็นการพิสูจน์ความจำในการทำงานและค่าเฉลี่ยผลการเรียน นักศึกษาที่เขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เป็นกลาง (Neutral Events) จะมองไม่เห็นการพัฒนา “เราตั้งสมมุติฐานว่า สาเหตุของความเครียดอันไม่พึงประสงค์ คือความคิดที่ก้าวร้าวเอเดรียล โบลส์ (Adriel Boals) ศาตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ( The University of North Texas) ในเดนตัน (Dentonผู้ร่วมเขียนกล่าว “นักศึกษาจะเขียนความคิดที่ก้าวร้าวอย่างเข้มข้น เมื่อความจำเกี่ยวกับงานเพิ่มขึ้น”  ดังนั้น ถ้ามีบางสิ่งมารบกวนเรา อย่าอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ (Don’t BottleIt Up) เขียนมันออกมา !!!!

......................................................................................



Amanda Gardner is an actress, known for Up a Hill (2012), Dates Like This (2012) and Working Out the Kinks (2016).

http://motto.time.com/4117902/age-proof-your-brain/?xid=time_socialflow_facebook (March 29, 2017) 


วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก (Since I was young)



                                                                                                                                                                                                   สุริยา เผือกพันธ์


            ล่วงเข้าวันที่ 4 มีนาคม 2560 เวลาตีสองเศษ ผู้คนหญิงชายที่มาจากทั่วทุกสารทิศถูกจัดระเบียบให้เป็นแถวตอนเรียงสี่ ตั้งแต่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน ยาวเลียบถนนริมคลองฝั่งตรงข้ามไปเรื่อย ๆ  ในยามวิกาลเช่นนี้ ผมไม่ได้มาที่นี่กว่าสี่สิบปีแล้ว !!

ไม่ทันที่ผมจะได้คิดย้อนไปถึงภาพในอดีตที่ไกลกว่านี้ ขบวนแถวก็เคลื่อนตัวข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง บริเวณนั้นบรรยากาศรายล้อมไปด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงจากเสาไฟฟ้าและความสว่างจากยวดยานบนถนนเท่านั้นที่สาดส่องเป็นลำวูบวาบไปมาไม่ขาดสาย

แม้ในเวลานั้นจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มานั่งเป็นแถวเรียงรายไปตามความยาวของทางเท้าอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ทุกคนก็อยู่ในอาการสำรวม สงบเสงี่ยมอย่างที่ไม่มีใครต้องบอกกล่าวแต่อย่างใด ขบวนแถวของผมเคลื่อนตัวไปทางด้านทิศใต้ ลัดเลาะผ่านคนที่นั่งเป็นแถวยาวเหยียด ไปเกือบสามสิบเมตรเห็นจะได้ จึงมีที่ว่างสำหรับพวกเราได้นั่งต่อแถวขยายยาวออกไป 


            พวกเรานั่งเป็นแถวตอนเรียงสี่ตามลำดับ เหมือนที่เดินตามกันมาตั้งแต่หน้าโรงแรม โดยหันหน้าออกไปทางถนน ด้านหลังเป็นลำคลอง ผมจำได้ว่าเป็นคลองหลอด แต่เดิมย่านนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของคนเร่ร่อนจรจัด แต่ปัจจุบันไม่มีคนเหล่านั้นอาศัยอยู่แล้ว คงเป็นผลพวงของการจัดระเบียบผู้คนของกรุงเทพมหานคร จึงทำให้มีที่ว่างสำหรับให้พวกเราได้มานั่งพักอย่างสะดวกสบาย

            ขบวนแถวยังเดินมาต่อท้ายพวกเราอยู่ไม่ขาดสาย จนคะเนไม่ถูกว่าความยาวของแถวจริง ๆ นั้นยาวเท่าใดและจะไปสิ้นสุด ณ บริเวณใด แต่ที่รู้กันโดยสำนึกของทุกคนก็คือ นี่เป็นการต่อคิว

            ในระหว่างรอคิวอยู่นั้น จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งเดินทั้งขับขี่จักรยานยนต์เป็นพาหนะเคลื่อนตัวไปมาเพื่อจัดระเบียบแถวและอำนวยความสะดวกในระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลา

            “ทุกคนเตรียมเคลื่อนขบวนครับ” เสียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งส่งเสียงอยู่บนถนน

