เนินเขามีไว้ไต่ เนินใจมีไว้พิชิต
สุริยา เผือกพันธ์
“ปลาแซมมอนว่ายทวนน้ำ แล้วกระโดดขึ้นน้ำตกเพื่อไปวางไข่
ระหว่างทางยังต้องเอาชีวิตรอดจากการดักจับของบรรดาเหล่าหมีที่กระหายอีกด้วย
ในระหว่างการเดินทางแม้จะมีบางตัวที่พ่ายแพ้และจบชีวิตลง แต่ก็ไม่ทำให้ตัวอื่น ๆ
ย่อท้อ เพราะมันคือการสร้างชีวิตใหม่เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ (ประกอบ คุปรัตน์)
การปั่นครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม
59 ผมทำระยะทางได้สูงสุดเป็นครั้งแรก 72 กิโลเมตร สามกิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยมันหนักหน่วงเหมือนมีใครนำหินก้อนใหญ่มาถ่วงไว้หลังรถ
แม้มองเห็นจุดหมายอยู่แค่เอื้อม แต่ดูเหมือนไกลกว่าระยะทางที่ผ่านมาอักโข
เมื่อไหร่จะถึงสักที....... ในที่สุดผมก็ไปถึง
แบบเหนื่อยแทบหยุดหายใจ
มาคราวนี้ปลายเดือนเดียวกัน
ผมต้องทำระยะทางให้ได้ถึง 112 กิโลเมตร
ไหวหรือ !!!!!
ชมรมจักรยานสุรินทร์
ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในพื้นที่อำเภอกาบเชิงจังหวัดสุรินทร์โดยการจัดทำโครงการปั่นเชื่อมสัมพันธ์
2 แผ่นดินกาบเชิง-ช่องจอม-อุดรมีชัย ครั้งที่ 1 ขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2559 รวมระยะทางไปและกลับ 112 กิโลเมตร
นอกเหนือจากการเตรียมพร้อมด้วยการซ้อมเก็บแรงให้ได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า
50 กิโลเมตรแล้ว สิ่งที่ผมจะต้องเตรียมเพิ่มเพื่อรับประกันความล้มเหลวคือ การเปลี่ยนรถเป็นคันใหม่ จากเสื่อภูเขารุ่นลายครามที่ใช้มากว่า 15 ปีแล้ว มาเป็นเสือหมอบจ้าวถนน (Road bike) Merida Scultura 200 SIZE 55
"Road Bike เสือหมอบจ้าวถนน"
เมื่อทุกอย่างพร้อม นักปั่นจากทั่วประเทศกว่า 1400 คนก็ได้รับการอนุญาตจากเสียงหวูดให้ออกจากจุดเริ่มต้นได้ ที่หน้าที่ว่าการอำเภอกาบเชิงเวลา 8.30 น.
"ขบวนนักปั่นจากทั่วประเทศจำนวน 1400 คน"
ขบวนนักปั่นเริ่มทยอยออกจากจุดปล่อยตัวมุ่งหน้าสู่จุดผ่านแดนช่องจอมแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน ขนาบข้างด้วยมาร์แชล
(Marshal) หลายคนคอยดูแลและอำนวยความสะดวกไปตลอดเส้นทาง
เวลาประมาณ
9.30 น. ก็ไปถึงด่านช่องจอม เห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้งไทยและกัมพูชาอยู่พร้อมหน้า
กลุ่มนักปั่นต่างเกาะกลุ่มจูงจักรยานเรียงแถวผ่านประตูด่านตรวจเข้าไปอย่างง่ายดาย
โดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบในจุดผ่านแดนตามปกติ
ตรงนี้ต้องขอชมคณะผู้จัดงานที่เตรียมการต่าง ๆ
ล่วงหน้าเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาตรวจสอบอะไรกันอีก
"ด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์"
หลังหลุดเข้าไปอยู่ในแดนกัมพูชาได้
เท้า 2 ข้างก็แตะบันไดบังคับจานโซ่ให้ดึงล้อทั้งสองขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยสับเลนถนนเป็นฝั่งขวาไปได้ไม่ไกล ทางเรียบก็ลาดต่ำลง ๆ
ยาวเรื่อยไปเป็นกิโลเมตร
ตัวเลขเข็มไมล์บอกอัตราความเร็วในระยะเริ่มต้นได้
