วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

อ่านเชียงใหม่ (Reading Chiang Mai)


   
                                                                               สุริยา เผือกพันธ์


       มาเชียงใหม่ก็หลายครั้งแต่ละครั้งฉาบฉวยราวกับดูหนังสือเพียงแค่หน้าปก ไม่เคยได้เปิดอ่านข้างใน มาคราวนี้ได้มีโอกาส เปิดปกพลิกอ่านทีละหน้าโดยใช้จักรยานเช่าราคาเพียง 80 บาทต่อวัน เป็นจักรกลข้ามเวลา (Time Machine) ไปสู่อดีต (Time Travel) 

        ผมแบกเป้ก้าวเท้าเข้าสู่ทางลาด (Ramp To Airport) ข้ามฝั่งจาก
สถานีรถไฟไปยังสนามบินดอนเมืองในเวลาค่อนรุ่ง หลังจากลงรถด่วนขบวนพิเศษ (Special express) ที่ 24 อุบลราชธานี – กรุงเทพฯที่กำลังเคลื่อนตัวห่างออกไปทีละน้อย

ที่อาคารผูัโดยสารภายในประเทศ (Domestic Terminal) ภายนอกดูเงียบสงบ อากาศปลายมกราคม (26 มกราคม 2560) อบอุ่นกำลังดี ผมก้าวผ่านประตูที่เปิดต้อนรับโดยอัตโนมัติเข้าไปภายในชั้นที่ 1 เป็นชั้นผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ (Domestic Arrivals) ไม่มีผู้คนให้ทักทายและไม่ใช่เป้าหมายของผมในการเดินทางวันนี้ ผมจึงใช้ประโยชน์เพียงแค่ยืนดูตารางเที่ยวบินต่าง ๆ (Domestic Arrival Flight) เท่านั้น



 Thai Lion air กรุงเทพ – เชียงใหม่ Flight SL 504 GATE 36 BOARDING TIME 08.05 ขณะนี้เวลา 04.50 น. ยังเหลือเวลาอีกเยอะกว่าจะได้บิน

        บันไดเลื่่อนยกตัวผมไปแบบไม่รีบเร่ง จากชั้นที่ 1 ไปยังชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ (Domestic Departures) ที่นี่ไม่ได้เงียบเหมือนสถานที่ที่ผ่านมา แต่กลับมีผู้โดยสารเข้าแถว Check in กับสายการบินต่าง ๆ อย่างหนาแน่นคึกคักราวกับว่า ไม่ใช่เวลากลางคืน เพื่อให้แน่ใจว่าผมควรจะไปต่อคิวกับพวกเขาที่ไหน จึงใช้ตารางแนะนำสถานที่บนชั้นที่ 3  (3FL – Domestic Departures Directory Information) ก่อนเป็นอันดับแรก 


        ที่หน้าเคาน์เตอร์ 12P Thai Lion air ยังไม่มีคิวยาว เพราะยังเหลือเวลาการบินอีกมาก จึงสะดวกในการ Check in เพียงแค่ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง (ก่อนหน้านี้ผมได้จองตั๋วบินทางอินเตอร์เน็ตไว้ล่วงหน้าแล้ว) ก็จะได้รับตั๋วบินทันที

        ผมใช้บัตรประชาชนกับตั๋วบินเป็นใบเบิกทาง เพื่อเดินทางเข้าไปยังห้องผู้โดยสาร ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบถึง 2 จุด จึงจะสามารถเข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่องที่ประตู 36  (GATE 36) ได้


        เที่ยวบิน SL 504 ออกเวลา 8.35 น.  ใช้เวลาบินเพียงแค่ 55 นาทีก็ถึงสนามบินเชียงใหม่ !!!!




          ผมออกจากที่พักเวลาก่อนเที่ยงเพียงชั่วโมงกว่า ๆ เดินลัดเลาะ
คูเมืองที่โอบล้อมกำแพงอิฐสีแดง ไปยังประตูท่าแพ (Thapae Gate) โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เป็นการอุ่นเครื่องร่างกาย (Warm Up) เพื่อมองหาร้านเช่าจักรยานในละแวกนั้น ซึ่งมีอยู่หลายร้าน

        ตกลงผมได้ City Bike ในราคาค่าเช่า 80 บาทต่อวันที่ร้าน Travel ที่ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินหลังประตูท่าแพ โดยเดินลึกเข้าไปประมาณหนึ่งไฟแดงก็ถึง และใช้เงิน 1,000 บาทกับบัตรประชาชนเป็นหลักประกันทรัพย์สินของเขา

            
                      ร้านเช่าจักรยานริมถนนราชดำเนิน


        ตามเคย ก่อนออกท่องแดนลานนา ผมต้องเติมพลังงานเป็นข้าวเที่ยงผัดผักรวมที่อยู่ในละแวกเดียวกันก่อน เป็นหลักประกันความหิวของตนเองพร้อมกับพกน้ำดื่มหนึ่งขวดใส่ไว้ตระแกรงหน้ารถ

        อ้อ !!!! ถ้ามีแผนที่เดินทาง (Easy Walking Map) ติดตัวไปด้วยก็จะดีครับ
     
                                               วัดพันอ้น (WAT PAN ON

        จุดสตาร์ทของผมในบ่ายวันนี้คือ วัดบนถนนราชดำเนินที่อยู่ถัดจากร้านเช่าจักรยานไปทางทิศตะวันตก อันประกอบด้วย วัดพันอ้น (WAT PAN ON) วัดสำเภา (WAT SOMPOW)  เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระปกเกล้า มีวัดพันเตา (WAT PAN TAO) วัดเจดีย์หลวง (WAT JEDILUANG AND CITY PILLAR) วัดช่างแต้ม (WAT CHANGTEM) วัดเจ็ดลิน (WAT JEDLIN) และวัดฟ่อนสร้อย (WAT FONSOI)

