วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พระจันทร์เมียง ระเบียงมอง


                                                     
                                                                       สุริยา เผือกพันธ์


        ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด แสงสะท้อนบนผิวน้ำของพระจันทร์กลมโตพลิ้วไหวไปตามแรงกระเพื่อมของคลื่นในท้องทะเล มองดูเป็นลำแสงทอดยาวมาแต่ไกล ที่ระเบียงภัตตาคารบนชายฝั่ง แสงนีออนเปล่งประกายสลัว กลุ่มคนหญิง - ชายกลุ่มหนึ่งจากบ้านและครอบครัว มาหลบลี้รวมหัวกันก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง..........

        ผม เป้และรถพับ ใช้รถไฟขบวนบริการสังคม ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่เวลา 9.20 น. รถไฟใช้ความเร็วพอประมาณ รถขบวนนี้เป็นรถฟรี ความที่เป็นรถฟรีเช่นนี้ นอกจากผู้โดยสารในขบวนรถแล้ว ยังมีพ่อค้าแม่ขายเดินจำหน่ายสินค้าไปมาอยู่บนขบวนรถและเปลี่ยนหน้าขึ้น - ลงไปตลอดเส้นทาง สินค้าส่วนใหญ่เป็นพวกน้ำดื่ม ผลไม้ อาหารและขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ

   
                                "รถพับบนรถไฟฟรี"

        ใครที่ติดวัฒนธรรมความเร็ว อาจไม่ค่อยเป็นสุขกับความเชื่องช้าหนืดเนือยของการเดินทาง แต่สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยาน ความช้า เป็นเรื่องธรรมดาที่คุ้นชิน

 จักรยานฝึกให้เราเรียนรู้การรอคอยและอดทนต่อการบรรลุเป้าหมาย การถึงจุดหมายแต่ละครั้งของการปั่น เป็นความภาคภูมิใจ มิใช่เพราะการพิชิตเส้นชัย แต่เป็นการชนะใจตนเองมากกว่า เป้าหมายยิ่งไกลออกไปเท่าไร ใจเรายิ่งแกร่งเท่านั้น

        ขบวนรถจอดเทียบสถานีหัวหินเวลาประมาณ 13.30 น. ตึ๋ง (อัคนี ศุขโรจน์ เจ้าของโรงเรียนอนุบาลโรจนวิทย์ จังหวัดพิษณุโลก) นำจักรยานไฮบริดหุ่นสวยเพียวลม มารับผมที่ชานชาลา



                         "ชานชาลาสถานีรถไฟหัวหิน"

หลังทักทายกันด้วยความปิติแล้ว ตึ๋งปั่นนำผมออกจากสถานีรถไฟ มุ่งหน้าไปตามถนนที่อยู่ด้านหลังสถานี เพื่อเข้าสู่ถนนเพชรเกษม โดยเลี้ยวขวาที่หน้าอาคารสำนักงานเทศบาลเมืองหัวหิน

        ยวดยานบนถนนช่วงที่อยู่ในเมือง ดูหนาแน่นพอสมควร ยังไม่มีสัญลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่า ตรงไหนเป็นทางสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ เราทั้งสองจึงต้องปั่นด้วยความระมัดระวัง อาศัยการชิดซ้ายเข้าไว้ อย่างไรเสียก็ต้องประคับประคองการเดินทางให้ปลอดภัยไปจนหลุดพ้นจากความจอแจนี้ให้ได้



"เติมพลังด้วยราดหน้ายอดผักเป็นอาหารเที่ยงก่อนออกเดินทางที่ ร้านอาหารกลางเมืองหัวหิน"

        เป้าหมายของเราคือ ซีฮิลล์รีสอร์ท ชายทะเลปราณบุรี ซึ่งมีระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร

        เดินทางห่างเมืองมาได้ประมาณ 4 กิโลเมตร ด้วยถนน 4 เลน 
ที่กว้างออกทำให้ดูเหมือนว่าช่วยลดความหนาแน่นของยวดยาน
ลงได้บ้าง การใช้ขอบทางจึงรู้สึกผ่อนคลายความอึดอัดลงทำให้สามารถใช้สายตาเหลือบดูสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้มากขึ้น สมกับความตั้งใจที่จะให้ ทริปนี้เป็นการปั่นเพื่อการท่องเที่ยวไปในตัว

        ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานที่ที่ตั้งใจจะแวะเยี่ยมชม ที่แห่งนี้คือ 
อุทยานราชภักดิ์ อนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ไทย ซึ่งห่างจากเมืองหัวหิน 9 กิโลเมตรเลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นลานกว้าง ด้านหน้าส่วนหนึ่งใช้เป็นที่จอดรถของผู้เข้าชม  และอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งเต้นท์กองอำนวยการ โดยทั่วไปอากาศค่อนข้างร้อน เนื่องจากไม่มีร่มเงาจากต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ


                  "บริเวณอุทยานราชภักดิ์ บูรพกษัตริย์ไทย"

        กลับออกมา ปั่นไปตามถนนเพชรเกษมอีกครั้ง ที่นี่มีการก่อสร้างเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ทราบว่าความยาวเท่าใด เพราะเราปั่นมาได้ประมาณ 1 กิโลเมตร ก็ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงชนบท เพื่อเดินทางไปปากน้ำปารณบุรี อันเป็นจุดหมายที่เราต้องการจะไปให้ถึง


           "บริเวณหน้าอุทยานราชภักดิ์ จุดเริ่มต้น Bike Lane"

        ถนนทางหลวงชนบท เป็นถนนเล็ก ๆ สองเลน รถยนต์สามารถวิ่งสวนทางกันได้โดยสะดวก แต่สำหรับจักรยานก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังอีกครั้งหนึ่ง

ถนนสายนี้ สองข้างทางเป็นสุมทุมพุ่มไม้ ทำให้มีร่มเงาคลายร้อนลงได้บ้าง มองเห็นบ้านเรือนผู้คนยังไม่หนาแน่นเท่าใดนัก รอบ ๆ ที่พักอาศัยมีการปลูกสับปะรดเสียเป็นส่วนใหญ่ ผิวถนนบางช่วงเป็นเนินเล็กน้อย พอได้ออกแรงเพิ่มขึ้นบ้าง ริมทางประปรายด้วยเพิงขายสับปะรด

       
                "สวนสับปะรดมีให้เห็นตลอดเส้นทางไปปราณบุรี" 

        ลัดเลาะสวนสับปะรดมาได้ประมาณ 5 กิโลเมตรต้องเลี้ยวซ้ายไปปากนำ้ปราณบุรี ซึ่งก่อนเข้าสู่ตัวเมือง ต้องข้ามสะพานสูงชัน ในแม่น้ำ
มองเห็นเรือประมงจอดเทียบท่าอยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้รู้ว่าคนแถวนี้ทำการประมงเป็นอาชีพด้วย

  

"เรือประมงถ่ายจากสะพานข้ามแม่น้ำปราณบุรี"

        ปั่นมาได้ 3 กิโลเมตร ก็เข้าสู่ตัวเมือง ที่ติดกับชายทะเล สำหรับที่นี่ถนนเลียบชายฝั่ง จะมีเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะ ไว้สำหรับให้นักปั่น ปั่นท่องเที่ยวดูทิวทัศน์ชายทะเลที่สวยงาม ตลอดระยะทาง 6.5 กิโลเมตร  

               
            "Bike Lane เริ่มต้นตั้งแต่ในตัวเมืองก่อนสู่ชายหาด"
              
แน่นอนว่า ตลอดความยาวของถนนเลียบชายหาดนั้น จะมีที่พักตากอากาศไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวให้เลือกพักได้ตามอัธยาศัยอยู่อย่างหนาแน่น


                           "Bike Lane ริมฝั่งทะเลปราณบุรี"



                        "รับลมทะเลกับเพื่อนอัคนี ศุขโรจน์"

        สำหรับเราสองคน การเดินทางจบลงที่ซีฮิลล์รีสอร์ท ในเวลาที่ตะวันคล้อยแสง จวนเจียนจะโพล้เพล้ ที่นี่มีผองเพื่อนรออยู่กันพร้อมหน้า