23 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่ต้องปั่นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จนถึงทางลาดชันที่สุดอยู่ที่อัตราความเร็ว40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มือสองข้างแตะเบร็คกำและปล่อย ๆ สลับกันเพื่อชะลอความเร็วให้อยู่ในอัตราที่ควบคุมได้คือ
39 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ย
จนระยะทางผ่านมาได้ประมาณ
4 กิโลเมตรความลาดเอียงของถนนก็ปรับเป็นทางเรียบปกติ
"ทางลาดต่ำลงไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ออกจากด่านช่องจอม"
กระนั้นก็ตาม
สองข้างถนนบนความลาดเอียงนั้น จักรยานบางคันถูกจับนอนแผ่หลา เพราะยางแตก
นักปั่นบางคนนั่งเหยียดขานวดเค้นตนเอง เพราะกล้ามเนื้อขาเป็นตะคริว
“ขากลับมันจะโหดกว่านี้หลายเท่า”
ผมคิดในใจ
แดดยามเช้าดูอบอุ่นยังไม่แผดรัศมีแรงจ้า
จุดบริการน้ำดื่มที่ผ่านมาทั้ง 2 จุดนักปั่นยังใช้บริการไม่มากนัก
สองข้างทางเป็นขุนเขาที่โอบล้อมพวกเราไว้
สมทบกับป่าไม้และไร่นาที่มีหนาแน่นเป็นเทือกทิวมากกว่าบ้านเรือนผู้คนที่บางตา อยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆ ทำให้ได้ซึมซับความชุ่มเย็นจากความขจีของธรรมชาติที่อยู่ลิบ ๆ ไว้โดยแท้จริง
ตลอดเส้นทาง
ถนนสายนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นถนนลาดยางเชื่อมต่อไปถึงเสียมเรียบถูกใช้ไปจนบางช่วงได้ชำรุดเสียหายแต่ได้รับการซ่อมแซมแบบทิ้งร่องรอยเป็นหลักฐานไว้ให้เห็น
“ช่วงนี้เป็นถนนทดสอบยาง”
เสียงนักปั่นข้างเคียงกล่าวลอย ๆ
ยางจักรยานแบบเสือหมอบ ถ้าสูบลมไม่แข็งพอมีสิทธิ์รั่วแฟบได้โชคดีที่ผมอัดลมเข้าไปทั้ง 2 ล้อด้วยความดันกว่า 100 PSI จึงรอดพ้นจากเหลี่ยมหินเกล็ดอันแหลมคม
บนท้องถนนในช่วงที่ถูกซ่อมแซมไปได้
ทำระยะทางมาได้นับชั่วโมงจึงเริ่มมองเห็นบ้านเรือนสองข้างทางมีลักษณะเป็นร้านค้าพาณิชย์เป็นกลุ่มก้อน
มีรถเก๋งจอดเรียงรายอยู่หลายคัน ตรงนี้เป็นชุมชนเล็ก ๆ
ที่ผู้คนมาค้าขายค่อนข้างหนาแน่น
"รถเก๋ง TOYOTA CAMRY ถูกดัดแปลงมาบรรทุกไก่"
“ตอนนี้พวกเรากำลังเดินทางเข้าเขตกรุงสำโรงนะครับ”
เสียง
ประกาศจากรถประชาสัมพันธ์ที่วิ่งตามหลังมาร้องบอก
กรุงสำโรงเป็นจุดหมายในกัมพูชา
ที่ขบวนนักปั่นจะต้องไปให้ถึงเพื่อพักรับประทานอาหารกลางวันและเป็นจุดกลับรถกลับไทย
กรุงสำโรงเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอุดรมีชัย
เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่กำลังพัฒนา สภาพโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นชนบท
มีร้านค้าร้านขายยังไม่หนาแน่น
เมื่อพวกเราปั่นจักรยานเข้าเขตเมือง จะมีบ้านเรือนเริ่มหนาตามีป้ายรูปภาพผู้นำประเทศพบปะประชาชนติดอยู่ข้างถนนเป็นระยะ
ป้ายบอกสถานที่ส่วนใหญ่ใช้ภาษากัมพูชา
มีเพียงป้ายโรงเรียนและปั๊มน้ำมันเท่านั้นที่มีภาษาอังกฤษบอกไว้ด้วย
"ป้ายประชาสัมพันธ์ผู้นำประเทศมีให้เห็นโดยทั่วไป"
ถึงกระนั้นก็ตาม
สองข้างทางที่ผ่านมาจะมีเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่ยังดูมอมแมม
ส่งเสียงร้องทักเป็นภาษาอังกฤษว่า “เฮลโล้ ๆ “ ตลอดทาง
"โรงเรียนประถมศึกษา ที่ป้ายโรงเรียนมีภาษาอังกฤษอยู่ด้วย"