            “เวลา 03.30 น. เราจะออกเดิน..อีก 10 นาทีนะครับ เตรียมบัตรประชาชนไว้ด้วย”  เจ้าหน้าที่คนเดิมให้รายละเอียดเพิ่มเติม

            ขบวนแถวทั้งหมดต่างลุกขึ้นยืน หันหน้าไปทางด้านหน้าทิศเหนือ อันเป็นจุดเริ่มของทุกคน

            เมื่อได้เวลานัดหมายขบวนแถวก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้า เป็นแถวยาวราวกับงูเลื้อย ฝ่าความมืดไปอย่างเงียบเชียบ พวกเราเดินตามคนข้างหน้าไปจนถึงบริเวณฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมใหญ่ที่ผ่านมาเมื่อครู่ แล้วจึงเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานไปยังจุดตรวจตราความปลอดภัย

            “ยกบัตรประชาชนขึ้นระดับอกนะครับ” เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร้องบอก

            ทุกคนยกบัตรประชาชนแนบอกลอดซุ้มเอ๊กเรย์ (X-Ray) วัตถุระเบิดไปได้อย่างไม่มีเสียงเตือนจากเครื่องมือตรวจสอบนั้น จนขบวนแถวนำพวกเราทะลุไปชนกับถนนอีกสาย เมื่อข้ามถนนไปอีกฝั่งจนชิดทางเท้าด้านทิศตะวันตกจึงมองเห็นเป็นพื้นที่สนามกว้างใหญ่ แน่นอนว่า นี่คือ “สนามหลวง”

            มองกลับหลังไปในทิศทางที่เดินข้ามมา บนถนนอีกฝั่งเป็นกระทรวงยุติธรรม บนทางเท้าหน้ากระทรวงที่ยาวเหยียดขนานไปกับความยาวของท้องสนามหลวง เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็กเรียนชั้นประถมศึกษา ผมจะมาที่นี่บ่อยมาก โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะบนทางเท้านี้จะมีแผงหนังสือที่จำหน่ายหนังสือจำนวนหลายแผง เรียกว่าเป็นตลาดหนังสือขนาดใหญ่ของกรุงเทพ ฯ ในเวลานั้นก็ว่าได้ ที่นั่นมีทั้งหนังสือเก่าและหนังสือใหม่จำหน่ายปะปนกันไปในราคาย่อมเยาว์

             แต่ที่ผมประทับใจที่สุดที่เกิดขึ้นในบริเวณเดียวกันนี้คือ การได้มีโอกาสรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราสถลมารค ในปี พ.ศ. 2506 
ตัวผมเล็กนิดเดียว ยังต้องกระเย้อกระแหย่ง เบียดเสียดผู้คนที่เนืองแน่นริมถนนทั้งสองฝั่ง เพื่อจะได้มองเห็นพระองค์อย่างเต็มตา 



(ภาพจากhttp://www.thaiheritage.net/king/commander/)

          ส่วนทางเท้าด้านที่ขบวนแถวพวกเราแนบชิดอยู่นั้น จะเป็นทางเท้าหน้ากว้างกว่าทางเท้าปรกติและมีความยาวล้อมรอบสนามหลวง ใครก็ตามที่ไปดูแผงหนังสือในวันเสาร์-อาทิตย์ จะต้องเดินฝ่าความหนาแน่นของรถยนต์ไปยังอีกฝั่งเพื่อไปเดินบนทางเท้ารอบสนามหลวงดังกล่าว เพราะในเวลานั้นบนทางเท้าจะเป็นตลาดนัดขายเครื่องใช้ไม้สอย เสื้อผ้าอาหารและสินค้าแปลก ๆ จิปาถะ เหมือนตลาดจตุจักรในเวลานี้ 

            ขบวนแถวของพวกเราถูกขนาบข้างด้วยขบวนแถวของคนที่ปัดท้ายมาขนาบ จนกลายเป็นแถวเรียงแปด ทุกคนต่างก็รอคอยที่จะข้ามไปฝั่งตะวันตกของสนามหลวง ยืนรอไม่นานนักขบวนแถวก็เคลื่อนตัวขึ้นไปบนทางเท้าที่จัดเต็นท์ไว้รายรอบสนาม เพื่อเป็นร่มเงาให้ผู้คนในเวลากลางวันได้พักร้อน แต่ขบวนแถวเดินตัดเข้าไปในสนามหญ้าที่บัดนี้ ถูกดัดแปลงให้เป็นระเบียงทางเดินลัดไปยังอีกฝั่ง ตั้งแต่กึ่งกลางสนามหลวง

            แม้ขบวนแถวจะผ่านเวลาที่รอคอยมานานพอสมควรแล้ว แต่ทุกคนก็ยังรักษากิริยาสำรวมไว้อย่างไม่คลอนแคลน !!!

