วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

มหัศจรรย์กตัญญู (The Magical Power of Gratitude)


                       Learning English with Stories: DEEP ENGLISH
                                                        สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


          ยอร์ช มวินนียาอะ (George Mwinnyaaเป็นวัยรุ่นในประเทศกาน่า อาการป่วยหนักของเขาได้บรรเทาเบาบางลงอย่างชัดเจน หลังจากนำไก่ 3  ตัวไปเซ่นไหว้เจ้า และได้หายเป็นปกติอย่างปาฏิหาริย์ในที่สุด ปัจจุบันเขาเป็นนักศึกษาด้านสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins Universityเขาเองไม่คิดว่า การเซ่นไหว้เจ้าจะทำให้เขามีชีวิตรอด แต่คิดว่าที่เป็นเช่นนั้น เกิดจากการแสดงการขอบคุณของเขาต่างหาก


            เมื่อโตขึ้น พ่อของมวินนียาอะได้เซ่นไหว้เจ้าด้วยไก่ 3 ตัวทุก ๆ สัปดาห์ด้วยความเลื่อมใส มันเป็นวิธีการแสดงการขอบคุณต่อแม่น้ำ ภูเขา บรรพบุรุษและพระเจ้า เพื่อสุขภาพที่ดีของภรรยาทั้ง 7 คนและลูก ๆ อีก 32 คน

            การเซ่นไหว้ เป็นวิถีชีวิตของพวกเขา ผู้คนต่างเชื่อว่า หากเซ่นไหว้เจ้าไม่เพียงพอแล้ว สามารถนำความแห้งแล้ง โรคภัยไข้เจ็บและความตายมาสู่พวกเขาได้  มวินนียาอะจำได้ว่า ความเชื่อเหล่านี้ดูเหมือนเป็นสิ่งถูกต้อง เมื่อคนในครอบครัวได้นำไก่ไปเซ่นไหว้เจ้า ได้ทำให้อาการป่วยของพวกเขาหายเป็นปกติ ถ้าหากพวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่น่ากลัวจะเกิดขึ้น


            ในปีสุดท้ายของการเรียนชั้นมัธยมปลายของเขา มวินนียาอะมีอาการป่วยอย่างหนัก ร่างกาย ผ่ายผอม (In bad shape) จนไม่สามารถกินข้าวกินน้ำได้ ลุงของเขาต้องการหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จึงได้ขี่จักรยานเป็นเวลานานถึง  6 ชั่วโมงไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เพื่อไปหาหมอดู (An Oracle)  หมอดูบอกกับเขาว่า เจ้าแม่คงคา เจ้าป่าเจ้าเขา และบรรพบุรุษของเขามีความกริ้วโกรธ ด้วยว่า ตั้งแต่ได้เคยสวดมนต์ขอพรเพื่อปกป้องครอบครัวนั้น บัดนี้ เวลาได้ผ่านมานานแล้ว หากมวินนียาอะไม่ไปเซ่นไหว้เจ้าอีกอาจทำให้เสียชีวิตได้

            ครอบครัวของเขาจึงได้นำไก่ 3 ตัวไปเซ่นไหว้และเพื่อให้เกิดความแน่ใจในการรักษาที่ครอบคลุมสาเหตุการเจ็บป่วย (Bases were covered) หมอยาสมนุไพร (Herbalist) ได้ผสมยาสมุนไพรให้มวินนียาอะด้วย พร้อมกับนำเนยทาถูบริเวณลำคอเพิ่มเติม หลังจากนั้น  3 วัน เขาก็มีอาการกระปี้กระเปร่า (Fit as a Fiddle) ขึ้น

            ปัจจุบันเขาเป็นนักศึกษาด้านสาธารณสุขและอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายในสหรัฐอเมริกา เขากล่าวว่า เขาคิดว่าประสบการณ์ที่ได้รับ แทบไม่มีความแตกต่างจากทุกวันนี้เลย  การเซ่นไหว้ไม่ได้ช่วยรักษาเขา แต่เป็นเพราะความรู้สึกขอบคุณที่เขามีต่างหาก