"ปั๊มน้ำมันมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษไม่คุ้นหูคุ้นตา"
เวลา 11.30 น. ขบวนนักปั่นจากสยามนับพันผนวกกับนักเรียนในกรุงสำโรงนับร้อยก็มารวมตัวกันที่กองอำนวยการกลางกรุงสำโรง
เพื่อพักรับประทานอาหารและน้ำ
"บริเวณสวนสาธารณะในกรุงสำโรง
จุดพักรับประทานอาหารและกลับรถ"
แดดยามเที่ยง เริ่มสำแดงเดชขับไล่ให้นักปั่นทั้งหลายไปหลบลี้
ความร้อนแรง ด้วยการแทรกตัวอยู่ในร่มเงาของสุมทุมพุ่มไม้ที่กระจัด
กระจายอยู่บนลานกว้างหน้ากองอำนายการ
กระจายอยู่บนลานกว้างหน้ากองอำนายการ
น้ำคือ
สิ่งที่ต้องการมากกว่าอาหารในยามนั้น ไม่นานเท่าใดนัก
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่กองอำนายการก็ประกาศให้ทุกคนเรียงแถวไปรับ
ข้าวกล่องมารับประทาน
"นักปั่นกว่าพันคนเข้าคิวรับอาหารและน้ำ"
ในโอกาสนี้
บุคคลสำคัญที่เป็นตัวแทนทั้ง 2 ประเทศได้ถือโอกาสกล่าวต้อนรับและขอบคุณทุก ๆ
คนที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยมิตรภาพที่ดี
"นายเรียม โซดา รองผู้ว่าฯ จังหวัดอุดรมีชัย
และนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าฯสุรินทร์
ผู้แทนทั้ง 2 ประเทศกล่าวขอบคุณ"
“นักปั่นทุกคนจะต้องไปถึงด่านช่องจอมภายใน
15.00 น.นะครับ ใครพร้อมออกเดินทางกลับได้เลย..”เสียงประชาสัมพันธ์หน้ากองอำนวยการแจ้งข่าว
"ถนนย่านค้าขายในกรุงสำโรง"
12.30 น. ทุกคนต่างทยอยปั่นสองล้อของตนเองกลับโดยใช้เส้นทางเดิม ส่วนผมได้ใช้โอกาสที่มีเพียงน้อยนิด
ปั่นตระเวนไปในเมือง ดูบ้านเรือนการค้าการขายในตลาดกรุงสำโรง
ที่โดยทั่วไปยังคงเป็นชนบทตึกรามยังมีไม่มากนัก
ชานเมืองบ้านเรือนยังเป็นแบบชนบทของไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน
"ลักษณะบ้านเรือนในเขตชานเมืองกรุงสำโรง"
ได้เวลาพอสมควรผมก็มุ่งหน้ากลับ
เพื่อไปให้ทันกำหนดเวลา รวมระยะทางที่จะต้องทำต่ออีกเท่ากับที่ได้ทำมาแล้วคือ 56 กิโลเมตร มันเป็นระยะทางส่วนเกินที่ผมไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนักกับการปั่นในชีวิตประจำวัน
มองไปข้างหน้าแสงแดดจ้า
จนเห็นเปลวระยิบ กลิ่นมันสำปะหลังตากแห้งที่อยู่สองข้างทางโชยเข้าจมูกไม่ขาดสาย
เดินทางมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมงขาเริ่มตึง ๆ ต้นขาซ้ายเริ่มมีอาการเกร็ง
มันส่ออาการของการเป็นตะคริว รู้สึกกระหายน้ำมากกว่าเมื่อเช้า
ต้องหยุดพักข้างทางเพื่อป้องกันตะคริวกำเริบ
แต่มองหาร่มเงาข้างทางยากเหลือเกิน
เพราะถนนสายนี้ไม่มีต้นไม้ใหญ่เหลือให้เป็นร่มเงาอยู่เลย ต้องอาศัยเงาไม้เล็ก ๆ หรือไม่ก็บ้านเรือนร้านค้าขายเป็นที่พักพิง
"อาศัยร่มเงาของบ้านเรือนข้างทางเพื่อหลบแดด"
ระหว่างทางจะเห็นรถบรรทุกจักรยานและนักปั่นไล่หลังไปไม่ขาดสายตั้งแต่รถกระบะสี่ล้อ รถบรรทุกหกล้อ สิบล้อ ไม่เว้นแม้แต่รถพยาบาลก็อัดแน่นด้วยนักปั่นที่หมดแรงปั่นต่อไป
ขบวนจักรยานในภาคบ่ายจึงกระจัดกระจายไม่เป็นกลุ่มก้อนเหมือนภาคเช้า
ผมหยุดพักระหว่างทางประมาณ 3 ครั้ง หมดน้ำไปประมาณ
5-6 ขวด ก็มาถึงเนินเขาสูงเนินแรก
ถึงช้าดีกว่าไปไม่ถึง
!!!!
