วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หลักไมล์ชีวิต

                                                                   สุริยา เผือกพันธ์






        ผมกดเข็มไมล์จักรยานไปที่เลขศูนย์ แล้วปั่นมันออกจากที่พักไปตามถนนจันทนิมิตหลังโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ริมฝั่งแม่น้ำจันทบูร แล้วเริ่มต้นอาหารเช้าแบบเบา ๆที่ร้านอาหารเวียดนาม ดื่มกาแฟดำหวานเข้มมีขนมปังทาแยมและไข่กระทะเป็นกับแกล้มเท่านี้ก็รับประกันได้ว่าอยู่ยาวไปถึงเที่ยงวัน


                    "ร้านอาหารเวียดนาม หน้าโบสถ์นิรมล"

        หลังจัดการมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จูงรถข้ามสะพานไปลัดเลาะตลาดริมน้ำในยามเช้า เวลาเช้าเยี่ยงนี้ บรรยากาศยังดูสงบเงียบ ร้านรวงยังเปิดไม่หมด ถนนจึงว่างพอที่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะปั่นดูนี่ดูนั่นไปตามท้องถนน ผมใช้เวลาไม่นานนักสำหรับที่นี่เนื่องจากว่าปีที่แล้วมา เคยแวะมาเยี่ยมเยียนแบบเจาะลึกมาครั้งหนึ่งแล้ว

        ชุมชนริมน้ำจันทบูรจึงเป็นทางผ่านผมจะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองนั่นคือ ศาลหลักเมืองและศาลพระเจ้าตากสินมหาราชที่อยู่ละแวกเดียวกัน

        ปั่นสองล้อทะลุออกมาบนถนนสายหลัก ที่มุมแยกไฟแดงเป็นสถานีตำรวจภูธรจันทบุรี ถัดไปเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองจันท์ เยื้องไปอีกฝั่งถนนก็ถึงเป้าหมาย


                         "ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช"

         กล่าวนะโม 3 จบ...อาราธนาดวงพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

        “โอมสิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภวังค์ สัพพะศัตรูวินาศสันติ”

        แล้วข้ามถนนไปกราบศาลหลักเมืองเพื่อเป็นศิริมงคล

        ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ริมถนนในบริเวณสนามหญ้ากองพันทหารราบที่ 2 ตัวศาลทำเป็นมลฑปจตุมุข หลังคามุงกระเบื้องเคือบสีเหลืองสลับกับสีเขียว บันไดทางขึ้นสามด้าน ประตูบันไดประดับกระจกสวยงามแผนผังที่สร้างขึ้นนั้นสร้างตามแบบของกรมศิลปกร ซึ่งหม่อมเจ้าสฤษติเดช ชยางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มลฑลจันทบุรีได้ทรงขอมาจัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463

          ในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทำเป็นรูปเทวดา ประดิษฐานอยู่บนแท่นบูชาสูงประมาณ 1 เมตร เป็นรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งหล่อขึ้นใหม่เมื่อคราวสร้างศาล

        ที่แท่นบูชามีจารึกว่า “เทวรูปฉลองพระองค์เจ้ากรุงธนบุรี”

        ต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้ ทำให้ประตูหน้าต่างและเพดานซึ่งทำด้วยไม้ได้รับความเสียหาย สันนิษฐานว่าเกิดจากธูปเทียนที่ประชาชนชาวจันทบุรี ได้นำมาสักการบูชา เนื่องจากกระถางธูปและที่ปักเทียนตั้งอยู่ภายในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นาวาโทนิพนธ์ พราหมณ์เทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 กรมนาวิกโยธิน จึงได้คิดริเริ่มและให้การสนับสนุนโดยขอความร่วมมือจากพ่อค้า ประชาชน ชาวจังหวัดจันทบุรี คณะสมาคมและตระกูลแต้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ เพื่อการบูรณะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช



                                  "ศาลหลักเมือง"

        หลังกราบไหว้ ปักธูปเทียนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองแล้ว รู้สึกเหมือนเป็นการสร้างพลังใจให้การเริ่มต้นการดำเนินชีวิตในวันนี้มีความสุข มั่นคงและปลอดภัยตลอดทริปการเดินทาง

