วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทวนเข็มนาฬิกา ท้าตะวัน ปั่นไปเหวปลากั้้ง


                                  

                                                                            

                                                                                  สุริยา เผือกพันธ์


      เหวปลากั้ง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อยู่ห่างจากที่พักผมเพียงแค่คืบ แต่ผมเลือกที่จะเดินทางยาวเป็นวา เพื่อไปทำบางสิ่งที่ท้าทาย......

        ผมเริ่มต้นปั่นจักรยานจากกรีนเนอรี่รีสอร์ท เขาใหญ่ เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ของวันที่ 1 ธันวาคม 2559 โดยปั่นย้อนทางเดิมที่เพิ่งผ่านมาเมื่อเช้านี่

เหตุที่ว่าย้อนทางเดิม เพราะผมตื่นตั้งแต่  4 นาฬิกา แล้วจับรถจักรยานใส่รถเก๋ง ขับออกจากบ้านกะจะให้ไปสว่างที่เขาใหญ่พอดี เมื่อการเดินทางเป็นไปตามที่คาดหมาย ก็มองหาที่พักจนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจับจักรยานออกปั่นไปในเส้นทางที่ตั้งใจไว้


                   "กรีนเนอรี่รีสอร์ท เขาใหญ่"

        เช้าวันนี้ดูเหมือนจะเป็นเช้าวันแรกที่อากาศที่นี่เริ่มหนาวเย็น และเป็นวันเริ่มต้นของฤดูการท่องเที่ยว (High Season) ของปีนี้ เสียงรถยนต์บนท้องถนนเริ่มกลับมาคึกคัก แต่ยังไม่ถึงกับหนาแน่นเสียทีเดียว เพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุด

ป้ายที่พักบางแห่งเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเลขค่าบริการให้เพิ่มขึ้น ร้านค้าร้านขายดูมีการเคลื่อนไหวต้อนรับฤดูกาลใหม่ ที่รับรู้ได้ด้วยความรู็สึก!!!

         ผมปั่นชิดซ้ายในกรอบเส้นสีขาวของถนนธนะรัชต์ ที่ทอดยาว
มาจากอำเภอปากช่อง ย้อนจากกิโลเมตรที่ 19 ไปถึงกิโลเมตรที่ 17 ที่ฝั่งถนนตรงข้าม มีสถานที่ท่องเที่ยวแปลกตาน่าเข้าไปสัมผัส และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

เมื่อเดินเข้าไปจะพบกลิ่นไอสไตล์ยุโรป เหมือนได้ไปเดินในเมืองนอก ที่นี่คือ ปาลิโอ (Palio)


                         "บนถนนสายหนึ่งย่านปาลิโอ (Palio)"

        ปาลิโอ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในเขาใหญ่ มีร้านค้ามากมายหลากหลายนับร้อยร้าน เช่น ธนาคาร ร้านอาหารสไตล์ Fusion Italian ร้านกาแฟ สินค้าตกแต่งบ้าน ร้านไวน์ ร้านพืืชผักปลอดสารพิษ ร้านเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย ร้านขายของที่ระลึก ศูนย์อาหารสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ


              "กับผองเพื่อนคาวบอย (Cowboys Reunion)"

        ผมมีเวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน เพราะเป้าหมายยังอีกไกล จึงต้องปลีกตัวจากปาลิโอ เดินทางต่อไปได้อีกประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึงทางแยกเข้านำ้พุธรรมชาติ (Natural Spring) สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในตำบลหมูสีซึ่งต้องปั่นจักรยานเข้าไปอีก 600 เมตรจึงจะถึงสถานที่ดังกล่าว


                      "ร่มไม้ใบบังในสวนนำ้พุธรรมชาติ"

