Jonathan
: เขียน
สุริยา เผือกพันธ์ :
แปลและเรียบเรียง
หากวันหนึ่งข้างหน้าเราได้พบว่า ระยะทางที่เคยวิ่งด้วยความ
ยากเย็น ในวันนี้กลายเป็นเรื่องง่ายดาย นั่นแสดงว่า การวิ่งของเรามัน
แข็งแกร่งขึ้น
ผมไม่ได้หมายถึงการวิ่งในระดับมาราธอนที่เราเคยวิ่งมันจะง่ายขึ้น
แต่หมายความว่า ถ้าในวันหนึ่ง เรามองย้อนหลังไป สิ่งที่เราเคยพบว่ามันยากลำบาก
มาในวันนี้มันกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก ๆ นั่นแหละเราแกร่ง การเพิ่มความแข็งแกร่งในการวิ่งมาจากการปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จากการวิ่งหลาย ๆ ครั้งต่อสัปดาห์ และต่อเนื่องเป็นหลาย ๆ สัปดาห์ เพื่อเพิ่มสมรรถนะทางกาย (Fitness) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด การเพิ่มความแข็งแกร่งในการวิ่ง มันก็จะค่อยเป็นค่อยไป
จาก 10 วันถึง
4 สัปดาห์
ก็จะเริ่มเห็นผลจากการวิ่งนั้น
ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับลักษณะการวิ่งด้วยว่า
เราจะมีรูปแบบการวิ่งอย่างไร
วิ่งช้า ๆ ใช้เวลานานหรือจะวิ่งแบบเร็ว ๆ ที่จบลงด้วยระยะเวลาสั้น
ๆ
ก่อนที่เราจะมาเริ่มต้นเพิ่มความเข้มแข็งในการวิ่ง
เราจะต้องมีความซื่อตรงต่อการประเมินผลด้วยการทำ
Aerobic และเพิ่มกิจกรรมขึ้นมาใหม่เรื่อย
ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ที่กำลังมองหาความสำเร็จจากการทำFirst 5K (การวิ่งระยะทาง
5 กิโลเมตร)
หรือนักวิ่งที่มีประสบการณ์แล้วที่ต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งในการวิ่งรอบสุดท้ายของมาราธอน
เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ
Hit the Wall (ช่วงเวลาที่ใช้พลังงานจนหมด) ตามกฎเกณฑ์ยิ่งมากยิ่งหมดเร็ว
(Too much too soon) มันเป็นเรื่องจริงที่ ยิ่งใช้แรงมากก็ยิ่งจะหมดแรงเร็ว
อันอาจเกิดอาการบาดเจ็บหรือยุติการทำกิจกรรมลงเทคนิคการเพิ่มความแข็งแกร่งและความอึดในการวิ่งมีดังนี้
1. ความเสมอต้นเสมอปลาย (Be
Consistent)
เพื่อเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายแบบ Aerobic และวิ่งให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่
เราต้องฝึกซ้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย การฝึกซ้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลายจะช่วยให้การออกกำลังกายแบบ
Aerobic เป็นฐาน
(Aerobic Based) เพิ่มสมรรถนะในการออกกำลังกายได้ดี (คือความสามารถในการใช้ออกซิเจนและความเข้มแข็งของกล้ามเนื้อที่ดีขึ้น)
เมื่อเราเริ่มต้นการวิ่งที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์หนึ่งใด
ควรเริ่มจากง่าย ๆ ช้า ๆ ส่วนความเร็วขึ้นอยู่กับความอดทน
เราควรแบ่งเวลาออกเป็นส่วน ๆ คือ 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์
แต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาที จุดมุ่งหมายคือ ในการวิ่งระยะยาวแต่ละครั้ง
มีแผนการว่าจะต้องวิ่งได้ไกลกว่าเดิม
อย่าลืมว่า ความเสมอต้นเสมอปลายคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้
การวิ่งของเรามีความแข็งแกร่งขึ้น
2. ความไกลของการวิ่ง (Run Long)
การวิ่งให้มากขึ้น แน่นอนว่า เราต้องการวิ่งได้ไกลกว่าเดิม
ทั้งเวลาและระยะทาง
เวลาควรเพิ่มได้ครั้งละ 5 – 10 นาทีและระยะทางครั้งละ 0.5 – 1.0
ไมล์ มันอาจไม่ได้มากมายอะไร
แต่เป็นการเริ่มต้นที่ทำได้มากกว่าเดิม
เมื่อเราสามารถทำได้ในปริมาณที่มากขึ้น มันก็เหมือนการฝึกซ้อมการวิ่งในระยะทาง
Half Marathon หรือ Marathon ไปในตัว การเพิ่มปริมาณการวิ่งควรเพิ่มครั้งละ
30 - 50 % ของระยะทางโดยรวมแบบคร่าว
ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ด้วยการก้าวไปอย่างช้า ๆ พอดี ๆ ไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง
จำไว้ว่า ความเร็วขึ้นอยู่กับความอึด
อย่าลืม !!! วิ่งช้า ๆ
แต่ไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง
3. การวิ่งเป็นจังหวะ (Tempo Run)
เป็นการวิ่งระยะสั้น
ด้วยการยกเท้าให้สูงกว่าปกติ เป็นการช่วยให้ร่างกายสร้างกรดแลคติคจากกระแสเลือดได้เร็วขึ้น
ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้เราวิ่งได้นานขึ้น
(ไม่รีบเหนื่อยไปเสียก่อนหรือทำให้การสร้างกรดแลคติคลดลงอย่างช้า
ๆ) ช่วยให้การวิ่งหรือการแข่งขันง่ายขึ้น เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาความเร็ว
จังหวะการวิ่งควรเป็นไปอย่างสบาย ๆ โดยเริ่มจาก 20 – 40 นาทีและเพิ่มเป็น
60 นาที
นักวิ่งที่จะพัฒนาความก้าวหน้าไม่ควรออกแรงเสียทั้งหมด
(All- Out Effort) เพราะจะทำให้หอบหายใจเร็ว แต่ก็เป็นการยากที่จะรักษาจังหวะการวิ่งไว้ได้อย่างสม่ำเสมอในระหว่างการวิ่งนั้น
4. กินเพื่อสร้างความอึด (Eat for
Endurance)
ในฐานะนักวิ่ง ควรสร้างคาร์โบไฮเดรตให้ได้ 55 – 65 %
ของการใช้พลังงานแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องกินอาหารพวกแป้งคราวละมาก
ๆ ทุกมื้อ ให้นึกถึงว่า กินให้เพียงพอกับการนำไปใช้ในการวิ่ง ก่อนที่เราจะวิ่งระยะไกลกุญแจสำคัญคือ การกินอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตเป็นฐาน
(Carbs – Based Meal) เพื่อประกันว่าเราจะมีพลังงานเพียงพอที่จะทำให้เราไปถึงเส้นชัย
ถ้าพบว่า เรารู้สึกเหนื่อยไม่มีอารมณ์หรือไม่สามารถทำให้แผนการวิ่งสำเร็จได้
เราควรเพิ่มคาร์โบไฮเดรตด้วยตัวเราเอง
เป็นพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีโครงสร้าง
ซับซ้อนและให้ประโยชน์โดยธรรมชาติ เช่นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต แทนการกินอาหารรสหวาน (Sugary Foods) ที่จะทำให้เพิ่มน้ำตาลในเลือดขึ้นทันทีทันใด (การกระตุ้นจะเป็นไปตามความต้องการน้ำตาลในเลือดของเรา)
ซับซ้อนและให้ประโยชน์โดยธรรมชาติ เช่นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต แทนการกินอาหารรสหวาน (Sugary Foods) ที่จะทำให้เพิ่มน้ำตาลในเลือดขึ้นทันทีทันใด (การกระตุ้นจะเป็นไปตามความต้องการน้ำตาลในเลือดของเรา)
5. การฟื้นฟู (Recover)
การเพิ่มปริมาณการวิ่ง
ความท้าทายเกิดจากตัวเราเอง ดังนั้นต้องประกันด้วยการฟื้นฟูร่างกายของเราในระหว่างการวิ่งแต่ละครั้ง
การฟื้นฟูที่ดีมากจาก
การลดน้ำหนักที่ดี การได้นอนหลับที่เพียงพอ
การได้เหยียดแขนขา
ควรเน้นการกินอาหารที่มีคุณภาพ หรืออาหารว่างที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนภายใน 30 นาทีหลังการวิ่งสิ้นสุดลง
เพราะเป็นช่องทางที่ร่างกายสามารถดูดซับได้ดีที่สุด
เพื่อนำไปสร้างพลังงานและการฟื้นฟูร่างกาย
การฟื้นฟูแต่ละครั้งจะนำไปสู่การวิ่งที่แข็งแรงขึ้นและสามารถทำให้เราถึงจุดหมายปลายทางได้
6. วิ่งด้วยความมีประสิทธิภาพ (Work on
Your Running Economy)
ด้วยเทคนิค จะทำให้การวิ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ถ้าเราวิ่งอย่างมีประสิทธิภาพ
เราจะวิ่งได้ไกล โดยไม่เหนื่อย เหมือนกับว่า เราใช้พลังงานน้อย
เทคนิคที่ดีมาจากความสูง ความสูงของการวิ่ง (คล้ายมีลวดสลิงเกี่ยวตัวเราให้ลอยขึ้น)
เพื่อประกันการวิ่ง เท้าที่เหยียบลงไปตามแรงดึงดูดของโลก
ควรให้ได้จังหวะ 170 – 180 ก้าวต่อนาที นอกจากนี้ น้ำหนักของเราที่ลดลงไป
จะช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย
7. คิดเสียว่าเป็นเกมส์ (Mind
Games)
การวิ่งให้มากกว่าที่เคย
ดูน่ากลัวแต่เราก็ทำได้ ด้วยการเตรียมตัวเตรียมใจของเราเอง
เพื่อให้แต่ละสัปดาห์ได้ระยะทางที่ไกลที่สุด อย่างง่าย ๆ และดูไม่น่าหวาดหวั่น
ในบางครั้งก็อาจลดระยะทางลงไปสัก 1 ไมล์ก็ได้ หรือด้วยการเพิ่มขึ้นครั้งละ
2 เท่าบ้าง
1 เท่าบ้าง
ทีละ
เล็กทีละน้อย เช่น เพิ่มจากระยะทาง
10 กิโลเมตร ถ้าเราค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนครบ 13 กิโลเมตรจะดูน่ากลัวน้อยกว่า
การวิ่งให้ได้ 13 กิโลเมตรเลยในครั้งเดียว
........................................................................................
โจนาธาน
(Jonathan) เป็นผู้จัดการ
Social Media ของ Rantastic เขาเป็นนักวิ่งมาราธอนที่กระตือรือร้น
(Keen Marathon Runner) ที่มีบันทึกสถิติส่วนตัวไว้ที่
3:02 เขาชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับแนวโน้มของการออกกำลังกาย
แบบใหม่
ๆ














