วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พระจันทร์เมียง ระเบียงมอง


                                                     
                                                                       สุริยา เผือกพันธ์


        ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด แสงสะท้อนบนผิวน้ำของพระจันทร์กลมโตพลิ้วไหวไปตามแรงกระเพื่อมของคลื่นในท้องทะเล มองดูเป็นลำแสงทอดยาวมาแต่ไกล ที่ระเบียงภัตตาคารบนชายฝั่ง แสงนีออนเปล่งประกายสลัว กลุ่มคนหญิง - ชายกลุ่มหนึ่งจากบ้านและครอบครัว มาหลบลี้รวมหัวกันก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง..........

        ผม เป้และรถพับ ใช้รถไฟขบวนบริการสังคม ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่เวลา 9.20 น. รถไฟใช้ความเร็วพอประมาณ รถขบวนนี้เป็นรถฟรี ความที่เป็นรถฟรีเช่นนี้ นอกจากผู้โดยสารในขบวนรถแล้ว ยังมีพ่อค้าแม่ขายเดินจำหน่ายสินค้าไปมาอยู่บนขบวนรถและเปลี่ยนหน้าขึ้น - ลงไปตลอดเส้นทาง สินค้าส่วนใหญ่เป็นพวกน้ำดื่ม ผลไม้ อาหารและขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ

   
                                "รถพับบนรถไฟฟรี"

        ใครที่ติดวัฒนธรรมความเร็ว อาจไม่ค่อยเป็นสุขกับความเชื่องช้าหนืดเนือยของการเดินทาง แต่สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยาน ความช้า เป็นเรื่องธรรมดาที่คุ้นชิน

 จักรยานฝึกให้เราเรียนรู้การรอคอยและอดทนต่อการบรรลุเป้าหมาย การถึงจุดหมายแต่ละครั้งของการปั่น เป็นความภาคภูมิใจ มิใช่เพราะการพิชิตเส้นชัย แต่เป็นการชนะใจตนเองมากกว่า เป้าหมายยิ่งไกลออกไปเท่าไร ใจเรายิ่งแกร่งเท่านั้น

        ขบวนรถจอดเทียบสถานีหัวหินเวลาประมาณ 13.30 น. ตึ๋ง (อัคนี ศุขโรจน์ เจ้าของโรงเรียนอนุบาลโรจนวิทย์ จังหวัดพิษณุโลก) นำจักรยานไฮบริดหุ่นสวยเพียวลม มารับผมที่ชานชาลา



                         "ชานชาลาสถานีรถไฟหัวหิน"

หลังทักทายกันด้วยความปิติแล้ว ตึ๋งปั่นนำผมออกจากสถานีรถไฟ มุ่งหน้าไปตามถนนที่อยู่ด้านหลังสถานี เพื่อเข้าสู่ถนนเพชรเกษม โดยเลี้ยวขวาที่หน้าอาคารสำนักงานเทศบาลเมืองหัวหิน

        ยวดยานบนถนนช่วงที่อยู่ในเมือง ดูหนาแน่นพอสมควร ยังไม่มีสัญลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่า ตรงไหนเป็นทางสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ เราทั้งสองจึงต้องปั่นด้วยความระมัดระวัง อาศัยการชิดซ้ายเข้าไว้ อย่างไรเสียก็ต้องประคับประคองการเดินทางให้ปลอดภัยไปจนหลุดพ้นจากความจอแจนี้ให้ได้



"เติมพลังด้วยราดหน้ายอดผักเป็นอาหารเที่ยงก่อนออกเดินทางที่ ร้านอาหารกลางเมืองหัวหิน"

        เป้าหมายของเราคือ ซีฮิลล์รีสอร์ท ชายทะเลปราณบุรี ซึ่งมีระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร

        เดินทางห่างเมืองมาได้ประมาณ 4 กิโลเมตร ด้วยถนน 4 เลน 
ที่กว้างออกทำให้ดูเหมือนว่าช่วยลดความหนาแน่นของยวดยาน
ลงได้บ้าง การใช้ขอบทางจึงรู้สึกผ่อนคลายความอึดอัดลงทำให้สามารถใช้สายตาเหลือบดูสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้มากขึ้น สมกับความตั้งใจที่จะให้ ทริปนี้เป็นการปั่นเพื่อการท่องเที่ยวไปในตัว

        ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานที่ที่ตั้งใจจะแวะเยี่ยมชม ที่แห่งนี้คือ 
อุทยานราชภักดิ์ อนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ไทย ซึ่งห่างจากเมืองหัวหิน 9 กิโลเมตรเลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นลานกว้าง ด้านหน้าส่วนหนึ่งใช้เป็นที่จอดรถของผู้เข้าชม  และอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งเต้นท์กองอำนวยการ โดยทั่วไปอากาศค่อนข้างร้อน เนื่องจากไม่มีร่มเงาจากต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ


                  "บริเวณอุทยานราชภักดิ์ บูรพกษัตริย์ไทย"

        กลับออกมา ปั่นไปตามถนนเพชรเกษมอีกครั้ง ที่นี่มีการก่อสร้างเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ทราบว่าความยาวเท่าใด เพราะเราปั่นมาได้ประมาณ 1 กิโลเมตร ก็ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงชนบท เพื่อเดินทางไปปากน้ำปารณบุรี อันเป็นจุดหมายที่เราต้องการจะไปให้ถึง


           "บริเวณหน้าอุทยานราชภักดิ์ จุดเริ่มต้น Bike Lane"