น้ำพุธรรมชาติ เป็นสายน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลมาจากภูเขา ทอดยาวเป็นลำธาร ผ่านเกาะแก่ง โขดหิน โค้งคดไปมา ดูงดงามตามธรรมชาติปั้นแต่ง สองฝั่งมีไม้ใหญ่ปกคลุมจนเป็นร่มเงาให้ผู้คนได้มาหลบร้อน ผ่อนคลาย สามารถตั้้งวงปิคนิคกันได้ดีทีเดียว แต่ที่นี่มีข้อห้ามชัดเจนคือ ห้ามนำเครื่องดองของเมาเข้าไปดื่มในบริเวณนั้นโดยเด็ดขาด

ผมจะมัวเพลิดเพลินอยู่ที่นี่นานไม่ได้เช่นกัน ต้องปั่นจักรยานกลับออกมาที่ถนนธนะรัชต์อีกครั้ง ที่กิโลเมตรที่ 12 ปากทางเข้าโบนันซ่า ผม แวะเข้าไปชมวัดศิมาลัยทรงธรรม พุทธสถานที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนน้อมนำให้เกิดสิ่งปลูกสร้างอันน่าชื่นชม เป็นศูนย์เรียนรู้ทางศาสนา เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของผู้แสวงหา เป็นอารามที่น่าเลื่อมใสยิ่ง


                        "วัดศิมาลัยทรงธรรม"

        หนทางย้อนรอย แต่เวลาเดินหน้า หลักบอกระยะทางได้ 11 กิโลเมตร แต่เข็มนาฬิกาบอกเวลาได้ 12 นาฬิกา มองหาร้านอาหารข้างทาง มีร้านแต่ร้านปิด

สองฝั่งถนนไปเขาใหญ่ มีร้านรวงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะร้านอาหาร มีทั้งร้านที่กำลังเปิดใหม่ ร้านที่ยังประกอบกิจการอยู่และร้านที่ได้ปิดกิจการไปแล้ว 

เป็นหลักสัจจธรรมของชีวิต อะไรก็ตาม มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ


      "ร้านอาหารมังสะวิรัติ (Vegetarian Restaurant)

        ผมปั่นผ่านร้านอาหารมังสะวิรัติ แต่เป็นมังสะวิรัติที่ทำจากเห็ด
กิจการร้านอาหารเป็นส่วนขยายของกิจการของเขาใหญ่พานอรามาฟาร์ม (Khao Yai Panorama Farm) ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง ผมไม่แวะ เพราะวันนี้อยากทานแบบฟาสต์ฟู๊ดไทย ๆ จึงลงเอยที่ผัดไทยร้านโรงเตี๊ยมเขาใหญ่อยู่เยื้องปั๊มน้ำมัน ปตท. ไปทางทิศเหนือเล็กน้อย


                      "ผัดไทยร้านโรงเตี๊ยมแบบไทย ๆ "

        แดดยามบ่าย หลังอาหารมื้อเที่ยงแผดร้อนจัดจ้านมากขึ้นอย่าง
เห็นได้ชัดจนต้องหยิบหน้ากากมาบดบังรังสียูวี... อีก 6 กิโลเมตรจะถึงปากช่อง ผมต้องเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนมิตรภาพที่มุ่งหน้าไปจังหวัดสระบุรี ซึ่งต้องทำระยะทางอีกประมาณ 18 กิโลเมตร ในระยะทางความยาวนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับระยะทางที่ผ่านมา


               "Premium Outlet ริมถนนมิตรภาพปากช่อง"

        สิ่งแรกคือ Premium Outlet แหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ริมถนน
มิตรภาพผมแวะเพียงเล็กน้อย เพื่อต้องการไปใช้เวลากับสถานที่ท่องเที่ยวที่ก่อตั้งมายาวนานที่นั่นคือ ฟาร์มโชคชัย

แต่ก่อนถึงฟาร์มโชคชัย จะมีแหล่งค้าขายผลไม้และของฝากขนาดใหญ่เป็นแผงเรียงรายติดต่อกัน ยาวขนานไปกับถนนเป็นระยะทางนับร้อยเมตร


        "แผงขายผลไม้และของฝากริมถนนมิตรภาพ"