               "นาทีแรกของการพบเจอหลังห่างเหินกันกว่า 40 ปี"

        มันเป็นการนัดพบของกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่น ที่เรียกตนเองว่า “เพื่อนพระนคร 76” นักเรียนฝึกหัดครูเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งบัดนี้้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกษียณ การเป็นเพื่อนในช่วงวัยฝันทำให้มีความแนบแน่นในการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างล้ำลึกในห้องเรียน แม้เหินห่างกันในวัยงาน ก็มิได้ทำให้ความจดจำกันและกันเสื่อมคลายลงแต่อย่างใด



           "กลุ่มเพื่อนพระนคร 76" (ภาพ : สมภพ อินทสุวรรณ)

เมื่อมีโอกาสนัดพบกัน จึงเกิดกลุ่มหญิง – ชายกลุ่มใหญ่ สรวลเสเฮฮากันบนโต๊ะอาหาร มีเรื่องเก่าเล่าทวนความจำ มีเรื่องใหม่เล่าแทรกเป็นครั้งคราว การสนทนาเริ่มจากกลุ่มใหญ่ แล้วค่อยแยกเป็นกลุ่มย่อยและแตกตัว เป็นคู่ ๆ สุดแท้ แต่จะนั่งอยู่ชิดใคร บนเวที มีดนตรีบรรเลงสลับกับการขึ้น ร้องเพลงของคนข้างล่าง พิธิกร ประธาน ปฏิคม และช่างภาพล้วนแล้วแต่ระดับมืออาชีพ ความลื่นไหลบนเวทีแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่เยี่ยมยุทธ์ของคนที่อยู่เบื้องหลังการจัดงานในครั้งนี้ ที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่หัวค่ำ จนพระจันทร์ลอยเด่นเหนือท้องทะเล แต่อย่างไรเสีย ในที่สุดนักดนตรีก็ถูกยึดไมโครโฟนจนได้..


                 "งานเลี้ยงพบปะสังสรรค์กลุ่มเพื่อนพระนคร 76"

ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด แสงสะท้อนบนผิวน้ำของพระจันทร์
กลมโตพลิ้วไหวไปตามแรงกระเพื่อมของคลื่นในท้องทะเล มองดูเป็นลำแสงทอดยาวมาแต่ไกล ที่ระเบียงภัตตาคารบนชายฝั่ง แสงนีออนเปล่งประกายสลัว กลุ่มคนหญิง - ชายกลุ่มหนึ่ง จากบ้านและครอบครัว มาหลบลี้ รวมหัวกันก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง......

หลังความอิ่มหนำสำราญและสิ้้นเสียงคีตญาณ “การจัดตั้งกองทุน เพื่อดูแลช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยามยาก” ก็เกิดขึ้น พร้อมกับการนัดหมายพบปะกันในปีต่อไป

        นับว่าเป็นการรวมหัวกันของบรรดา “ผู้ก่อการดี” ที่น่าชื่นชมยิ่ง
       

       

        

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หมายเหตุชานชาลา 7 : คุณค่าของการดับมอด



                                                            สุริยา  เผือกพันธ์ 


     ชายชรายักแย้ยักยันยกร่างตนเองขึ้้นบันไดรถไฟดีเซลรางขบวนบริการสังคมที่เพิ่งจอดเทียบชานชาลาเมื่อสักครู่  โดยมือข้างซ้ายยึดราวบันไดไว้ ส่วนมือข้างขวาถือไม้เท้าตะกายช่วยอีกแรงหนึ่ง... แต่ไม่สำเร็จ จึงทำให้ดูเหมือนร่างถูกประตูงับเอาไว้ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนไปข้างหน้าได้

        เอ้า ช้ั้นจะช่วย เสียงหญิงผู้สูงอายุที่ขึ้นไปได้ก่อนหน้านี้ร้องอาสา

        โอ้ย..ขอบใจ ชายชราตอบขอบคุณ ขณะที่แขนทั้งสองข้าง ถูกหญิงผู้สูงอายุดึงรั้งขึ้นไปบนขบวนรถ