        ถนนทางหลวงชนบท เป็นถนนเล็ก ๆ สองเลน รถยนต์สามารถวิ่งสวนทางกันได้โดยสะดวก แต่สำหรับจักรยานก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังอีกครั้งหนึ่ง

ถนนสายนี้ สองข้างทางเป็นสุมทุมพุ่มไม้ ทำให้มีร่มเงาคลายร้อนลงได้บ้าง มองเห็นบ้านเรือนผู้คนยังไม่หนาแน่นเท่าใดนัก รอบ ๆ ที่พักอาศัยมีการปลูกสับปะรดเสียเป็นส่วนใหญ่ ผิวถนนบางช่วงเป็นเนินเล็กน้อย พอได้ออกแรงเพิ่มขึ้นบ้าง ริมทางประปรายด้วยเพิงขายสับปะรด

       
                "สวนสับปะรดมีให้เห็นตลอดเส้นทางไปปราณบุรี" 

        ลัดเลาะสวนสับปะรดมาได้ประมาณ 5 กิโลเมตรต้องเลี้ยวซ้ายไปปากนำ้ปราณบุรี ซึ่งก่อนเข้าสู่ตัวเมือง ต้องข้ามสะพานสูงชัน ในแม่น้ำ
มองเห็นเรือประมงจอดเทียบท่าอยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้รู้ว่าคนแถวนี้ทำการประมงเป็นอาชีพด้วย

  

"เรือประมงถ่ายจากสะพานข้ามแม่น้ำปราณบุรี"

        ปั่นมาได้ 3 กิโลเมตร ก็เข้าสู่ตัวเมือง ที่ติดกับชายทะเล สำหรับที่นี่ถนนเลียบชายฝั่ง จะมีเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะ ไว้สำหรับให้นักปั่น ปั่นท่องเที่ยวดูทิวทัศน์ชายทะเลที่สวยงาม ตลอดระยะทาง 6.5 กิโลเมตร  

               
            "Bike Lane เริ่มต้นตั้งแต่ในตัวเมืองก่อนสู่ชายหาด"
              
แน่นอนว่า ตลอดความยาวของถนนเลียบชายหาดนั้น จะมีที่พักตากอากาศไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวให้เลือกพักได้ตามอัธยาศัยอยู่อย่างหนาแน่น


                           "Bike Lane ริมฝั่งทะเลปราณบุรี"



                        "รับลมทะเลกับเพื่อนอัคนี ศุขโรจน์"

        สำหรับเราสองคน การเดินทางจบลงที่ซีฮิลล์รีสอร์ท ในเวลาที่ตะวันคล้อยแสง จวนเจียนจะโพล้เพล้ ที่นี่มีผองเพื่อนรออยู่กันพร้อมหน้า


               "นาทีแรกของการพบเจอหลังห่างเหินกันกว่า 40 ปี"

        มันเป็นการนัดพบของกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่น ที่เรียกตนเองว่า “เพื่อนพระนคร 76” นักเรียนฝึกหัดครูเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งบัดนี้้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกษียณ การเป็นเพื่อนในช่วงวัยฝันทำให้มีความแนบแน่นในการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างล้ำลึกในห้องเรียน แม้เหินห่างกันในวัยงาน ก็มิได้ทำให้ความจดจำกันและกันเสื่อมคลายลงแต่อย่างใด



           "กลุ่มเพื่อนพระนคร 76" (ภาพ : สมภพ อินทสุวรรณ)

เมื่อมีโอกาสนัดพบกัน จึงเกิดกลุ่มหญิง – ชายกลุ่มใหญ่ สรวลเสเฮฮากันบนโต๊ะอาหาร มีเรื่องเก่าเล่าทวนความจำ มีเรื่องใหม่เล่าแทรกเป็นครั้งคราว การสนทนาเริ่มจากกลุ่มใหญ่ แล้วค่อยแยกเป็นกลุ่มย่อยและแตกตัว เป็นคู่ ๆ สุดแท้ แต่จะนั่งอยู่ชิดใคร บนเวที มีดนตรีบรรเลงสลับกับการขึ้น ร้องเพลงของคนข้างล่าง พิธิกร ประธาน ปฏิคม และช่างภาพล้วนแล้วแต่ระดับมืออาชีพ ความลื่นไหลบนเวทีแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่เยี่ยมยุทธ์ของคนที่อยู่เบื้องหลังการจัดงานในครั้งนี้ ที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่หัวค่ำ จนพระจันทร์ลอยเด่นเหนือท้องทะเล แต่อย่างไรเสีย ในที่สุดนักดนตรีก็ถูกยึดไมโครโฟนจนได้..


                 "งานเลี้ยงพบปะสังสรรค์กลุ่มเพื่อนพระนคร 76"

ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด แสงสะท้อนบนผิวน้ำของพระจันทร์
กลมโตพลิ้วไหวไปตามแรงกระเพื่อมของคลื่นในท้องทะเล มองดูเป็นลำแสงทอดยาวมาแต่ไกล ที่ระเบียงภัตตาคารบนชายฝั่ง แสงนีออนเปล่งประกายสลัว กลุ่มคนหญิง - ชายกลุ่มหนึ่ง จากบ้านและครอบครัว มาหลบลี้ รวมหัวกันก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง......

หลังความอิ่มหนำสำราญและสิ้้นเสียงคีตญาณ “การจัดตั้งกองทุน เพื่อดูแลช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยามยาก” ก็เกิดขึ้น พร้อมกับการนัดหมายพบปะกันในปีต่อไป

        นับว่าเป็นการรวมหัวกันของบรรดา “ผู้ก่อการดี” ที่น่าชื่นชมยิ่ง
       

       

        

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น