ผมใช้วิธีจูงรถสลับกับการปั่นด้วยเกียร์ต่ำ ไต่เนินขึ้นไปเรื่อย ๆ
ยิ่งสูงขึ้นไปเรี่ยวแรงยิ่งถดถอยลง คงเหลือแต่ใจเท่านั้นที่ไม่ยอมลดราวาศอก
“มันก็แค่
4 กิโลเมตรเท่านั้น” ใจผมคิด
แม้จะทำความเร็วได้ในอัตราเพียง
4 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจากการเดิน เท้า แต่มันก็ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ
“ปลาแซมมอนว่ายทวนน้ำ
แล้วกระโดดขึ้นน้ำตกเพื่อไปวางไข่ ระหว่างทางยังต้องเอาชีวิตรอดจากการดักจับของบรรดาเหล่าหมีที่กระหายอีกด้วย
ในระหว่างการเดินทางแม้จะมีบางตัวที่พ่ายแพ้และจบชีวิตลง แต่ก็ไม่ทำให้ตัวอื่น ๆ
ย่อท้อ เพราะมันคือการสร้างชีวิตใหม่ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์” ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งได้สอนไว้
ในที่สุดผมก็พิชิตเนินสูงลูกสุดท้ายได้
เข้าถึงด่านช่องจอมเวลา 15.11 น. เกินกว่าเวลาที่กำหนดไป 11 นาที !!!
แต่ยังต้องทำระยะทางไปให้ถึงเส้นชัยอีก 17 กิโลเมตร ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้ว เพราะได้ผ่านช่วงเวลาอันโหดหินมาได้
หนทางข้างหน้าเป็นเรื่องสบาย ๆ แต่ต้องพักอีกสักครั้ง เพื่อสะสมพลังกายที่อ่อนล้ากระหายและสั่นเทา
ข้ามเขตแดนมาฝั่งบ้านเราแม้
ภาพสีสันจะเปลี่ยนภาพหมองหม่นโทนขาวดำ แต่ไม้ใหญ่สองข้างทางให้ความร่มเย็นยิ่งนัก การปั่นในระยะทางก่อนถึงเส้นชัยจึงเป็นแบบชิว
ๆ สบาย ๆ
"ตลาดจักรยานมือ 2 ทางผ่านก่อนถึงด่านช่องจอม"
“เราทำสำเร็จแล้ว
!!!!” เสียงนักปั่นที่อยู่ข้างเคียงกล่าวด้วยความปิติ
ผมถึงเส้นชัย ณ ที่ว่าการอำเภอกาบเชิงเวลา
16.00 น. รวมระยะทาง 112 กิโลเมตร
ในที่สุดผมก็ทำลายสถิติตัวเองลงได้
โดยมีเหรียญและพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นรางวัล
ตลอดเส้นทางของการปั่น
มีทั้งคนที่ถึงก่อน ถึงหลังและถึงพร้อมกันไม่มีใครทิ้งใครไว้เบื้องหลัง มันเป็นความพอเพียง
ความพอดีของการดำเนินชีวิตในเส้นทางที่มีสันติสุข
บนเส้นทางของการปั่นเส้นชัยคือเป้าหมายพิชิต
บนเส้นทางชีวิตพ่อหลวงมีแนวคิดเป็นแนวทาง

















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น