วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ห่มหนาวที่เขาใหญ่ (Khao Yai Treasure)


                                                               สุริยา เผือกพันธ์


             ความอยากกับความกลัว เป็นความรู้สึกที่เข้ามาหยอกล้อเราอยู่ทุกวันภูเขาที่สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าท้าทายต่อการป่ายปีนยิ่งนัก แต่ก็หวาดหวั่นต่อความสูงชันที่จะเอาชนะมันไม่ง่ายอย่างที่คิด สองหนุ่มฉกรรจ์ปั่นเสือหมอบคู่กายของเขาลงมาจากเขาใหญ่ผ่านหน้าผมไปอย่างรวดเร็ว มันเหมือนเป็นการยั่วยุให้เราอยากลองบ้าง

        “จะขึ้นไปหรือครับ” นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอ่ยถามผมที่หน้าด่านขึ้นเขา

        “........................” ผมลังเลที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ ระหว่าง ความอยากกับความกลัวมันสัประยุทธ์กันอยู่ภายในใจจนฝุ่นตลบ


                      "ด่านทางขึ้นเขาใหญ่ด้านปากช่อง"

ในชีวิตของเรา มีสิ่งรอบกายที่ท้าทายให้เราทำเสมอ แต่ก็ใช่ว่า อะไรทุกสิ่งที่ท้าทายนั้น เราจะต้องตอบสนองทั้งหมด สำหรับการมาเขาใหญ่ครั้งนี้ ผมชั่งใจแล้ว.........อยากจะลอง !!!!!

        เวลาขณะนี้ประมาณ 10 นาฬิกา วันที่ 2 ธันวาคม 2559  ไม่เช้าไม่สายเกินไป แต่หากตัดสินใจขึ้นเขาสูงชัน คงต้องทานข้าวตุนพลังงานไว้ก่อน วิธีคิดอย่างนี้ มีความโน้มเอียงสนับสนุนความกล้า แต่ก็กลัวไปไม่ถึงจุดหมาย จึงต้องทานข้าวไว้ก่อน กลัวไปหิวโซท้องกิ่ว หากขึ้นไปติดอยู่บนดอยเป็นเวลานาน

    “มาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่ขึ้นก็เสียดายโอกาส ถ้าไปไม่ถึงก็แค่กลับลงมา...แค่นั้นเอง” ผมคิด

           ในที่สุด ผมก็เอาชนะความกลัวได้ !!!!!

        ผมปั่นจักรยานผ่านด่านเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ มีรถยนต์จอดเรียงรายอยู่ฝั่งถนนก่อนหน้าอยู่แล้วหลายคัน ด้านฝั่งตรงข้ามที่จอดรถ เป็นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ผู้คนพลุกพล่านอยู่หน้าศาล พวกเขากำลังสักการะขอพร เยื้องไปทางด้านหน้าที่ขอบถนนด้านซ้ายมือ มีป้ายบอกระยะทางสถานที่ต่าง ๆ


        “ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 14 กิโลเมตร”  ระยะทางไม่ไกล แต่สภาพความชันของถนนที่อยู่หลังป้ายบอกให้รู้ว่า โหดแน่นอน !!!

        ผมจอดรถพิงตีนเขาไว้ก่อนเดินขึ้นไปสักการะ “เจ้าพ่อเขาใหญ่ ”
เพื่อขอกำลังใจให้การเดินทางครั้งนี้บรรลุจุดหมาย

        “เจ้าประคุ้น !!! ขอให้ลูกช้าง ไปให้ถึงตามที่ตั้งใจเถิด” ผมอธิษฐาน


                      "ขอพรเจ้าพ่อเขาใหญ่ก่อนออกเดินทาง"

        ผมกลับลงมาจับสองล้อคู่กาย ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น จิตใจที่เปี่ยมด้วยพลัง สองมือกุมแฮนด์หนักแน่น เท้าขวากระชับมั่นบนบันไดพร้อม เท้าซ้ายเหยียดยันพื้นถนน ปั่น !!!!

          สองล้อขับเคลื่อนป่ายปีนถนนที่สูงชันขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเกียร์ 5 – 6 ทำความเร็วไปได้เรื่อย ๆ เนิบ ๆ แบบสบาย ๆ จนต้องปลดเกียร์ลง
ต่ำสุด เมื่อทำระยะทางไปได้ประมาณ 3 กิโลเมตร และต้องลงจูงเป็นครั้งแรก เมื่อถึงหลักกิโลเมตรบอกระยะทางอีก 11 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานเขาใหญ่



             "ระยะทาง 3 กิโลเมตรแรกที่เริ่มลงจูงจักรยาน"