        ความเพลิดเพลินของผมมาสะดุดลงตรงที่ มีแรงต้านจากเนินสูงข้างหน้ามาสะกิดผมให้ใช้แรงปั่นเพิ่มขึ้น พร้อมกับบอกให้ปลดเกียร์ลงต่ำเพื่อลดแรงต้านทาน


                "สุดเนินที่โรงเรียนมัธยมวชิรลงกรณวราราม"

กระนั้นก็ตาม ผมต้องโน้มตัวปั่นและใช้พลังขาอย่างเต็มทีเพื่อไปให้ถึงยอดเนินที่อยู่ห่างออกไปราว 50 เมตร.... ผมหลุดเนินมาได้ก็ถึงหน้าโรงเรียนมัธยมวชิราลงกรณวรารามในเวลา 14.00 น. นับจากนี้ไป ทางจะลดระดับลงและเข้าโค้งมุ่งตรงไปที่ โชคชัยฟาร์ม


              "ฟาร์มโชคชัย ปากช่อง นครราชสีมา"

        ในปี 2500 โชคชัยฟาร์มเกิดขึ้นจากอุดมการณ์และความใฝ่ฝันของนักสัตวบาล ตำนานคาวบอยโดย ดร.โชคชัย บุลกุล ที่มุ่งมั่นแผ้วถางและปรับเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเป็นป่ารกทึบ บริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเริ่มจาก การทำการเกษตรแบบผสมผสาน บนพื้นที่ 250 ไร่ พัฒนามาจึงถึงปัจจุบัน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ผู้คนต่างต้องการจะมาแวะชม ที่นี่ นอกจากบรรยายกาศจะสวยงามแล้ว โชคชัยฟาร์มยังมีกิจการให้ความรู้ มีผลิตภัณฑ์จากโคนมและอาหารสัตว์ การท่องเที่ยวที่พัก ภัตตาคาร ของที่ระลึก เป็นต้น

         สถานที่ประกอบกิจการคล้าย ๆ กันอีกที่หนึ่งคือ ฟาร์มสุวรรณ
ของหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานขนาบข้างด้วยทุ่งดอกปอเทืองเหลืองอร่าม สวยงามเป็นทุ่งกว้างสลับกับไร่ข้าวโพดเขียวขจี

          
                                               "ฟาร์มสุวรรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์"

        ผ่านตรงนี้ได้ ผมต้องไปต่ออีกประมาณ 10 กิโลเมตร บนถนนมิตรภาพ มีรถราหนาแน่น แม้ผมจะเดินทางแนบชิดกับถนนสายนี้มานานนับชั่วโมงแล้ว แต่รถรายังส่งเสียงอื้ออึงไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะเสียงเครื่องยนต์จากรถบรรทุกนานาชนิด ทั้ง 6 ล้อ 10 ล้อและรถพ่วงบรรดามี มันส่งเสียงอยู่ใกล้หูของผมไม่ถึงเมตร ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มยุงที่บินส่งเสียงรบกวนข้างหู มันพร้อมที่จะทิ้งตัวดำดิ่งลงมาดูดเลือดจากผิวหนังของผมได้ทุกเมื่อ

        ผ่านฟาร์มสุวรรณมามีเนินสูงเล็กน้อย เมื่อผ่านเนินมาได้ ด้านขอบทางจะมีแท่งคอนกรีตกั้นเป็นแบริเออร์ (Barrier) ตลอดเส้นทาง ทางลาดชันลดต่ำลงไปเป็นทางยาว จนสุดหุบเขาแล้วจึงเป็นเนินขึ้นไปอีกครั้ง ภาพทิวทัศน์ช่วงนี้ตกแต่งด้วย ภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากธรรมชาติกำบังที่งดงามอยู่ลิบ ๆ


        สุดแท่งแบริเออร์ก็สุดเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่ยาวออกไปคือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ขณะนี้เวลา 15.00 น.ผมต้องแวะซ้ายตรงโรงงานนมแดรรี่โฮม (Dairy Home) เพื่อไปให้ถึงจุดหมายสุดท้ายคือ เหวปลากั้ง ที่มีระยะทาง 23 กิโลเมตร