            มวินนียาอะอาจทำบางสิ่งบางอย่างจึงทำให้หายจากความเจ็บป่วย จากงานวิจัยพบว่า โดยทั่วไป คนที่มีความกตัญญูจะรู้สึกมีสุขภาพดี เพราะได้ดูแลร่างกายให้มีสุขภาพดีขึ้น ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ ได้กินอาหารดี มีการพักผ่อนนอนหลับที่เพียงพอ การปฏิบัติตนเยี่ยงนี้ มันเป็นความรู้สึกที่กตัญญูต่อร่างกายนั่นเอง ในระหว่างที่มีความสุขที่เพิ่มขึ้นนั้น ความเครียดและความเศร้าซึมก็ลดลงด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข้อเสนอแนะจากงานวิจัยได้เสนอแนะว่า ความกตัญญูสามารถทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาว ส่งเสริมความเอาใจใส่ เพิ่มการนับถือตนเองหรือแม้กระทั่งการช่วยให้คนเอาชนะอาการบาดเจ็บได้ด้วย ในปี 2003 จากการศึกษาวิจัยพบว่า ความกตัญญูเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่ช่วยฟื้นฟูให้คนกลับคืนสู่สภาพปกติได้ หลังเหตุการณ์การโจมตีของผู้ก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า การยอมรับในเรื่อง "การขอบคุณ" สามารถทำให้อารมณ์และจิตใจของเรามีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น

            แม้ว่า การขอบคุณ จะสามารถสร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้นได้ก็จริง แต่ความกตัญญูคือ สิ่งที่หาได้ยากที่สุด
....................................................................................................................................................


                       


วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

รอดได้ด้วยพลังแห่งเสียงเพลง (Saved By The Power Of Music)



        Transcript from Learn English with Stories: DEEP ENGLISH
                                                       สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


            “บทบาทสำคัญของดนตรีในชีวิตของผู้คน ได้ช่วยผ่อนคลาย ทำให้ตื่นเต้น บีบน้ำตาให้ไหลและนำเราออกเริงระบำด้วยเท้าทั้งสองตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดความเครียด และแม้กระทั่งช่วยระบบภูมิคุ้มกันให้แก่คนเรา ติดตามผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้บอกเล่าว่า............. ดนตรีได้ช่วยให้ลูกสาวของเธอรอดชีวิตมาได้อย่างไร” (Aaron and Dan)

            โรบิน สไปเอลเบริก (Robin Spielberg) นักดนตรีมืออาชีพกล่าวว่า ดนตรีช่วยชีวิตลูกสาวของเธอ !!!!!


            ในปี 1998 สไปเอลเบริกได้รับความเจ็บปวดจากภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องมาจาก การตั้งครรภ์ลูกแฝดเพศหญิง ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างฉุกเฉิน ในสัปดาห์ที่ 22 ของการตั้งครรภ์ แต่มันน่าเศร้าใจอย่างมากที่หนึ่งในแฝดนั้นเสียชีวิต รอดมาเพียงวาเลอรี (Valerie)

            วาเลอรีเกิดมาด้วยน้ำหนักตัวเพียง 12 ออนซ์ (340.19 กรัม) และร่างกายมีขนาดเพียงเท่ากระป๋องโซดา ตัวเธอเล็กมาก ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่โรงพยาบาลจะรับไว้รักษา เพื่อช่วยชีวิตตามความจำเป็นของทารกที่คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวจำกัด แต่พยาบาลผู้เอื้ออารีได้ใช้หัวแม่มือกดลงบนตาชั่ง(เพื่อเพิ่มนำ้หนัก) และได้บันทึกน้ำหนักของเธอเป็น 17 ออนซ์ เพียงเพื่อให้เพียงพอต่อการได้รับการสนับสนุนในการรักษา

            ความเป็นลูกผีลูกคน (Touch and go) ทำให้เกิดเรื่องแย่ ๆ อย่างมากตามมา โรงพยาบาลมีความอึกทึกคึกโครมและยุ่งเหยิง สไปเอลเบริกรู้สึกเหมือนว่า มันเป็นห้องฉุกเฉิน ที่เป็นมากกว่าห้องรักษาคนป่วย เธออยากจะหยุดความโกลาหลในโรงพยาบาลนี้เสียจริง ๆ 