        ถนนขึ้นเขาใหญ่ มีรูปจักรยานเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นบนพื้นถนนตั้งแต่หน้าศาลเจ้าพ่อ แต่คงไม่ได้หมายถึงเป็นทางเฉพาะสำหรับจักรยานที่เห็นโดยทั่วไป เพราะถนนมีแค่ 2 เลนแบบใช้ร่วมกันกับรถยนต์ ดังนั้น สัญลักษณ์คงมีความหมายว่าให้ระวังจักรยานมากกว่า ฝั่งขวาของถนนเป็นตีนเขาที่มีแมกไม้ปกคลุม โค้งคดไปมาตลอดเส้นทาง ส่วนฝั่งซ้ายของถนนเป็นเหวลึก ลึกจนมองเห็นยอดไม้อยู่ลิบ ๆ มีแผ่นเหล็กกั้นเป็นแบริเออร์ (Barirer) โค้งคดเป็นแนวยาวไปตลอดเส้นทางเช่นกัน

        ระยะทาง 3 กิโลเมตรแรก เป็นไปด้วยความราบรื่น เป็นการป่ายปีนระดับประถมศึกษา โดยใช้แรงปั่นเนิบ ๆ ขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ไม่ได้โลดโผนโจนทะยาน แต่แรงดึงดูดของโลกก็มีน้ำหนักมากขึ้น ๆ ตามความสูงที่เพิ่มขึ้นไปทุกขณะ การปั่นยุติลง เมื่อแรงโน้มถ่วงจากผิวโลกเอาชนะแรงต้านจากสองขาของผมได้


        ระยะต่อไปนี้อีก 3 กิโลเมตร จะล้มลุกคลุกคลาน เพราะความสูงชันยังยกระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ แถมยังโค้งคดไปมา สลับกับโขดหินที่ปูดโปนออกมาทำให้ดูเหมือนถนนหลบเล่นซ่อนหากับผมอยู่เป็นช่วง ๆ หลอกให้เข้าใจว่าหลังโขดหินจะเป็นทางเรียบ แต่ก็ไม่ใช่ ยังเป็นเนินขึ้นไปเรื่อย ๆ การปั่นจึงสลับกับการจูง ทั้งหนืดและเนือย เล่นเอาเหงื่อหยดรดปลายจมูก มันเป็นช่วงโค้งคดราวกับช่วงวัยมัธยมศึกษา

ระหว่างที่เดินจูงสลับกับการปั่น มีรถยนต์วิ่งขึ้น – ลง สวนทางไปมากันไม่ขาดสาย เครื่องยนต์ของรถแต่ละคันไม่มีใครกล้าทำอ้อยอิ่ง แต่ต่างแข่งขันกันตะเบ็งเสียงอื้ออึงสะเทือนราวป่า สลับกับเสียงไก่ป่าขันเจื้อยแจ้วมาจากพนาลึก ความเปลี่ยว แม้ชะนีเพียงตัวเดียวห้อยโหนในราวป่าข้างทางก็อาจทำให้หวั่นไหวได้


        อีก  8 กิโลเมตรจะถึงปลายทาง ระยะทางต่อจากนี้ ไม่มีสัญญาณใด ๆบอกให้รู้ว่า การเดินทางจะเป็นไปด้วยความง่ายดาย ความสูงบอกให้รู้ว่าไม่มีจังหวะใดที่ผมจะได้ขึ้นอานจักรยานเอาเสียเลย สองมือจึงกุมแฮนด์มั่นเพื่อดันมันขึ้นไป ขึ้นไป จนเหงื่อท่วมตัว การเดินจูงอย่างเดียว สามารถทำระยะทางไปได้ เรื่อย ๆ ช้า...แต่ไม่เคยหยุดพัก มันเป็นการเดินทางในช่วงเวลาที่มีความสุขุม สงบนิ่งและอดทน ราวกับผู้ที่ศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่มีความรับผิดชอบเป็นนายสั่งการ

วุฒิภาวะของการเดินทางทำให้การป่ายปีนช่วงที่โหดที่สุด ทะลุมาถึงจุดพักชมวิวที่สวยที่สุดบนเส้นทาง เหมือนมีไว้เป็นรางวัลขั้นต้นของความพยายามของผู้ที่มีความบากบั่นทุกคน


                   "จุดชมวิวกิโลเมตรที่ 7 ระยะครึ่งทาง"

        จุดชมวิวอยู่ในระยะทางอีก 7 กิโลเมตรจะถึงอุทยาน  ป่าที่มองเห็นด้านล่างเป็นป่าไม้เบญจพรรณที่ขึ้นอยู่บริเวณเชิงเขา แล้วค่อยแน่นทึบเป็นป่าดิบ เมื่อความสูงของภูมิประเทศเพิ่มขึ้น ป่าประเภทต่าง ๆ ก่อให้เกิดความแตกต่างของสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย ความสมบูรณ์และความหลากหลายของชนิดพืชและพันธุ์สัตว์ ในฤดูกาลที่เหมาะสม หากมองไกลออกไปลิบลิ่ว จะเห็นเป็นจุดสีขาว เหลืองแดงกระจัดกระจายปนผืนป่าสีเขียว เป็นสีสรรของดอกไม้ป่าที่ผลิดอกระหว่างช่วงฤดูแล้งไปจนถึงต้นฤดูฝน ที่บริเวณนี้ผู้คนที่มาท่องเที่ยว บนเขาใหญ่ ต่างจอดรถลงมาแวะชมความงามกันแทบทุกคน


