สุริยา เผือกพันธ์
ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด
แสงสะท้อนบนผิวน้ำของพระจันทร์กลมโตพลิ้วไหวไปตามแรงกระเพื่อมของคลื่นในท้องทะเล มองดูเป็นลำแสงทอดยาวมาแต่ไกล
ที่ระเบียงภัตตาคารบนชายฝั่ง แสงนีออนเปล่งประกายสลัว กลุ่มคนหญิง - ชายกลุ่มหนึ่งจากบ้านและครอบครัว มาหลบลี้รวมหัวกันก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง..........
ผม
เป้และรถพับ ใช้รถไฟขบวนบริการสังคม ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่เวลา 9.20 น. รถไฟใช้ความเร็วพอประมาณ
รถขบวนนี้เป็นรถฟรี ความที่เป็นรถฟรีเช่นนี้ นอกจากผู้โดยสารในขบวนรถแล้ว
ยังมีพ่อค้าแม่ขายเดินจำหน่ายสินค้าไปมาอยู่บนขบวนรถและเปลี่ยนหน้าขึ้น - ลงไปตลอดเส้นทาง
สินค้าส่วนใหญ่เป็นพวกน้ำดื่ม ผลไม้ อาหารและขนมขบเคี้ยวต่าง
ๆ
ใครที่ติดวัฒนธรรมความเร็ว
อาจไม่ค่อยเป็นสุขกับความเชื่องช้าหนืดเนือยของการเดินทาง
แต่สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยาน ความช้า เป็นเรื่องธรรมดาที่คุ้นชิน
จักรยานฝึกให้เราเรียนรู้การรอคอยและอดทนต่อการบรรลุเป้าหมาย การถึงจุดหมายแต่ละครั้งของการปั่น
เป็นความภาคภูมิใจ มิใช่เพราะการพิชิตเส้นชัย
แต่เป็นการชนะใจตนเองมากกว่า เป้าหมายยิ่งไกลออกไปเท่าไร ใจเรายิ่งแกร่งเท่านั้น
ขบวนรถจอดเทียบสถานีหัวหินเวลาประมาณ
13.30 น. ตึ๋ง
(อัคนี ศุขโรจน์ เจ้าของโรงเรียนอนุบาลโรจนวิทย์ จังหวัดพิษณุโลก) นำจักรยานไฮบริดหุ่นสวยเพียวลม มารับผมที่ชานชาลา
หลังทักทายกันด้วยความปิติแล้ว ตึ๋งปั่นนำผมออกจากสถานีรถไฟ มุ่งหน้าไปตามถนนที่อยู่ด้านหลังสถานี เพื่อเข้าสู่ถนนเพชรเกษม
โดยเลี้ยวขวาที่หน้าอาคารสำนักงานเทศบาลเมืองหัวหิน
ยวดยานบนถนนช่วงที่อยู่ในเมือง
ดูหนาแน่นพอสมควร ยังไม่มีสัญลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่า ตรงไหนเป็นทางสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ เราทั้งสองจึงต้องปั่นด้วยความระมัดระวัง
อาศัยการชิดซ้ายเข้าไว้ อย่างไรเสียก็ต้องประคับประคองการเดินทางให้ปลอดภัยไปจนหลุดพ้นจากความจอแจนี้ให้ได้
เป้าหมายของเราคือ
ซีฮิลล์รีสอร์ท ชายทะเลปราณบุรี ซึ่งมีระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร
เดินทางห่างเมืองมาได้ประมาณ
4 กิโลเมตร ด้วยถนน 4 เลน
ที่กว้างออกทำให้ดูเหมือนว่าช่วยลดความหนาแน่นของยวดยาน
ลงได้บ้าง การใช้ขอบทางจึงรู้สึกผ่อนคลายความอึดอัดลงทำให้สามารถใช้สายตาเหลือบดูสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้มากขึ้น สมกับความตั้งใจที่จะให้ ทริปนี้เป็นการปั่นเพื่อการท่องเที่ยวไปในตัว
ที่กว้างออกทำให้ดูเหมือนว่าช่วยลดความหนาแน่นของยวดยาน
ลงได้บ้าง การใช้ขอบทางจึงรู้สึกผ่อนคลายความอึดอัดลงทำให้สามารถใช้สายตาเหลือบดูสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้มากขึ้น สมกับความตั้งใจที่จะให้ ทริปนี้เป็นการปั่นเพื่อการท่องเที่ยวไปในตัว
ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานที่ที่ตั้งใจจะแวะเยี่ยมชม
ที่แห่งนี้คือ
อุทยานราชภักดิ์ อนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ไทย ซึ่งห่างจากเมืองหัวหิน 9 กิโลเมตรเลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นลานกว้าง ด้านหน้าส่วนหนึ่งใช้เป็นที่จอดรถของผู้เข้าชม และอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งเต้นท์กองอำนวยการ โดยทั่วไปอากาศค่อนข้างร้อน เนื่องจากไม่มีร่มเงาจากต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ
อุทยานราชภักดิ์ อนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ไทย ซึ่งห่างจากเมืองหัวหิน 9 กิโลเมตรเลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นลานกว้าง ด้านหน้าส่วนหนึ่งใช้เป็นที่จอดรถของผู้เข้าชม และอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งเต้นท์กองอำนวยการ โดยทั่วไปอากาศค่อนข้างร้อน เนื่องจากไม่มีร่มเงาจากต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ
กลับออกมา ปั่นไปตามถนนเพชรเกษมอีกครั้ง
ที่นี่มีการก่อสร้างเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ทราบว่าความยาวเท่าใด