            ด้วยความที่เธอไม่สามารถนำเปียโนมาที่โรงพยาบาลได้ ดังนั้น เธอจึงได้อาศัยการเปิดแผ่นซีดีให้ลูกสาวของเธอฟัง มันช่างน่าอัศจรรยอย่างยิ่ง วาเลอรีพัฒนาขึ้น ระดับออกซิเจนของเธอเพิ่มขึ้น ความดันเลือดเสถียร และจังหวะการเต้นของหัวใจมั่นคง นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ (Fluke) แต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการรักษา นอกจากนี้มันยังเกิดผลดีต่อทารกทุกคนในห้องนั้นด้วย สุขภาพของวาเลอรียังพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับการรักษาและฟังเพลงมาหลายเดือน

            จริง ๆ แล้ว คนใช้จังหวะและเสียงเพลงรักษาโรคมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว ท้ายที่สุดนี้  ได้เริ่มนำกลับมาใช้อีกครั้งในสังคมสมัยใหม่


            จากการศึกษาเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดจำนวน 272  คนในครั้งหนึ่งพบว่า สัญญาณชีพสามารถพัฒนาได้ด้วยการรักษาผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ของเสียงและดนตรี

            ดนตรีไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะเด็กทารก จากการศึกษาพบว่า ดนตรีสามารถบรรเทาความเจ็บปวดส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดความเครียดและอาการเศร้าซึม นอกจากนี้ยังช่วยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่อีกด้วย ดนตรียังช่วยอาการหลงลืมของผู้สูงอายุที่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม (Alzheimer’s disease and Dementia) ให้กลับมาจดจำได้ใหม่อีกครั้ง

            ดังที่ได้เห็นผลกระทบอันน่าอัศจรรย์จากดนตรีที่เกิดกับลูกสาวของเธอ  สไปเอลเบริกได้เริ่มทำงานเป็นนักดนตรีบำบัด (Music Therapists) อย่างแนบแน่น และยังเป็นอาสาสมัครพยาบาลประจำบ้าน ที่ซึ่งครั้งหนึ่ง เธอได้ใช้ดนตรีสร้างแรงบัลดาลใจให้กับคนที่ไม่ยอมพูดจา (Mute Man) ให้พูดได้ กล่าวคือ ชายสูงอายุผู้หนึ่ง ภรรยาของเขาได้เสียชีวิตลง จากเหตุการณ์ดังกล่าว ยังความรู้สึกที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแก่เขา จนเกินที่จะเยียวยา เขาเหมือนหลุดออกไปจากโลกและไม่ยอมพูดกับใคร ๆ เป็นเวลานานถึง เดือน โดยไม่รู้เท่าทัน เมื่อสไปเอลเบริกเล่นเพลงแต่งงาน   ชายสูงอายุเหมือนได้ออกมาจากเปลือกหอย เขาเริ่มร้องเพลงได้ ต่อมาได้รู้จักพูดจาถามไถ่และคุยถึงครอบครัวของเขา

                                                                    Robin Spielberg

            สไปเอลเบริกยังคงเป็นนักดนตรีมืออาชีพ และปัจจุบันนี้ เธอยังได้สอนและพูดให้ผู้ฟังดนตรีฟังเกี่ยวกับเรื่องพลังของดนตรีเสมอ  ส่วนวาเลอรีลูกสาวของเธอ มีสุขภาพดีและเป็นเด็กที่มีความสุข แถมยังได้เป็นนักดนตรีที่เล่นได้ทั้งเปียโนและกลองอีกด้วย

........................................................................................................................................

วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

คนฉลาดที่สุดของโลกบางคนยอมอดอาหาร (Some of The World’s Smartest People Don’t Eat)

  
      Transcript from Learn English with Stories: DEEP ENGLISH
                                                     สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


          กล่าวกันว่า ซิลิคอน วอลเล่ย์เป็นที่ที่มีคนฉลาดที่สุดในโลกบางคน ทำงานอยู่ที่นั่น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้บริหารระดับสูงหลายคนอดอาหารหรือไม่ยอมกินอะไรต่ออะไรอยู่หลายวัน พวกเขาโจษขานกันว่า ไม่เพียงแต่ช่วยให้รู้สึกมีสุขภาพดีและทำให้ตื่นตัวมากขึ้น แต่ยังทำให้ผลิตผลเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และนี่...สำหรับบางคน มีประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงชีวิตมาเล่าสู่ฟัง” (Aaron and Dan)




        ฟิล ไลบิน (Phil Libin) หยุดกินไปหลายวัน แต่เขากล่าวว่า เขารู้สึกร่าเริงเบิกบานกระปี้กระเปร่า และเต็มไปด้วยพลัง ไลบินคือ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของซิลิคอน วอลเลย์ (Silicon Valley) ผู้ที่สาบานว่า การอดอาหารเป็นประจำ ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา เขาเคยป่าวประกาศว่า การอดอาหารทำให้เขาเป็นผู้บริหารที่ดีขึ้น

        งานวิจัยใหม่ ๆ ยังสนับสนุนคำกล่าวของไลบิน ประสบการณ์ครั้งแรกของเขาในการอดอาหารเป็นประโยชน์อย่างมากมาย ในรายงานได้แสดงให้เห็นว่า การอดอาหาร 3 วันต่อครั้งสามารถสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ได้อีก

        การอดอาหารช่วยชะลอความแก่และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้ด้วย ดอกเตอร์รอนด้า แพตทริค (Rhonda Patrick) กล่าวว่า เราไม่ต้องไปอดอาหารทุกอย่างและอดในหลาย ๆ วัน การกินแบบง่าย ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ ทุก ๆ วัน (กินอาหารทั้งหมดภายในระยะเวลา 10 ชั่วโมง) สามารถให้เกิดประโยชน์คล้าย ๆ กัน แต่ลดประสิทธิภาพลง


        ครั้งแรกที่เขาอด ไลบินกล่าวว่า “ในวันแรก ผมรู้สึกหิวเหมือนกับจะตาย ในวันที่สองก็หิวโหยอย่างทรมาน แต่เมื่อตื่นนอนในวันที่สามกลับรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา"

        ไลบิน อดอาหารได้ทุกหนทุกแห่ง โดยแต่ละครั้งใช้เวลา 2 – 8 วันระหว่างการอด เขาเข้มงวดกับน้ำเดื่ม การแฟและชาดำ ละทิ้งอาหารหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ แม้ว่าน้ำหนักจะหายไปถึง 90 ปอนด์กับระบบการกินแบบใหม่ แต่เขากลับพูดว่าไม่ใช่เป็นการลดน้ำหนักไลบินกล่าวว่า เมื่อเขาอดอาหารเขาได้พลังงานเพิ่มขึ้น อารมณ์มีความมั่นคงมากขึ้น และอย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เขามีความรู้สึกร่าเริงอยู่บ่อยครั้ง

          หมอของไลบิน กล่าวว่า เขามองดูราวกับหนุ่มวัย 25 ปีและจากการเปรียบเทียบผลการตรวจเลือดก่อนและหลังการอดอาหาร หมอของไลบินพูดว่า เขามีความกระปี้กระเปร่าเต็มที่ (Fit as a Fiddle)


        จีออฟ วู (Geoff Woo) ผู้บริหารอีกคนหนึ่งในซิลิคอน วอลเล่ย์ ให้คำอธิบายว่า การอดอาหารเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบจัดการด้านชีวภาพ (Bio-hack) วู อดอาหารสามเดือนต่อครั้ง ๆ ละ  3-4 วัน และสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง

        เขารู้สึกดี เขานำการอดอาหารไปใช้ในบริษัท เพราะเขาเชื่อว่า การอดอาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการเพิ่มผลผลิตได้