            บริเวณสนามหญ้าแห่งนี้และในค่ำคืนเช่นนี้ เคยเป็นสถานที่สร้างความบันเทิงให้กับชาวกรุงเทพมหานครมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เว้นแม้แต่เด็กต่างจังหวัดอย่างผม ที่นี่เป็นแหล่งมหรสพกลางแจ้งขนาดใหญ่ มีจอภาพยนตร์ มีเวทีดนตรี เวทีมายากล ชิงช้าสวรรค์ รถไต่ถัง ร้านปืนลม ร้านขว้างลูกดอก ฯลฯ

            ผมเคยเที่ยวดูมหรสพเหล่านี้มาแล้ว เพลิดเพลินจนลืมกลับบ้าน มารู้ตัวอีกทีก็ดึกมาก จนรถเมล์ประจำทางหยุดวิ่ง ทำให้ผมกลับบ้านไม่ได้ !!!

            ท้องสนามหลวงยิ่งดึก ยิ่งลมแรง อากาศก็ยิ่งหนาวตามแรงลม แผ่นกระดานหน้าร้านปืนลมคือที่ขดตัวนอนของผมในค่ำคืนอันเหน็บหนาวและเปล่าเปลี่ยวนั้น จนกระทั่งรุ่งเช้า มันเป็นค่ำคืนที่ผมจดจำไม่รู้ลืม  !!!


            ในขณะที่เดินผ่านสนามหญ้าใต้ชายคาเต็นท์ ผมเหลือบมองฝ่าความมืดไปทางทิศเหนือ ไปยังที่ที่ผมใส่ขาสั้น ขดตัวนอนหน้าร้านปืนลม เมื่อกว่าสี่สิบปีก่อนนั้น แม้ข้างหน้าจะมืดดำ แต่ผมมองทะลุเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน มันเป็นคืนที่หนาวที่สุด ไม่มีคืนใดนับจากนั้นจะยะเยือกเย็นยิ่งกว่า มันทำให้ผมรู้สึกขยาดความหนาวมาจนถึงทุกวันนี้

            ขบวนแถวเคลื่อนตัวค่อนไปทางฝั่งตะวันตกของสนามหลวง ฝั่งตรงข้ามของถนนฝั่งนี้ เป็นสถานที่สำคัญที่ผมจดจำมาตั้งแต่เป็นเด็ก ตั้งแต่วัดมหาธาตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรื่อยไปจนถึงโรงละครแห่งชาติ เป็นต้น

            สถานที่สำคัญเหล่านี้ล้วนแต่ผูกพันเป็นเกลียวประวัติศาสตร์ของใครต่อใครหลายคน รวมทั้งผมด้วยคนหนึ่งนอกจากพิพิธภัณฑ์จะเป็นสถานที่ที่ผมเข้าไปชมหลายครั้งในวัยเด็กแล้ว โตขึ้นมาอีกหน่อย
ในยุค 3 ยอ ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีนส์  สถานที่ใกล้เคียงกันที่ผมไปบ่อยในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยปิด (แต่เปิด)  ผมไปเรียนรู้อะไรต่ออะไรมากมาย ที่นั่นมีงานศิลปะ มีดนตรี นิทรรศการ มีอภิปรายทางวิชาการ มีการแลกเปลี่ยนความรู้แบบรอบด้านหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา  ศาสนา สังคม เศรษฐกิจและการเมืองแบบไม่มีการสะสมหน่วยกิต ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียน นอกจากอยากจะได้หนังสืออ่านสักเล่มสองเล่ม ที่มีวางขายในบริเวณงานเต็มไปหมด ก็ต้องควักตังค์จ่ายเป็นครั้งเป็นคราวไป