        ผมปั่นสองล้อเข้าถนนหลังศาลหลักเมือง มาลงเนินชันแล้วเลี้ยวกลับชุมชนริมน้ำอีกครั้ง ด้วยการปั่นลอดสะพานไปยังถนนอีกฝั่งเข้าสู่ตลาดริมน้ำ รถจักรยานแล่นผ่านโบถส์นิรมลไปยังถนนจันทนิมิตที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นเลี้ยวขวาตามถนนไปเรื่อย ๆ จนผ่านไปออกประตูวัดไผ่ล้อม ข้ามแยกไฟแดงมุ่งหน้าสู่หาดแหลมสิงห์ ที่อยู่ไกลออกไปถึง 30  กิโลเมตร โดยใช้ถนนสายอำเภอเมืองไปอำเภอขลุง

        แสงแดดอุ่นยามเช้าฉาบฉายไปทั่วบริเวณ ขับไล่ความชื้นของฟ้าฝนที่ตกลงมาเมื่อบ่ายวานนี้ให้ค่อย ๆ เหือดแห้งไป เมื่อสองล้อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย สิ่งที่สังเกตได้บนถนนสายนี้คือ สองฝั่งถนนจะมีเลนจักรยานไว้เป็นการเฉพาะไปตลอดเส้นทาง ทำให้การขับขี่ไม่ต้องใช้ความระมัดระวังมากเกินไป ลัดเลาะไปไม่นานก็ถึงเขตเทศบาลตำบลหนองบัว ที่นี่จะมีป้ายบอกทิศทางไว้จัดเจน




                            "เทศบาลตำบลหนองบัว"

เมื่อทำความเข้าใจเส้นทางแล้ว ผมตัดสินใจตรงไปตามถนน ยิ่งลึกเข้าไปยิ่งร่มรื่น เพราะผ่านสวนเงาะ สวนกระท้อนเขียวชอุ่มไปทั้งสองฝั่งทาง ความที่เป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยมีรถราวิ่งกันหนาแน่น ทำให้การปั่นไปตามลำพังดูออกจะวังเวงไปบ้าง แต่ก็อาศัยบ้านเรือนผู้คนที่อยู่ข้างทางเป็นเพื่อนให้กำลังใจในเวลานั้น

เดินทางมาได้ไกลพอควรจนมองเห็นขุนเขาทะมึนอยู่เบื้องหน้า สองฝั่งถนนถูกโอบล้อมไว้ด้วยไม้สวนหนาแน่น เป็นทิวยาวไปตามท้องถนนจนมองดูเหมือนถนนเป็นท่อยาวที่มุ่งตรงไปสู่ภูเขาใหญ่ลูกนั้น




แทนที่จะเป็นภูเขาใหญ่ ปลายทางกลับเป็นถนนที่ไปเชื่อมต่อกับถนนสุขุมวิท จันทบุรี-ตราด ซึ่งเป็นถนน 4 เลนที่สองฝั่งยังคงไว้ซึ่งเลนของจักรยานเป็นการเฉพาะเช่นกัน

ผมข้ามถนนสุขุมวิทไปตั้งลำฝั่งซ้าย จนป้ายบอกทางบอกว่าอีก 10 กิโลเมตรจะถึงอำเภอขลุง แสดงว่าผมเดินทางมาได้ 15 กิโลเมตรแล้ว ผมบังคับเจ้าสองล้อบีบเข้าเลนขวาเพื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายที่มุ่งหน้าไปสู่หาดแหลมสิงห์

        ต้นทางมีป้ายบอกว่า อีก17 กิโลเมตรจะถึงหาดแหลมสิงห์ และเป็นถนนสายที่จะมุ่งไปสู่ถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ อันเป็นถนนสายที่ผมตั้งใจจะมาใช้เป็นเส้นทางปั่นเพื่อการท่องเที่ยวสักครั้งหนึ่ง หลายคนบอกว่า มันเป็นจุดหมายในฝัน (Dream Destination) ที่อยากจะมา




        แดดกล้าแสงมากขึ้น จนรู้สึกร้อนได้ชัดเจนและบนแผ่นหลังชุ่ม
เหงื่อเหนอะหนะ แต่เรี่ยวแรงยังไม่รู้สึกอ่อนล้าเท่าไหร่ หยุดพักจิบน้ำระหว่างทางบ้างเป็นครั้งคราว

        บรรยากาศสองฝั่งถนน เป็นบ้านเรือนผู้คนแต่ยังดูไม่หนาแน่น สลับกับบางแห่งเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง เป็นสวนผลไม้ มีร้านอาหารขนาดใหญ่ บรรยากาศดีอยู่บ้าง โดยเฉพาะที่เทศบาลตำบลเปริด แต่ขณะนี้เวลาเพิ่งจะประมาณ 5 โมงเช้ายังไม่ใช่เวลาที่จะต้องเปิปข้าวกลางวัน ผมยังต้องไปต่อ