        ในซิลิคอน วอลเล่ย์ คนอดอาหารมีจำนวนไม่มาก (A dime a dozen) ดังนั้น หลาย ๆ คนที่คลั่งไคล้การอดอาหาร ในปัจจุบันได้รวมกลุ่มพบปะกันเป็นพิเศษในเวลาอาหารเช้า ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาอดอาหารร่วมกันและแบ่งปันอาหารมื้อแรกแก่กันและกันหลาย ๆ ครั้ง


       ระหว่างที่ผู้สนับสนุนการอดอาหาร ที่ดูเหมือนจะมีมากขึ้นทุก ๆ วัน หมอบางคนกล่าวว่า มันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอต่อคำประกาศเหล่านี้ และเป็นข้อค้นพบใหม่ที่ควรมีการฟังหูไว้หู (Taken with a grain of salt) ผู้หญิงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าการหายไปของแครอลี่มีความสำคัญต่อสุขภาพด้านภาวะเจริญพันธุ์และการขยายพันธุ์ของผู้หญิง

        แม้จะมีความห่วงใยจากผู้มีวิชาชีพด้านสุขภาพบางคน แต่คนอย่างไลบินและวูเชื่อว่า การอดอาหารเป็นกุญแจนำไปสู่การมีสุขภาพ การมีอายุยืนและผลผลิตที่ดี

............................................................................................................................

                                                    
Phil Libin (1972) was born in Saint Petersburg, Russia in 1972, and moved to America when he was eight years old.                                                                       

        

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ห้องเรียนกลับด้านพัฒนาการเรียนรู้ต่อเนื่อง (Continuous Learning In The 21st Century Classroom)



                                                                                                Felicia Zorn:  เขียน
                                                                 สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


         “เป้าหมายพื้นฐานของการศึกษาในโรงเรียน ควรสร้างคนให้มีความสามารถทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น ๆ ที่เคยทำมาแล้ว” 
        (The Principle goal of education in the schools should be creating men and women who are capable of doing new things, not simply repeating what other generations have done- Jean Piaget
  

          นักเรียนที่เรียนในห้องเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning Environment) มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะเพื่อให้เกิดความสำเร็จในการเรียนและการอาชีพ

          เมื่อกล่าวถึงการใช้ระบบดิจิทัล (Digital) มาสนับสนุนการเรียนการสอน การสอนเฉพาะบุคคล (Personalized Instruction) นักเรียนจะได้รับอนุญาตให้มีการค้นคว้า ออกสำรวจเพื่อขยายความสนใจและสร้างความเป็นอัจฉริยะของพวกเขา ด้วยวิธีการดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า เรากำลังหล่อหลอมความสามารถในการอธิบายและการแก้ไขปัญหา นักเรียนกำลังถูกปลูกฝังความสัมพันธ์เชิงบวก ประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ได้สร้างทางเลือกในการเรียนรู้แก่นักเรียน  อย่างมากมาย


                                     
“กูเกิ้้ลเป็นเครื่องมือสำหรับการค้นคว้าความรู้ที่ได้รับความนิยมสูงสุด”

          ความสามารถในการปรับและเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน เป็นคุณลักษณะของความเป็นผู้นำ การลงทุนในมนุษย์เป็นวิธีการของธุรกิจที่ต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืนและหวังผลกำไร แทนที่จะจ้างแรงงานใหม่  ธุรกิจกลับฝึกฝนและพัฒนาพนักงานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำมาใช้ปฏิบัติในโรงเรียนได้

          เยาวชนในทุกวันนี้ ได้รับการฝึกฝนทางด้านเทคโนโลยีเพียงพอแล้ว ครูสามารถพัฒนาการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง (Continuous Learning) ในห้องเรียนได้ เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง



               
             “นักเรียนสร้างบล็อกไว้สำหรับบันทึกและเผยแพร่ความรู้
                                       ที่ได้จากการค้นคว้า”