            สนามหลวงจึงเป็นเหมือนลมหายใจของผู้คนมากมายที่ผ่านไปมา เป็นที่นัดหมาย เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งค้าขาย เป็นที่ช็อปปิ้ง เป็นที่ออกกำลังกาย เป็นที่หลับนอนของคนเร่ร่อนจรจัด เป็นที่จัดแสดงมหรสพ เป็นที่ชุมนุมทางการเมืองตลอดจนเป็นที่จัดพระราชพิธีต่าง ๆ ฯลฯ

          หลายครั้ง...ที่ผมไปเบียดเสียดกลุ่มคนเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทรงโปรยหว่านลงแปลงนาในวันพระราชพิธีมงคลจรดพนังคัญแรกนาขวัญ ที่ท้องสนามหลวง


            ขบวนแถวขยับตัวไปทางด้านทิศใต้ ข้างหน้าไกลออกไป แสงไฟสาดส่องขึ้นเหนือวัดพระศรีรัตนศาสดารามมองลิบลิบเห็นเป็นสีทองเปล่งประกายงดงามยิ่งนัก ที่แห่งนี้ เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ผมเคยเข้าไปกราบพระแก้วมรกตมาแล้ว มันนานมากจนนึกภาพไม่ออกว่า ปัจจุบันนี้จะสวยสดงามเพียงใด  !!

            “เราจะรออยู่ที่นี่จนถึงเวลาตีห้านะครับ” เสียงเจ้าหน้าที่พูดผ่านโทรโข่ง จนผมหลุดจากภวังค์




            พวกเรามาถึงหน้าเต็นท์จุดรอคอย ในเวลาตีสี่กว่า ๆ เจ้าหน้าที่จัดให้เข้าไปนั่งรออยู่ในเต็นท์เป็นแถวตอนเรียงสี่เช่นเดิม นั่งได้สักพักก็มีเจ้าหน้าที่ทหารนำขนมกับน้ำดื่มมาแจกให้ เป็นการรองท้องไปก่อนในยามค่อนรุ่ง 

            เวลาตีห้า ขบวนแถวทั้งหมดยืนขึ้น เพื่อเตรียมเคลื่อนตัวไปข้างหน้า เวลาที่ทุกคนต่างรอคอยมาถึงแล้ว !!!


            การจัดระเบียบแถวเป็นไปโดยจิตสำนึก ด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมมากกว่าเดิม จุดหมายของทุกคนคือ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า...พระบรมมหาราชวัง !!! 

           ทุกคนรู้ดีว่า การเดินทางมาครั้งนี้ มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของตนเอง มันเป็นเกลียวประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในยุคสมัยที่ตนเองมีส่วนร่วมในการสร้าง ด้วยความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์ 

            ในค่ำคืนอันดึกสงัดเยี่ยงนี้ เมื่อสี่สิบปีก่อน ผมนอนเหน็บหนาวเดียวดายอยู่ในบริเวณนี้ตามลำพัง แต่สำหรับค่ำคืนนี้มีผู้คนเดินทางจากทั่วทุกสารทิศมาเป็นเพื่อนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่มีใครถามใครว่าเป็นใครมาจากไหน เพราะดูเหมือนว่าพวกเราถูกหลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันหมดแล้ว เหลือเพียงช่วงเวลาต่อจากนี้....


            แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นานนักในการรังสรรค์สิ่งสวยงามให้กับยุคสมัย แต่ก็เป็นบุญวาสนาของทุกคนที่ได้มีโอกาสไปร่วมสักการะพระบรมศพ พ่อหลวงของพวกเราทุก ๆ คน
           
           
           
             

           
           
           

             



วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560

เด็กนับล้านล้านคนยังไม่ได้ไปโรงเรียน (Millions of Children Still Out of School)






                                                                      Helen Griffiths : เขียน
                                                   สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


       "การบริหารกำลังล้มเหลวต่อความคาดหวังที่จะนำไปสู่ภาระผูกพันทางการศึกษา"


        ขณะนี้ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The 
United Nations Human Rights Council: UNHRC) จะได้มีการทบทวนถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้านสิทธิเด็กระดับโลก

        เสียงระฆังควรจะดังได้แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา !!!