        เที่ยงตรงถึงหาดแหลมสิงห์ก่อนเลี้ยวซ้ายไปจุดชมวิวแหลมสิงห์ ผมแวะชมคุกขี้ไก่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านขวาของฝั่งถนน เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกแล้ว จึงพาสองล้อไปรับลมที่ชายหาด



                                     "คุกขี้ไก่"

        วันนี้ ยังไม่มีผู้คนหนาแน่นเนื่องจากไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้ดูออกจะเงียบ ๆ ไปบ้าง พักแรงได้สักครู่ผมจึงกลับออกไปหาอะไรทาน ที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ในชุมชน ก็ราคาปกติทั่วไป


                  
                   "ร้านอาหาร ณ มุมหนึ่งของแหลมสิงห์"

        มองออกไปไม่ไกลจากร้านอาหาร เห็นจุดเริ่มต้นของถนนเฉลิมบูรพาชลทิศในอำเภอแหลมสิงห์และเห็นสะพานสูงขึ้นเป็นเนินยาวไกลออกไป นั่นคือสะพานพระเจ้าตากสินมหาราช



                     "ร้านอาหารริมชายหาดวันนี้เงียบสงบ"

        เวลาประมาณบ่ายโมง ผมเริ่มต้นการเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่
หาดเจ้าหลาวซึ่งไกลออกไปอีก 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางบ่ายนี้ไม่โดดเดี่ยวเหมือนตอนเช้า เพราะมีเพื่อนร่วมทางเป็นกรุ๊ฟทัวร์หญิง-ชายชาวออสเตรเลีย ประมาณ 7 – 8 คน เป็นเพื่อนร่วมทาง ทุกคนใช้จักรยานเป็นพาหนะ

        “ไปด้วยกันนะครับ” ไกด์หนุ่มชาวไทยเชิญชวนผมขณะง่วนอยู่
กับการเตรียมรถให้คณะทัวร์

        มันเป็นการเรียนรู้ครั้งแรกของผมถึงการจัดทัวร์โดยใช้จักรยาน
(Cycle Tour) เป็นพาหนะ !!



                        "เพื่อนร่วมทางฝรั่งตัวเล็กคนไทยตัวใหญ่"

          Spice Roads คือชื่อบริษัทที่ไกด์หนุ่มชาวไทยพาลูกทัวร์มา 
กลุ่มนี้เขาเริ่มต้นที่ประเทศกัมพูชา ใช้จักรยานท่องเที่ยวในกัมพูชามาหลายวันแล้ว วันนี้ได้เวลาข้ามแดนมาประเทศไทยและมาเริ่มต้นการปั่นที่หาดแหลมสิงห์ โดยใช้ถนนเลียบฝั่งทะเล คือถนนเฉลิมบูรพาชลทิศเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ไปจบทริปที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

        “ยินดีครับ ขอบคุณครับ” ผมตอบรับด้วยความเต็มใจ

                    

  
               "ไกด์ Cycle Tour จาก Spice Roads Tour"

        ก่อนหน้าการเดินทาง ระหว่างรอให้ทุกอย่างพร้อม ผมได้มีโอกาสทักทายเพื่อนใหม่บ้างนิดหน่อยเพื่อสร้างความคุ้นเคย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ บางคู่เป็นสามี-ภรรยา ที่ร่วมทางกันมาเพื่อท่องเที่ยวในช่วงบั้นปลายของชีวิต

        แต่ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวโดยวิธีนี้ มันเป็นการหาความสุขหรือดิ้นรนหาความลำบาก
        เพราะต่อจากนี้ไป มันคือ การปาดเหงื่อ ฝ่าไอร้อน และใช้แรงงานนานนับชั่วโมง

        คณะของเราฝ่าเปลวแดดยามบ่าย จากชายฝั่งทะเลแหลมสิงห์เข้าสู่ถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ มุ่งหน้าไปหาดเจ้าหลาวเป็นจุดหมายในบ่ายนี้ แต่ไม่ทันไรก็หยุดพักถ่ายรูปบนสะพานพระเจ้าตากสินมหาราชอันสวยงามไว้ เป็นที่ระลึกก่อนที่จะเริ่มปั่นยาวอย่างเป็นทางการ



              "ชมความสวยงามของสะพานตากสินมหาราช"

        ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็จะหยุดพักครั้งหนึ่ง เพื่อดื่มน้ำ ดื่มท่า โดยมีรถตู้ของบริษัท Spice Roads สองคัน ขับตามมาเพื่อดูแลและให้บริการลูกทัวร์ตลอดเส้นทาง