การเรียนรู้ต่อเนื่อง (Continuous Learning) คืออะไร

          แม้ว่าการเรียนรู้ต่อเนื่องจะให้ความหมายได้ดีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong  Learning) แต่ถ้านักเรียนมีวุฒิภาวะ มันจะเป็นวิธีที่ดีมากในการสร้างแรงจูงใจให้กับพวกเขาอย่างแท้จริง เพื่อการพัฒนานิสัยใฝ่รู้เหล่านี้ นักเรียนต้องเรียนรู้มากไปกว่า การจดจำข้อเท็จจริง พวกเขาต้องเข้าใจการเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับโลกภายนอก ต้องเข้าใจความหมายของเนื้อหาและสามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการค้นพบใหม่นี้ นำสรุปเป็นความคิดรวบยอด (Concepts)

          ในห้องเรียนออนไลน์มีความเป็นกันเอง มีเครื่องมือให้นักเรียนได้ค้นคว้า 
เช่น USAprep (หรือที่นักเรียนนิยมใช้กันมากคือ กูเกิ้ล : ผู้แปล)ใช้ในการค้นคว้าวิจัย มีกระบวนการประเมิลผล การคิดวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้เกิดความรู้ ช่วยปลูกฝังความมีเหตุผลและสามารถสรุปผลได้ด้วย นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างถูกต้องชัดเจน สามารถแสดงพฤติกรรมด้านศีลธรรม ความเคารพนบนอบและมีอิสระในการสื่อสารกับโลกภายนอกได้อย่างเต็มที่


          ในฐานะครู เราคือตัวแบบในพฤติกรรมเหล่านี้ ห้องเรียนแบบผสมผสานที่มีระบบดิจิทัลสนับสนุน พวกเราสามารถนำมาใช้เป็นวิธีการที่ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน ครูสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างความตระหนักด้วยการสร้างความเข้าใจในการออกแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ และใช้เทคโนโลยีเพื่อตองสนองความต้องการของนักเรียน 

       ดังนั้น ต่อไปนี้ จะกล่าวถึงวิธีการยกระดับเป้าหมายการเรียนรู้และความคาดหวังให้กับนักเรียนของเรา

การเรียนรู้แบบกลับด้านและแบบผสมผสาน (Flipped & Blended Learning)

          ตัวอย่างที่สำคัญของการออกแบบห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้แบบผสมผสานคือ ใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom Model) อ้างถึงเครือข่ายการเรียนรู้แบบกลับด้าน (Flipped Learning Network) ได้ให้คำอธิบายว่า เป็นเหมือนวิธีการสอน
แบบ Pedagogical Approach ที่มีครูสอนโดยตรง แต่ย้ายจากพื้นที่ที่มีนักเรียนเรียนเป็นกลุ่ม ไปสู่พื้นที่ที่นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง (Individual Learning) ผลก็คือ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพื้นที่ที่เรียนเป็นกลุ่มไปสู่การเรียนในรูปแบบเฉพาะบุคคล ที่มีปฏิสัมพันธ์และเป็นพลวัต ครูสามารถแนะนำนักเรียนให้ประยุกต์ใช้ความคิดรวบยอดในเนื้อหาสาระและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในรายวิชาที่เรียนได้


          ในห้องเรียนแบบกลับด้าน โดยธรรมเนียมปฏิบัติของครูคือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบที่เป็นนวัตกรรม ด้วยการอนุญาตให้นักเรียนได้สำรวจค้นคว้า ภายใต้การแนะนำและสนับสนุนของครู สำหรับห้องเรียนกลับด้าน นักเรียนจะหลุดจากห้องเรียนแบบดั่งเดิมไปสู่ความมีอิสระในการมีปฏิสัมพันธ์กับแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น วิดีโอ ตำรา การแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นต้น