        UNHRC จะได้ทำการวัดผลโครงการด้านสิทธิเด็กในเรื่อง เป้า
หมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals)จากการดำเนินงานมาแล้ว18เดือนภายใต้ข้อผูกมัดของการบริหารโครงการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนให้บรรลุภายในในปี 2030


ห้องเรียนว่างเปล่าที่โรงเรียนรัฐบาลในเลบานอน 

          ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย SDGs การบริหารหมาย
มั่นที่จะพัฒนาการเข้าถึงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กทุกคนให้ได้ภายในปี 2030 มันเป็นเป้าหมายที่สูงมากที่จะทำให้เด็กจำนวนถึง 263 ล้านคนจากทั่วโลกที่ยังไม่ไปโรงเรียนได้เข้าเรียนหลายล้านคนไม่เคยไปโรงเรียนและอีกจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียน ปัจจุบันนี้คาดว่า เด็กจำนวน 25 ล้านคนจากทั่วโลก ยังไม่เคยเรียนหนังสือในโรงเรียน !!!

        เด็ก ๆ ต้องเผชิญหน้ากับระเบียบกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด (Steep 
Orderเป็นต้นว่า นโยบายแบ่งแยกกีดกัน (Discrimination Policies) หนึ่งในนั้นเช่น ประเทศ แทนซาเนีย ซึ่งมีปัญหาเด็กหญิงตั้งครรภ์และแม่วัยเด็กจากโรงเรียน

        เด็กพิการด้อยความสามารถ (Disabilities) ถูกกีดกันหรือบาง
ครั้ง ถูกปฏิเสธจากโรงเรียน เด็กพิการบางคนขาดแคลนอุปกรณ์การ
เรียน เช่นเครื่องบันทึกอักษรเบรลล์ (Braille Notes) เครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์(Braille Writer) เป็นต้น

        เด็กอพยพหายออกไปจากโรงเรียนทุกเดือน ไม่ใช่ทุกปี หน่วย
งานด้านอพยพประมาณการว่า 50 % ของเด็กวัยเรียนที่อพยพในระดับ
ประถมศึกษาและ75 % ของเด็กวัยเรียนที่อพยพในระดับมัํธยมศึกษา
ไม่ได้เรียนหนังสือ พวกเขาอ้างถึงอุปสรรคมากมายขณะที่ไปขอลง
ทะเบียนเด็กในประเทศที่ให้ความช่วยเหลือเด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งการถูกกีดกันจากเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนด้วย


        ในหลาย ๆ แห่งอยู่ระหว่างการทำสงคราม เด็กไม่สามารถเรียน
หนังสือได้อยางปลอดภัย เพราะโรงเรียนถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของหน่วยทหารหรือไม่ก็ในขณะนั้นกำลังมีการสู้รบกันอยู่

        ภารกิจการบริหารงานตามกฎหมายระหว่างประเทศต้องให้การศึกษาแก่เด็ก ๆ แต่ตัวเลขสถิติบอกให้เห็นแทนคำพูดว่า การศึกษายังขาดทุน (Education Deficit) หากหักลบกันระหว่างภาพความจริงเกี่ยวกับเด็กที่เห็นอยู่ทุกวันกับการบริหารงานด้านสิทธิมนุษยชนก็จะรู้ได้

        เรื่องการลดอุปสรรคที่กีดกันเด็กไม่ให้ไปโรงเรียน การลงทุนจำนวนมากและการแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรก็เป็นภารกิจที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่นโยบายและกฎหมายที่กีดกันเหล่านี้

        UNHRC ควรใช้การกดดันจากสาธารณะต่อที่ประชุมฝ่ายบริหาร 
เพื่อให้ที่ประชุมสร้างข้อผูกมัดด้านการศึกษาและบันทึกเป็นรายงานไว้ เมื่อมีการทบทวนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน

        หากปราศจากการกดดันจากนานาชาติ ก็จะทำให้ผลการ
ประชุมนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในปี 2030 เหลือเพียงแสงริบหรี่ การศึกษาไม่ได้ขาดทุนเฉพาะค่าทางสถิติ แต่มันยังเกี่ยวพันกับชีวิตและจิตใจของเด็กทั่วโลกที่ต้องการเรียนหนังสือ

..............................................................................................





 Helen Griffiths Coordinator, Children’s Rights March 6, 2017