        เพียงอึดใจพลังของความเมตตาก็ทำให้ภารกิจของคนทั้งสองบรรลุผล

        เอ้านี่ ชั้้นจะให้เป็นการตอบแทนความดี ที่เห็นผลทันตา ชายชราหยิบยื่นของสิ่งหนึ่งให้หญิงผู้สูงอายุทันทีที่หย่อนก้นลงถึงเบาะนั่ง

        มันดูหนังฟังเพลงได้ เพียงแต่ต้องเอาไปชาร์ตแบตด้วยตัวเอง ชายชราพูดถึงอาการของสิ่งของที่ตนมอบให้ ขณะที่หญิงผู้สูงอายุยังดูมีอาการงุนงงกับผลพวงของจิตอาสาที่ตนแสดงออกไปเมื่อครู่

        ......................................................................................

        ก่อนหน้านี้หนึ่งคืน ผมได้ตระเตรียมสัมภาระ  เพื่อเดินทางไปพบ
กับเพื่อนร่วมรุ่น ที่เคยร่ำเรียนกันมาในสถาบันฝึกหัดครูตั้้งแต่ยังวัยทีนเมื่อเรียนจบ แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน เสพติดงานจนทำให้เราห่างกันนานถึง 47 ปีการพบกันครั้งนี้เราใช้โซเชี่ยลมีเดียนัดหมายกันโดยกำหนดให้หัวหิน-ปราณบุรีเป็นที่ตั้ง


        สิ่งแรกที่ผมจะต้องเตรียมคือ การชาร์ตแบตเตอร์รี่สมาร์ทโฟน ให้เต็มพิกัด ภาพถ่ายคือสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้บันทึกความทรงจำต่าง ๆ นอกจากนี้ยังต้องเช็คจักรยานสำหรับปั่นจากหัวหินไปปากแม่น้ำปราณ อุปกรณ์สำรอง เช่น ยางใน ยางปะ ที่งัดยาง สูบลม ไฟหน้า ไฟท้าย ไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการปั่นทางไกลที่ต้องเตรียมให้พร้อม

        ส่วนเสื้อผ้านั้น จะต้องเตรียมกางเกงขาสั้นและเสื้อใส่ปั่นอย่างละ 2 ตัว เพิ่มเติมด้วยถุงมือ ปลอกแขน แว่นตา หมวกกันน๊อคและครีมกันแดดอย่างละหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น เป้สะพายหลังต้องทำให้กะทัดรัดและเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้


        เมื่อทุกอย่างพร้อม ขบวนรถไฟสายด่วนพิเศษ อีสานวัฒนาซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งการเดินทางที่ทันสมัยที่สุดของรถไฟไทยและเพิ่งทดลองให้บริการมาแล้วเพียง 2 เที่ยว ถูกผมจับจองใช้เป็นพาหนะในการเดินทางและใช้บรรทุกจักรยานคันเล็กซึ่งพับได้ติดมือไปด้วย


        ขบวนรถจอดเทียบชานชาลาเวลา 22.32 น. ตามนัดหมาย ซึ่งมีไม่บ่อยครั้งนักที่รถไฟจะมาตรงเวลาได้ขนาดนี้ แต่ครั้งนี้ถือว่าได้สร้างความประทับใจให้กับผมอย่างมาก เมื่อรถจอดสนิท ผมสะพายเป้ ยกรถพับ ขึ้นไปในโบกี้ที่ 5 หมายเลขที่นั่ง 13 เตียงบน ซึ่งคิดค่าบริการถูกที่สุดของขบวนรถไฟในแต่ละเที่ยว ด้วยผมมีเป้าหมายที่จะทดสอบมาตรฐานขั้นต่ำของการบริการและถ้าหากได้รับบริการที่พึงพอใจก็ถือว่า เราได้ใช้จ่ายอย่างพอดีพองาม

        ประตูโบกี้ใช้นิ้วแตะเบา ๆ ก็เลื่อนออกอนุญาตให้ผมเข้าไปด้านในได้ในขณะที่ผู้โดยสารทุกคนหลับกันหมดแล้ว ผมยืนครุ่นคิดพิจารณา โดยใช้สายตาตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวสักพัก จากนั้นจึงวางเป้และรถพับไว้ ชิดขอบทางเดิน