          วันต่อมา นักเรียนจะกลับเข้าสู่โรงเรียน พร้อมด้วยความรู้ที่ศึกษาค้นคว้ามาก่อน โดยข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นอยู่ในกรอบเนื้อหาสาระในบทเรียน ด้วยการศึกษาวิเคราะห์ การตระเตรียมอุปกรณ์การเรียนจากที่บ้านมาช่วยเสริม จากนั้นก็ใช้วิธีการเรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Path) เข้าสู่บทเรียนที่สลับซับซ้อนและสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ครูจะสนับสนุนโดยการอำนวยความสะดวก ช่วยอธิบายความหมาย สะท้อนความคิดเห็นในทันทีทันใด นักเรียนคนใดที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความคิดรวบยอดจะได้รับการอนุญาตให้พัฒนาและค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป ขณะเดียวกันครูยังสามารถกลับมาสอนทบทวนได้อีก และยังสามารถเป็นสื่อกลางให้นักเรียนที่มีความต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกด้วย


          ผลลัพธ์สุดท้ายของห้องเรียนแบบผสมผสานคือ การสร้างผู้เรียนให้ 
เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ นักเรียนควรจะเป็นผู้มีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นในเป้าหมาย มีสมรรถนะและมีความมั่นใจกับเนื้อหาวิชา และพร้อมที่จะเปิดใจไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ด้วยเครื่องมือและผลลัพธ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

..................................................................................................................

Felicia Zorn เคยสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจอร์เจียและโรงเรียนประถมศึกษา
ในเทนเนสซี่

วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ครูเปลี่ยนโลก (How To Motivate 80,000 Teachers)



                                                         Anya Kamenetz: เขียน
                                                  สุริยา เผือกพันธ์: แปลและเรียบเรียง


          “ถ้าคุณบอกเด็กตั้งพันครั้งแล้วเขายังไม่เข้าใจ ให้รู้ไว้เถอะว่าเด็กนั้นไม่ได้โง่” (If you have told a child a thousand times and he still does not understand, then it is not the child who is the slow learner. - Waller Barbee)


        “ผมได้คุยกับครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาในอูกันดา”  ชาราธ์ จีแวน
(Sharath Jeevan) บอก

         เมื่อฉัน (ผู้เขียน) ได้ถามเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำงานใน
หน่วยงานของเขา ซึ่งเขากล่าวต่อว่า

        “ผมถามเธอว่า มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในสองเดือนที่ผ่านมา”

        “ฉันหยุดตีเด็ก เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้วว่า วิธีที่จะทำให้เด็กสนใจเรียนทำอย่างไร มันเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์” เธอตอบ

        จีแวน เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหารของ STIR Education ที่เป็นองค์กรการกุศล ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาวิชาชีพครูในโรงเรียนของรัฐในอินเดียและอูกันดา โครงการนี้เติบโตรวดเร็วมาก จากที่ได้นำร่องกับครู 25 คนในเดลีในปี 2012 บัดนี้ จะขยายไปถึงครูจำนวน80,000 คนในปีนี้

        และพวกเขาได้ร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียและอูกันดาสร้างเป้าหมายจะขยายผลการพัฒนาการเรียนรู้ไปสู่นักเรียน 60 ล้านคนภายใน 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งประกอบด้วยเด็ก ๆ ทุกคนในอูกันดา รวมกับเด็กอีก
จำนวนสามในสี่ส่วนในอินเดีย


        จีแวนเกิดที่เมืองเชนไน (Chennai) ในอินเดียและได้ไปศึกษาในต่างประเทศ ได้รับปริญญาโทและประกอบอาชีพในบริษัทคล้ายกับ 
eBay แล้วกลับบ้านเกิด เขารู้สึกผิดหวังกับข้อจำกัดในความพยายามอย่างมากของรัฐบาลในการขยายโอกาสทางการศึกษาในการศึกษาภาคบังคับ ในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา

        ความจริงที่เป็นอยู่คือ เด็ก ๆ ราว 250 ล้านคนทั่วโลก ได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อย แม้พวกเขาจะอยู่ในโรงเรียนแล้วก็ตาม นี่คือช่องว่างรอยโหว่ในโลกที่กำลังพัฒนา และบ่อยครั้งมากที่สังคมจะชม้ายตาไปที่ครูว่าเป็นสาเหตุ จากการศึกษาในระดับนานาชาติ ในระหว่างปี 2004 - 2011 พบว่า ในโรงเรียนประถมศึกษา มีครูขาดสอนร้อยละ  11 – 30 

        ในอินเดีย มีครูขาดสอนเฉลี่ย หนึ่งวันในทุก ๆ 4 วัน หรือมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งสัปดาห์ และเมื่อพวกเขาอยู่ในโรงเรียน บ่อยครั้งมากที่ใช้เวลาสอนเพียงครึ่งหนึ่งของเวลาสอนทั้งหมดของพวกเขา

        ทำไมครูเหล่านี้ จึงสอนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ?


       ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงิน เรื่องสถานภาพ เมื่อเปรียบไปแล้วครูในอินเดียมีความเป็นอยู่ที่ดี จีแวนชี้ให้เห็นว่า ปัญหาคือ ประเพณีที่ครูเคยปฏิบัติกันมานานนับพันปีและสิ่งที่พวกครูในอูกันดายอมรับกันมาก็เช่นกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ เขามองเห็นว่า การสอนมีบางสิ่งที่ขาดหายไปมันเป็นเรื่องทางศีลธรรม ที่ให้ผลลัพธ์อย่างใหญ่โตด้วยตัวของมันเอง ครูรู้สึกขาดการสนับสนุนและการติดต่อกับนักเรียน

        และในบางแห่งมีการทำโทษทางร่างกาย (Corporal punishmentแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายของทั้งอินเดียและ     อูกันดา (ซึ่งในหลาย ๆรัฐในอเมริกาอนุญาต)

        รูปแบบการพัฒนาครูของ STIR ไม่ได้ออกแบบเฉพาะเครื่องมือที่ดีสำหรับครู แต่ได้ช่วยให้พวกเขาได้ค้นพบแรงจูงใจด้วยสัญชาตญาณ รูปแบบนี้เป็นนวัตกรรมแต่ไม่ใช่เครื่องมือทางดิจิทัลเทคโนโลยี 

      มันเป็นการนำครูมาทำงานร่วมกันด้วยเครือข่ายเล็ก ๆ ที่มีการประชุมกันเป็นกิจวัตร พวกเขามีการอภิปรายแลกเปลี่ยน โดยใช้เหตุการณ์ในชั้นเรียนเป็นฐานการในการแก้ปัญหา (Evidence- Based Solutions) คล้ายการตกแต่งฝาผนังด้วยโครงงานของนักเรียนหรือทำด้วยการทักทายนักเรียนในแต่ละเช้า

        ครูให้คำมั่นว่าจะนำการเปลี่ยนแปลงลงสู่การปฏิบัติ และอีกหนึ่งเดือนต่อมา จะกลับมาสะท้อนผลการปฏิบัตินั้น พร้อมทั้งสนับสนุนครูคนอื่น ๆ และยอมรับวิธีการใหม่ ๆ

“ดังนั้น การสอนหลาย ๆ ครั้งได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่าง         รวดเร็ว” จีแวนกล่าว

        เมื่อครูได้เห็นเทคนิคการสอนใหม่ ๆ ในชั้นเรียน พวกเขาก็มีแรงจูงใจที่จะทำอย่างอื่นต่อไปด้วย


        ในการสุ่มตัวอย่างกลุ่มควบคุมครั้งแรกของธนาคารโลกพบว่า รูปแบบการพัฒนาครูเช่นนี้ นำไปสู่การพัฒนาผลการเรียนในรายวิชา
คณิตศาสตร์ได้ดีเท่า ๆ กับการสร้างแรงจูงใจและความพยายามของครูและวิธีการนี้ไม่ต้องลงทุนมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวครูเป็นหลัก

        จีแวนรู้สึกตกใจ (ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่าวรวดเร็ว)  แต่ก็ตื่นเต้นกับการท้าทายที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพื่อเป้าหมายของการพัฒนานี้ ทุก ๆ คนที่ STIR จะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกแบบเดียวกันและให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้ด้วยการซึมซับ

        “เมื่อทำดินให้เป็นปุ๋ย ก็สามารถนำเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดมาปลูกได้” เขากล่าว

...........................................................................................

        
STIR Education uses a unique approach to addressing the global learning crisis, which sees teachers as the solution-not the problem.