       "รถตู้ของ Spice Roads Tour บริการขนคนและจักรยาน"

        จนทำระยะทางมาได้เกือบค่อนแล้ว เมื่อคณะเดินทางมาถึงจุดชมวิวแขมหนู ประกายแดดสาดแสงเข้ม จนต้องหลบเข้าร่มเงา ที่ศาลา
พักริมทางเป็นการพักดื่มน้ำอีกครั้งก่อนที่จะเผชิญกับเนินเขาสูงบนเส้นทางข้างหน้า




                                 "พักใหญ่ที่แขมหนู"

        พักได้ไม่นาน ที่ปลายฟ้าเหนือท้องทะเลไกลลิบ เมฆสีดำทะมึน
ตั้งเค้ามา มันระบายฟ้าจนเข้มดำมากขึ้น ๆ ทุกขณะ ทุกคนสรุปกันว่า ฝนกำลังมาเราจะต้องไปต่อเดี๋ยวนี้


                               "ฟ้ากำสรดที่แขมหนู"

        คณะของเราลัดเลาะไปบนถนนที่สวยงามสายนั้น ตามวิถีการโค้งงอของเชิงภูและขึ้นสูงลงต่ำ ตามระดับของเนินเขา เลียบฝั่งทะเล บางเนินสูงชันมาก ๆจนต้อง ลงจูงจักรยานแล้วเข็นมันขึ้นไปจนสุดยอดเนิน แล้วขึ้นค่อมปล่อยให้มันทิ้งตัวใหลลื่นลงมา โดยไม่ลืมที่จะแตะเบร็คไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อควบคุมความเร็วไม่ให้เร็วเกินไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

ทุกคนคงรู้สึกโล่ง โปร่งเบา ในสภาวะแห่งการล่องลอยดุจนกเหินลมกระนั้น

จะมีการท่องเที่ยวแบบใดที่จะทำให้อารมณ์ของเรา ล่องลอย สุขขารมย์ได้อย่าง Cycle Tour บ้างนะ  !!!!!

          ผมล่ำลาและแยกตัวออกจากกลุ่มทัวร์ชาวออสเตรเลีย เมื่อพวกเราเดินทางมาถึงที่พักริมหาดจ้าวหลาว ในเวลาประมาณบ่ายห้าโมงเย็น 

                                           

                 "ที่พักของคณะ Cycle Tour จากออสเตรเลีย"

        จ้าวหลาวแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจันทบุรี กำลังมีการพัฒนาปรับปรุงให้ดูดีน่าเที่ยวมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญบนทางเท้าตลอดเส้นทาง
ของถนนในจ้าวหลาว ปรับปรุงเป็นเส้นทางจักรยานตลอดสาย นี่ เป็น
เครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า จักรยานกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการทองเที่ยวมากขึ้นตามลำดับ
      


                       "วงเวียนตัวพะยูนที่หาดจ้าวหลาว"

        พลบค่ำที่จ้าวหลาว ผมเก็บรถขึ้นรถยนต์ที่มารับกลับเข้าตัวเมืองจันทบุรี

ที่ตลาดเย็นผู้คนจับกลุ่มยืนดูโทรทัศน์ในร้านรวง ผมสังเกตเห็นจอภาพเป็นขาวดำ สลับกับผู้ประกาศแต่งชุดไว้ทุกข์

        “..................” หญิงคนหนึ่งพยักหน้า บอกว่าใช่ โดยไม่พูดอะไร เมื่อคำถามของผมที่เป็นคำตอบอยู่ในตัวจบลง

        เยื้องออกไปเล็กน้อย สองหญิงสนทนากันระคนกับการหลั่งน้ำตาอยู่อย่างเงียบ ๆ ตามลำพัง

        มันเป็นค่ำคืนที่ดูเงียบงัน เซื่องซึม ที่มาแทนภาพความจอแจ และอึกทึกของย่านตลาดที่คุ้นชินไปเสียสิ้น

        “พระเจ้าอยู่หัวสวรรคต” วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น.
        เป็นเวลาใกล้เคียงกับฟ้าหม่นที่แขมหนู เมื่อบ่ายที่ผ่านมา

        ดูราวกับว่า ฟ้ากำสรดกับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งมวล

ทุกคนต่างเริ่มกดเข็มไมล์ที่เลขศูนย์ แต่เมื่อเข็มหยุดเดินหมายเลขสุดท้ายย่อมไม่เท่ากัน
       



       
       
       


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น