 ในระหว่างนั้นก็เห็นพนักงานควบคุมรถและพนักงานบริการเดินเข้ามาทักขอดูตั๋วโดยสารและดูแลความเรียบร้อย

สวัสดีครับอาจารย์  ชายในชุดสีกากี สวมหมวกยืนตะเบ๊ะ ด้วยความทะมัดทะแมง

สวัสดีครับ อ้อ...เธอเองเหรอ ผมกล่าวตอบ พร้อมกับรู้สึกประหลาดใจที่พบลูกศิษย์โดยไม่คาดคิด

        นี่เป็นอาจารย์ที่เคยสอนผมมาตอนอยู่มัธยม เขาแนะนำให้เพื่อนร่วมงานรู้จัก 

        หลังเสร็จภารกิจ ยังนำผมไปดูงานบนขบวนรถไฟเป็นของแถมก่อนนอนอีกด้วย

เมื่อทักทายและพูดคุยกันพอสมควรแล้ว ผมก็ขอปลีกตัวเตรียมเข้านอน โดยถอดรองเท้าวางไว้ แล้วเหยียบบันไดยกตัวขึ้นตามไปเท่านี้ก็เป็นอันว่าเรียบร้อย แสนจะง่ายดาย



        ผมล้มตัวลงนอนเหยียดยาว ด้วยการซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เพื่อให้ผิวกายปลอดความฉ่ำเย็นของแอร์คอนดิชั่น เกิดความอบอุ่นอย่างลงตัว ในที่สุดก็เผลอหลับไปจนได้ ในอ้อมกอดของม่านบังตาที่มีความสงัดเงียบเป็นเสียงเพลงขับกล่อมเบา ๆ ไปตลอดเส้นทาง

        ผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้ขบวนรถด่วนพิเศษกำลังเดินทางเข้าสู่สถานีรังสิต ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะลงสถานีรังสิต โปรดตรวจดูสิ่งของและสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย ท่านอาจลืม แว่นตา กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ไว้บนที่นอน โปรดตรวจดูให้แน่ใจก่อนออกจากขบวนรถ

          
          "ผู้โดยสารเตรียมพร้อมที่จะลงตามเป้าหมายของแต่ละคน"

        ประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย ปลุกให้ผู้โดยสารตื่นโดยปริยาย ทุกคนต่างรู้ว่าสถานีปลายทางของตนเองกำลังใกล้เข้ามาแล้ว จึงต้องอยู่ในสภาพพร้อมที่จะลงจากขบวนรถ

        ตลอดการเดินทางผมเพิ่งรู้สึกว่า ขบวนรถได้จอดครั้งแรกที่สถานีรังสิตแห่งนี้ และในสถานีต่อ ๆ มาอีกทุกสถานีไปจนถึงสถานีหัวลำโพง

        ขบวนรถด่วนที่ทันสมัยที่สุดของไทยนำผมและผู้โดยสารคนอื่น ๆ ถึงเป้าหมายอย่างตรงเวลา

สำหรับผม ขณะนี้เวลา 05.15  น. ผมสะพายเป้ ลากรถพับไปบนชานชาลา ผู้คนที่นี่ยังไม่พลุกพล่านมากนัก แต่ก็มีนักเดินทางเคลื่อนไหวไปมาตามเสียงประชาสัมพันธ์การเข้า - ออกสถานีของรถไฟแต่ละขบวน

       โดยทั่วไปสำหรับเช้าวันนี้ ผู้คนยังสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ แม้จะเป็นวันแรกของการไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สวรรคตครบ 30 วัน


       ที่ขอบชานชาลา 5 ยังมีกลุ่มจิตอาสาแจกอาหารฟรีแก่ผู้โดยสารที่เพิ่งเดินทางมาถึงและที่มารอคอยโดยสารรถไฟ ทั้งสองกลุ่ม


       ที่บริเวณที่พักผู้โดยสาร บนลานกว้างมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเกี่ยวกับการสวรรคตของในหลวง