        ในบรรดาวัดทั้งหมดที่กล่าวมานี้ วัดที่มีผู้คนไปเข้าชมกันอย่างหนาแน่นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศคือ วัดเจดีย์หลวง (ชาวต่างประเทศต้องเสียค่าเข้าชม)


                                    วัดเจดีย์หลวง

         เป็นวัดเก่าที่สำคัญอีกแ่ห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตำนานระบุว่าเดิมชื่อ วัดโชติการาม หลักฐานการก่อสร้างยังไม่ปรากฏแน่นชัดเพียงกล่าวถึงพระโสณะกับพระอุตตระ มาจากประเทศอินเดียเดินทางมาสักการะแล้วเกิดจิตศรัทธา จึงให้ผู้เฒ่าชาวลัวะอายุ 120 ปี เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชาจึงได้ชื่อว่า วัดโชติการาม บางแห่งก็ว่าสร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์เม็งราย เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระเจ้ากือนา พระราชบิดา สร้างเสร็จในรัชสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน เรียกกันว่ากู่หลวง 

        ต่อมาพระเจ้าตีโลกราชโปรดให้สร้างพระเจดีย์ต่อจนสูงกว่าเดิม แต่โปรดให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้เป็นเวลานานถึง 80 ปีประดิษฐานไว้ ณ ซุ้มจาระนำพระเจดีย์หลวง ด้านทิศตะวันออก 79 ปี และในวิหารหลวง 1  ปี เมื่อปี พ.ศ. 2088 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ สิ่งสำคัญนอกจากพระเจดีย์หลวงแล้ว  วัดเจดีย์หลวงยังเป็นสถานที่ตั้งเสาอินทขิล (Inthakhin Pillar)  ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่วัดสะดือเมือง เมื่อพระเจ้ากาวิละฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ได้โปรดให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้วัดนี้แทน



                                    วัดเจดีย์หลวง

        ถ้าเราเดินทางออกจากวัดสุดท้าย บนถนนประชาปกเกล้า ไปยัง
ประตูเชียงใหม่ (CHIANG MAI) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนราชภากินัย ไปบรรจบกับถนนราชดำเนินอันเป็นที่ตั้งวัดพันอ้นอันเป็นจุดสตาร์ทแล้ว ยังมีวัดผ้าขาวอีกวัดหนึ่งตั้งอยู่อีกด้วย

        เพียงแค่ในบริเวณพื้นที่เล็ก ๆ เพียงเสี้ยวหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด
ของเขตเมืองเก่าสี่เหลี่ยมรอบคูเมือง (The Moated Old City) ยังมีวัด
มากมายถึงเพียงนี้ ทำให้ผมเข้าใจคำว่า “วัดวาอาราม” ได้เป็นอย่างดี

        บนถนนราชดำเนินอันเป็นเส้นทางของพระราชาตลอดเส้นทาง 
มีวัดต่าง ๆ ที่มีอายุยืนยาวและมีอิทธิพลต่อผู้คนมากมาย เป็นเหมือน
ดั่งห้องนิทรรศการทางศิลปะและวัฒนธรรมสลับกับร้านกาแฟที่น่าดูชมและเข้าไปลิ้้มลองเป็นอย่างยิ่ง


                        ประตูท่าแพจุดเริ่มของถนนราชดำเนิน

        หากเดินตรงไปทางทิศตะวันตกจนสุดถนนราชดำเนิน ด้านประตูสวนดอก (SUANDORK GATE) ยังมีวัดที่สวยงามอีกวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงคือ วัดพระสิงห์ (WAT PRASINGH) แต่สำหรับวันนี้ผมใช้เวลากับวัดเจดีย์หลวงอันเป็นวัดที่เป็นเหมือนดั่งหัวใจของคนเชียงใหม่ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

        เมืองเชียงใหม่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเม็งรายตั้งแต่ปี พ.ศ. 1296 วัดเชียงมัน (WAT CHIANG MUN) เป็นวัดที่สร้างขึ้นในพระราชวัง พระเจ้าเม็งรายจึงมีภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่เป็นชาวพุทธ (Buddhist images) โดยแท้ และด้วยเหตุนี้เองจึงสันนิษฐานว่า วัดวาอารามที่เกิดขึ้นมากมายในอาณาจักรลานนา (Lanna Kingdom) คงได้รับอิทธิพลจากผู้นำที่เป็นเหมือนดั่งเทพของอาณาประชาราษฎร์ในยุคนั้น


                         กำแพงอิฐล้อมรอบสี่มุมเมือง

        บนอานจักรยานกับเงาที่ทอดยาวไปทางทิศตะวันออก เป็นวันที่ผมสนุกเพลิดเพลินอีกวันหนึ่ง มันเป็นการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่จากสถานที่จริง (Real Chiang Mai) ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกโอบล้อมไว้ด้วยกำแพงแห่งความรุ่งเรือง ทั้งสี่มุมเมือง แม้ว่าวันนี้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ  แต่อิฐเก่า ๆ เหล่านี้ได้บอกอะไรกับเราได้มากมาย

        เชียงใหม่เป็นหนังสือเล่มใหญ่ มีหลายร้อยหน้า ผมมาเพียงประเดี๋ยวประด๋าวจะให้อ่านจบรวดเดี่ยวได้อย่างไร แม้ในหน้าบทนำยังอ่านได้ไม่กี่บรรทัด ยังต้องกลับมาอีกหลายครั้ง "เมืองเชียงใหม่"

       ตอนนี้ ขอนำจักรยานไปคืนร้านก่อนครับ !!!!!!


       

          

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น