    "โรงงานนมแดรี่โฮมปากทางไปเขาใหญ่ด้านอำเภอมวกเหล็ก"

        แดดที่เคยเผชิญหน้ากับผมมาตลอดทางมิตรภาพ หลบเหลี่ยมมุมบ้านเรือนไปทางทิศตะวันตก แต่มันยังคงแผดเผาใบหน้าซีกขวาของผมได้อย่างร้อนแรง

        ผ่านมาได้ไม่ไกล ป้ายแนะนำสถานที่สีเขียว แผ่นใหญ่ มองเห็นโดดเด่นเหนือศรีษะ “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ใต้ตัวหนังสือมีรูปโขลงช้างบอกให้รู้ความหมายว่า โปรดระวังอันตรายจากช้างป่า !!!!!

          สำนึกแรกของผมที่แปลความหมายจากสัญลักษณ์คือ ภาพของคนปั่นจักรยานบนท้องถนนทิิ้งรถ วิ่งกระจัดกระจายหนีโขลงช้างเพื่อเอาตัวรอด

            ผมกำลังเดินทางเข้าสู่เขตอันตรายแล้วหรือ ?????

           ผมเดินทางมาได้เพียง 1 – 2 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริง ผมคงวิ่งป่าราบคนเดียว !!!!

          จำต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ตะวันต้องไม่ชิงพลบก่อนที่ผมจะถึงที่พัก แต่มันไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะหนทางมีแต่เนิน เนิน และเนิน เป็นเนินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ


         ป้ายข้างทางมีแต่คำเตือน บอกถึงอันตราย “ทางโค้งอันตรายโปรดระวัง”

         ป้ายบอกระยะทาง ไม่มีป้ายใดบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว !!! 
ขอเป็นกำลังให้อย่าห่วง !!!

          มีแต่บอกว่ายังอีกไกล ไกลและไกล  !!!

         “บ้านเหวปลากั้ง” ป้ายเล็ก ๆ ป้ายหนึ่งบอกทิศทางไว้

        แต่มองไปข้างหน้า เป็นเนินสูง ยาวโค้งเป็นงู ผมลดเกียร์ลงต่ำสุดแล้วไต่ขึ้นไปทีละคืบ ๆ แต่ในที่สุดก็พ่ายแรงตัวเอง ต้องลงจูง

        จนเงาของผมที่โย้ไปตามแสงอาทิตย์ เคลื่อนจากหน้าแฮนด์รถไปจนสุดล้อหลัง การเดินทางยังทำระยะได้ไม่ถึงครึ่่งทาง ในสมองผมคิดถึงช้าง ช้าง ช้าง

   ผมไต่เนินสูงสลับกับเนินต่ำมาจนถึงป้ายบอกระยะทางอีกป้ายบอกว่า อีก 10 กิโลเมตรจะถึงเขาใหญ่ ไชโย !!! ใกล้จะถึงแล้ว

        แต่ข้างหน้ายังเป็นเนินสูงที่ผมจะต้องใช้แรงอันอ่อนล้าพิชิตมันให้ได้ผมลดเกียร์ลงต่ำสุดอีก แล้วรวบรวมพลังเต็มที่ ฮึด... ฮึด... ฮึด... แต่มันยังคงคืบคลานได้ทีละคืบเหมือนเดิม

        ในที่สุดไฟกระพริบโซ่ล่าเซลล์ข้างทาง ส่งสัญญานให้ผมลงจูงรถอีกครั้ง เมื่อกล้ามเนื้อเหนือเข่าทั้งสองข้างของผมเริ่มเกร็งส่ออาการตะคริวจับ

           
                    "โซล่าเซลล์กระพริบเตือนให้พักก่อน"


            ช้า...ดีกว่าไปไม่ถึง พักกล้ามเนื้อที่นี่สักพัก !!!