                        "กับเจ้าหน้าที่อุทยาน กม. 30"

        “ระยะทางต่อจากนี้ จะมีเนินเล็กน้อยครับ การปั่นจะง่ายกว่าที่ผ่านมา” เจ้าหน้าที่อุทยาน กม. 30 (นับจากปากช่อง) แนะนำเส้นทางที่เหลือ


                       "จักรยานเมอริดากับนักท้องเที่ยว"

        ออกจากจุดชมวิว มีเนินสูงขึ้นเป็นทางยาว ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่่ แต่พ้นเนินนี้ไปก็เป็นทางลาดลงเป็นเหวลึกยาวเช่นเดียวกันแน่นอนว่าที่สุดของความลึก ก็คงเป็นเนินที่ต้องใช้แรงไต่อีกเช่นเดียวกัน

        ผมปล่อยให้จักรยานไหลลงตามความลาดต่ำของถนนอย่างอิสระ มันเป็นครั้งแรกของเส้นทางสายนี้ที่รู้สึกเป็นอิสระ จักรยานทิ้งตัวดำดิ่งอย่างรวดเร็ว เร็วที่สุดจนถึงจุดที่ต่ำที่สุด ก็เกิดแรงส่งให้จักรยานพุ่งขึ้นไปบนเนินอีกเนินจนได้ระยะทางอีกราว 10 เมตรจะถึงยอดเนิน ผมต้องเสริมแรงด้วยการปั่นช่วยอย่างมากจึงสามารถพาจักรยานปีนขึ้นเนินไปได้ การปั่นขึ้นสูง - ลงต่ำ ทำให้เรารู้ว่า ขาขึ้นต้องใช้ความอดทนเป็นหลัก แต่ขาลงต้องใช้สมาธิเป็นที่ตั้ง

        อีก 6 กิโลเมตรมีป้ายเตือนบอกถึงอันตราย “ดงงูเห่า” ให้ระวัง (ไม่กล้าลงรถถ่ายรูป) สองข้างทางนับจากนี้ไม่ใช่เหวลึกและตีนภู แต่เป็นป่าไม้หนาทึบ ความเงียบทำให้แรงที่เหลือจากการปั่นขึ้นเนินเมื่อสักครู่ถูกลดทอนลงไปอีก กว่าจะผ่านดงงูเห่าไปได้ลมแทบจับ เพราะปั่นไม่ออกเอาเสียเลย เหมือนมีผีมาฉุดขาไว้


                                        "ด่านช้าง"

        ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น อีก 5 กิโลเมตร มีป้ายบอกเตือนถึงอันตรายยิ่งกว่า “ด่านช้าง” ให้ระวัง !!! แต่ก็พออุ่นใจได้เมื่อมีรถยนต์วิ่งผ่านมาเป็นเพื่อนอยู่บ้าง

        พ้นเขตด่านช้างมาได้ก็รู้สึก สบายใจมากขึ้น พอ ๆ กับเส้นทางที่เริ่มจะราบเรียบไปจนถึงทุ่งหญ้าป่าโปร่งที่กิโลเมตรที่ 2 ที่จะถึงสำนักงานอุทยาน ปั่นเลยโค้งหอดูสัตว์ไปได้ก็ถึงจุดหมายปลายทาง รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชั่วโมงเศษ ๆ



                               "หอดูสัตว์หนองผักชี"




                     "ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่"
  

         "ที่แขวนจักรยานหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่"


                "อุณหภูมิต่ำสุดในวันนั้น 14 องศาเซลเซียส"


        ก่อนหน้านี้...ผมเคยสงสัยมานานว่า ยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลก ทำไมบางคนจึงใฝ่ฝันอยากจะป่ายปีนขึ้นไป ทั้งสูง ทั้งหนาวเหน็บ ระหว่างห้อยโหนมีเงาของมัจจุราชเป็นเพื่อนร่วมทางตลอดเวลา ประสบการณ์ของเขาใหญ่พอจะทำให้ผมตอบข้อสงสัยตนเองได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญไม่มีใครตอบแทนใครได้ นอกจากตัวเอง 

         ในระหว่างที่ผมปั่นกลับลงมา ยังมีนักปั่นคนอื่น ๆ อีกหลายคนปั่นสวนทางขึ้นไปเป็นระยะ ๆ พวกเขาคงมีข้อสงสัยในใจเช่นเดียวกับผมกระมัง !!!
     
          

         
                                         

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น