        ที่ด้านหน้าทางเข้าฝั่งทิศใต้ มีโต๊ะวางสมุดไว้ให้ประชาชนลงนามถวายความอาลัย
   



        ผม เป้และรถพับ ต้องรอขบวนรถไฟสายบริการสังคม สถานีต้นทางกรุงเทพ ถึงสถานีปลายทางหัวหิน ที่กำหนดออกเดินทางเวลา 9.20 น. ทำให้มีเวลาทำธุรส่วนตัว เช่น ล้างหน้า ล้างตา ทานอาหารเช้า เตรียมตั๋วเดินทางต่อ ถ่ายภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในบริเวณนั้น แม้กระทั่งการเดินชมนิทรรศการ ก็สามารถทำได้โดยไม่เร่งรีบ

        ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ท่านที่มีความประสงค์จะเดินทางไป
กับขบวนรถไฟธรรมดาขบวน 216 กรุงเทพ ฯ- หัวหิน ขณะนี้้ ขบวนรถได้จอดเทียบชานชาลาที่ 7 ขอให้ผู้โดยสารที่มีตั๋วโดยสารเป็นที่เรียบร้อยแล้วเดินทางขึ้นรถได้ที่ชานชาลาที่ 7 การรถไฟขอขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการรถไฟในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

     ชายชรายักแย้ยักยันยกร่างตนเองขึ้้นบันไดรถไฟดีเซลรางขบวนบริการสังคมที่เพิ่งจอดเทียบชานชาลาเมื่อสักครู่  โดยมือข้างซ้ายยึดราวบันไดไว้ ส่วนมือข้างขวาถือไม้เท้าตะกายช่วยอีกแรงหนึ่ง... แต่ไม่สำเร็จ จึงทำให้ดูเหมือนร่างถูกประตูงับเอาไว้ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนไปข้างหน้าได้

        เอ้า ช้ั้นจะช่วย เสียงหญิงผู้สูงอายุที่ขึ้นไปได้ก่อนหน้านี้ร้องอาสา

       เอ้านี่ ชั้้นจะให้เป็นการตอบแทนความดี ที่เห็นผลทันตา ชายชราหยิบยื่นของสิ่งหนึ่งให้หญิงผู้สูงอายุทันทีที่หย่อนก้นลงถึงเบาะนั่ง




          มันดูหนังฟังเพลงได้ เพียงแต่ต้องเอาไปชาร์ตแบตด้วยตัวเองชายชราอธิบายสรรพคุณ

        ทันที่ที่ผมได้ยินชายชราพูดกับหญิงผู้สูงอายุเช่นนั้น ทำให้ผมต้องหยิบสมาร์ทโฟนของตนเองขึ้นมาดู

        อ้าว....ผมกดแช็ตเตอร์เสียเพลิน จนลืมสังเกตสัญญาณไฟแดงบนหน้าจอมุมขวามือมันเหลือริบหรี่ จนใช้ถ่ายภาพต่อไม่ได้ แถมมันจะดับลงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า...ถึงตรงนั้นมันคงใช้การอะไรไม่ได้เลย

        ชีวิตเราแต่ละชีวิต หากเพลินอยู่กับการทำโน่นนี่นั่่นตามเหตุปัจจัยที่มารุมเร้าไม่หยุดหย่อน จนพลังงานในตัวลดน้อยถอยลงไปโดยไม่รู้ตัว... เช่นนี้แล้ว วันหนึ่ง หากพลังงานมันดับมอดลงเหมือนเครื่องมือสื่อสารไฮเทคที่อยู่ในมือของเรา ชีวิตจะเป็นเช่นไร !!!!!

        มันดูหนังฟังเพลงได้ เพียงแต่ต้องเอาไปชาร์ตแบตด้วยตัวเอง

        ใช่ !!! มันต้องชาร์ตแบตด้วยตนเอง !!!!!

         บนขบวนรถไฟที่เนิบช้านั้น ผมอยากให้มันถึงหัวหินโดยเร็วพลัน

        เพื่อน ๆ รออยู่ที่นั่น 
        ผมจะไปชาร์ตแบต !!!!