        แดดอ่อนแรงไปมากแล้ว แต่ร่างกายผมกลับมีแรงมาสู้ใหม่ หลังการผ่อนพักไปเมื่อครู่ ขณะนี้เวลา 16  นาฬิกากว่า ๆ แต่ดูบรรยากาศมันอึมครึมเหมือนตะวันจะลาลับในบัดดล


                 "แหล่งโอโซน สะอาด สดชื่นที่เหวปลากั้ง"
    
        ถนนหนทางต่อจากนี้ ดูมีท่าทีเป็นมิตรกับผมมากขึ้น การปั่นจึงทำได้แบบชิว ๆ สบาย ๆ ช่วงเวลานี้ ยังพอมีแสงสว่างให้มองเห็นความสวยสดงดงามจากธรรมชาติสองข้างทางได้อยู่


                 "ไร่สตรอเบอรี่สดจากไร่ กลางเหวปลากั้ง"

        ความงามของทิวทัศน์บอกให้รู้ว่า ผมกำลังอยู่ใน “เหวปลากั้้ง” ที่ข้างทางเป็นเหวลึกลงไป ด้านล่างมีบ้านเรือนผู้คนอยู่ยังไม่หนาแน่น หลังบ้านเรือนเป็นทิวเขาตั้งสลับ เหลื่อมกันเป็นลูก ๆ แผ่นภาพทั้งผืนระบายด้วยสีเขียวเข้ม มองดูแล้วเพลินตา เจริญใจ อากาศพลิ้้วมาเป็นสายลมเย็นสะอาด สดชื่น ผมได้ใช้จังหวะความลงตัวของธรรมชาติเช่นนี้ สูดเอาโอโซนอัดเข้าไปจนเต็มปอดแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ


                           "ร้านกาแฟสไตล์คลาสสิก"

        นอกจากนี้ ที่ริมถนนยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้เราเลือกได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ สวนองุ่น สวนกุหลาบ ไร่สตรอเบอรี่ สนามกอล์ฟหรือแม้แต่ใครที่อยากจะมีบ้านเรือนไว้เป็นของตนเองก็มีห้องชุดหมู่บ้านจัดสรร แบบหรู ๆ ไว้ให้เลือกอย่างหลากหลาย


                       "Primo Piazza สถานที่ท่องเที่ยว"

        ตะวันคล้อยตัวลงต่ำจนผืนดินกลืนกิน แสงแดดถอนตัวบอกลาแมกไม้และภูผา ความสลัวมาเคาะประตูบ้านเรือนอึงคะนึง แสงนีออนแทรกตัวอยู่ในความเลือนราง แต่ผมยังอยู่ที่เหวปลากั้ง !!!   อีก 3 กิโลเมตร จะถึงที่พัก


                                "ร้านอาหารรสแซบ"

        ช้าง ช้าง ช้าง ผมนึกถึงโขลงช้าง ผมต้องปั่นเต็มที่เพื่อออกจาก เหวปลากั้งไปให้ถึงที่พักโดยเร็ว

        “โยกเยก ทะมึนทึนข้างหน้าคงไม่ใช่ช้างนะ” ผมภาวนา

        ผมยังปั่นไปข้างหน้า แบบมีความประหวั่นพรั่นพรึงเป็นเพื่อน แต่แล้วก็แทบช็อค เมื่อสิ่งที่มีชีวิตสูงใหญ่มาประชิด

         มันคือ ช้าง !!!!!

         ผมหยุดรถ ตั้งสติ สงวนท่าที

        โอ !!!! โล่งอกไปที มีคนปั่นเสือภูเขาไล่ช้างอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ


                                   "ที่พักคลองทรายรีสอร์ท"

    มันคุ้มค่าที่ผมเลือกเดินทางไปเหวปลากั้งด้วยระยะทาง 60 กิโลเมตรแทนที่จะเป็น 3.5 กิโลเมตร

เหวปลากั้ง อยู่ห่างจากที่พักผมเพียงแค่คืบ แต่ผมเลือกที่จะเดินทางยาวเป็นวา เพื่อทวนเข็มนาฬิกาและท้าตะวัน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น