เพราะเราปั่นมาได้ประมาณ 1 กิโลเมตร ก็ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงชนบท
เพื่อเดินทางไปปากน้ำปารณบุรี อันเป็นจุดหมายที่เราต้องการจะไปให้ถึง
ถนนทางหลวงชนบท
เป็นถนนเล็ก ๆ สองเลน รถยนต์สามารถวิ่งสวนทางกันได้โดยสะดวก
แต่สำหรับจักรยานก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังอีกครั้งหนึ่ง
ถนนสายนี้
สองข้างทางเป็นสุมทุมพุ่มไม้ ทำให้มีร่มเงาคลายร้อนลงได้บ้าง มองเห็นบ้านเรือนผู้คนยังไม่หนาแน่นเท่าใดนัก รอบ ๆ ที่พักอาศัยมีการปลูกสับปะรดเสียเป็นส่วนใหญ่ ผิวถนนบางช่วงเป็นเนินเล็กน้อย
พอได้ออกแรงเพิ่มขึ้นบ้าง ริมทางประปรายด้วยเพิงขายสับปะรด
ลัดเลาะสวนสับปะรดมาได้ประมาณ
5 กิโลเมตรต้องเลี้ยวซ้ายไปปากนำ้ปราณบุรี ซึ่งก่อนเข้าสู่ตัวเมือง
ต้องข้ามสะพานสูงชัน ในแม่น้ำ
มองเห็นเรือประมงจอดเทียบท่าอยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้รู้ว่าคนแถวนี้ทำการประมงเป็นอาชีพด้วย
มองเห็นเรือประมงจอดเทียบท่าอยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้รู้ว่าคนแถวนี้ทำการประมงเป็นอาชีพด้วย
ปั่นมาได้
3 กิโลเมตร
ก็เข้าสู่ตัวเมือง ที่ติดกับชายทะเล สำหรับที่นี่ถนนเลียบชายฝั่ง จะมีเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะ
ไว้สำหรับให้นักปั่น ปั่นท่องเที่ยวดูทิวทัศน์ชายทะเลที่สวยงาม ตลอดระยะทาง 6.5 กิโลเมตร
แน่นอนว่า
ตลอดความยาวของถนนเลียบชายหาดนั้น จะมีที่พักตากอากาศไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวให้เลือกพักได้ตามอัธยาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
สำหรับเราสองคน
การเดินทางจบลงที่ซีฮิลล์รีสอร์ท ในเวลาที่ตะวันคล้อยแสง จวนเจียนจะโพล้เพล้ ที่นี่มีผองเพื่อนรออยู่กันพร้อมหน้า
มันเป็นการนัดพบของกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่น
ที่เรียกตนเองว่า “เพื่อนพระนคร 76” นักเรียนฝึกหัดครูเมื่อหลายปีก่อน
ซึ่งบัดนี้้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกษียณ การเป็นเพื่อนในช่วงวัยฝันทำให้มีความแนบแน่นในการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างล้ำลึกในห้องเรียน แม้เหินห่างกันในวัยงาน
ก็มิได้ทำให้ความจดจำกันและกันเสื่อมคลายลงแต่อย่างใด
"กลุ่มเพื่อนพระนคร 76" (ภาพ : สมภพ อินทสุวรรณ)
เมื่อมีโอกาสนัดพบกัน
จึงเกิดกลุ่มหญิง – ชายกลุ่มใหญ่ สรวลเสเฮฮากันบนโต๊ะอาหาร มีเรื่องเก่าเล่าทวนความจำ
มีเรื่องใหม่เล่าแทรกเป็นครั้งคราว การสนทนาเริ่มจากกลุ่มใหญ่
แล้วค่อยแยกเป็นกลุ่มย่อยและแตกตัว เป็นคู่ ๆ สุดแท้ แต่จะนั่งอยู่ชิดใคร
บนเวที มีดนตรีบรรเลงสลับกับการขึ้น ร้องเพลงของคนข้างล่าง พิธิกร ประธาน ปฏิคม และช่างภาพล้วนแล้วแต่ระดับมืออาชีพ ความลื่นไหลบนเวทีแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่เยี่ยมยุทธ์ของคนที่อยู่เบื้องหลังการจัดงานในครั้งนี้ ที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่หัวค่ำ จนพระจันทร์ลอยเด่นเหนือท้องทะเล แต่อย่างไรเสีย ในที่สุดนักดนตรีก็ถูกยึดไมโครโฟนจนได้..
ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด
แสงสะท้อนบนผิวน้ำของพระจันทร์
กลมโตพลิ้วไหวไปตามแรงกระเพื่อมของคลื่นในท้องทะเล มองดูเป็นลำแสงทอดยาวมาแต่ไกล ที่ระเบียงภัตตาคารบนชายฝั่ง แสงนีออนเปล่งประกายสลัว กลุ่มคนหญิง - ชายกลุ่มหนึ่ง จากบ้านและครอบครัว มาหลบลี้ รวมหัวกันก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง......
กลมโตพลิ้วไหวไปตามแรงกระเพื่อมของคลื่นในท้องทะเล มองดูเป็นลำแสงทอดยาวมาแต่ไกล ที่ระเบียงภัตตาคารบนชายฝั่ง แสงนีออนเปล่งประกายสลัว กลุ่มคนหญิง - ชายกลุ่มหนึ่ง จากบ้านและครอบครัว มาหลบลี้ รวมหัวกันก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง......
หลังความอิ่มหนำสำราญและสิ้้นเสียงคีตญาณ
“การจัดตั้งกองทุน เพื่อดูแลช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยามยาก”
ก็เกิดขึ้น พร้อมกับการนัดหมายพบปะกันในปีต่อไป
นับว่าเป็นการรวมหัวกันของบรรดา “ผู้ก่อการดี” ที่น่าชื่นชมยิ่ง



























