วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความลี้ลับของวัดที่ซ่อนเร้น (The Hidden Mysterious Temple)





อาณาจักรขแมร์ : อังกอร์ (ค.ศ. 802 – 1432)

 ตอนที่ 2

(Khmer Empire : Angkor)


                                                             Xuan K. Dinh : เขียน
                                                   สุริยา เผือกพันธ์ : แปลและเรียบเรียง


          เหมือนสังคมโดยรัฐส่วนใหญ่ที่อังกอร์ไม่รู้จักคำว่า ประชาธิปไตยแต่ก็ไม่ได้เป็นสังคมแบ่งชนชั้น (Stratification
อย่างเต็มที่ มีส่วนคล้ายกับระบบวรรณะ (Caste System) ในอินเดีย เป็นกลุ่มสังคมเล็ก ๆ มีลำดับชั้นหลายระดับโดยเริ่มจากพระมหากษัตริย์ ผู้ซึ่งเป็นเหมือนคนที่เกิดจากการผสมผสานของพระเจ้าหลายองค์ พระมหากษัตริย์ที่ปกครองราชอาณาจักรในช่วงเวลา 600 ปี มีทั้งหมด 28 พระองค์ จารึกแสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทำผิดกฎทางศาสนาได้ แต่เป็นผู้ทรงอำนาจในราชอาณาจักร ลำดับต่อมาคือ คนที่ถือกฎหมาย เป็นศาลและเจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย ในกลุ่มคนธรรมดาก็แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ พระ (Knum) มีวัดวาอารามเป็นที่อยู่อาศัย ชาวนา ทหาร ช่างทำบ้านเรือน ชาวสวน ทั้งหมดเป็นชนชั้นเดียวกัน กลุ่มสุดท้ายคือ ทาส (Slaves)


                       อาณาจักรขแมร์ ค.ศ. 802 - 1432

             (ภาพแผนที่ https://th.wikipedia.org/wiki)

        แม้ว่าพวกพระจะทำงานเกี่ยวกับพระกับเจ้า แต่ก็ทำการซื้อขายได้เหมือนพวกทาส จารึกโบราณบอกไว้มากมายถึงงานของคนสามัญชน แม้ในกลุ่มพวกเขาก็ยังมีการแบ่งเป็นกลุ่มกรรมกร มีคนเลี้ยงสัตว์ซึ่งดูแลวัวศักดิ์สิทธิ์ คนเก็บผลไม้ ยามและคนทำงานกลางแจ้ง  อื่น ๆ ก็มีคนทำงานถักทอ ตัดเย็บเสื้อผ้า เลขานุการ คนครัวและแม้กระทั่งคนงานรับจ้างเป็นนักร้อง นักเต้นรำและนักดนตรีอยู่ในวัดอีกด้วย เสื้อผ้าที่สวมใส่ ยังแสดงถึงชั้นยศ คนธรรมดาจะใส่เสื่อผ้าสีมอ ๆ (Drab) ส่วนใหญ่เป็นผ้าไม่มีสีส่วนพระมหากษัตริย์เสื้อผ้าจะมีรูปแบบเป็นชุดที่ประณีตสวมใส่

        ด้วยความเป็นรัฐดังกล่าวข้างต้น คนเขมรนับถือศาสนาฮินดู (Hindus) อย่างมาก และมีข้อสันนิษฐานว่า แม้แต่ระบบการชลประทานก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อการทำนาและการทำเกษตรกรรม แต่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการศาสนา มีข้อถกเถียงกันว่า เมืองที่่ใช้แรงน้ำ (Hydraulic City) ขับเคลื่อนนี้ เหตุผลหนึ่งอธิบายว่าคนทำบาราย ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร เพราะมีนำ้จากแม่น้ำโขงและทะเลสาบให้โภชนาการแก่ชาวเขมรอยู่แล้ว 

        หลักฐานใหม่ (ไม่ได้อ้างอิง) ให้ความเห็นอย่างแข็งขันว่า การใช้ประโยชน์ทางน้ำมี 2 ประการ จารึกจำนวนมากก็บอกอย่างตรงไปตรง
มาว่า น้ำสร้างขึ้นเพื่อการชลประทาน แม้ว่าจุดหมายหลักจะเป็นไปเพื่อศาสนา การปฏิบัติทางศาสนาด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับน้ำนั้น จะพบว่าคนจะเสียสละเพื่อพระเจ้า โดยเฉพาะการเสียสละของผู้กระทำผิด การตัดศีรษะ (Decapitation)การทำร้ายร่างกาย (Bodily Mutilation) เป็นรูปแบบการลงโทษของผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมืองและศาสนา แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะป่าเถื่อน (Barbaric) แต่ที่อื่น ๆ ที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้นก็ทำแบบเดียวกันนี้



            นครวัด (Angkor Wat) เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

         (ภาพจากhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?)

        คล้ายกับความเจริญรุ่งเรืองในแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เขมรมีการฝังศพ (Mortuary Practice) ของคนที่ตายไว้นอกเมือง เพื่อสัตว์ป่า วิธีอื่น ๆ ก็มี การเผาและการขุดหลุมฝังใต้ดิน ก่อนหน้านี้มีการโยนซาก ศพ (Cadaver) ลงในแม่น้ำ และแน่ล่ะ ต้องเป็นไปตามศาสนาของพวกเขาคนเขมรมองเห็นความตายเป็นโอกาสแสดงความเศร้าโศกและญาติผู้ตายจะได้แต่งศรีษะเป็นสัญลักษณ์แสดงความเคารพ พวกเขาเชื่อในเรื่องการเกิดใหม่ (Reincarnation) ซึ่งรับความเชื่อนี้มาจากศาสนาฮินดูในอินเดีย

        หนึ่งในความสำเร็จและความมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ของความรุ่งเรืองนี้คือ สถาปัตยกรรม (Architecture) ซึ่งใหญ่โตโอ่อ่า จุดประสงค์ของการสร้างสิ่งเหล่านี้ ได้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางจนถึงปี 1933 เมื่อยีน ปรซุลสกี้ (Jean Przulski) ได้อธิบายตามทฤษฏีของเขาว่า อังกอร์วัด(Angkor Wat) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและได้มีการทำนุบำรุงไว้ได้ดีที่สุด สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เป็นทั้งวัดและหลุมฝังศพของพระมหากษัตริย์พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (Suryavarman II) เป็นสถานที่ไว้บริการแก่คนชั้นสูงมาบูชาพระเจ้า งานที่ซับซ้อนเหล่านี้ เป็นศิลปะที่สะท้อนถึงลัทธิตนเองเป็นใหญ่ (Egotism) และเคร่งครัดในการรักษากฎเกณฑ์ทางศาสนา วัดที่ใหญ่โตเหล่านี้ สร้างคู่ขนานกับปิรามิดในอียิปต์ซึ่งใช้เป็นหลุมฝังศพเช่นกัน หลังการสวรรคตของพระโอรสพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ความคิดที่จะสร้างอนุสาวรีย์ได้เริ่มขึ้น ความสำเร็จของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์จะดีกว่า (Outdid) องค์ก่อน ๆ ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและมีการใช้ประโยชน์จากทางน้ำมากขึ้น



                 ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

        และอนุสาวรีย์ที่ใหญ่โตเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นง่าย ๆ ไม่ต้องถามว่าสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะจะต้องใช้กรรมกรนับพันคนและนับจำนวนวันไม่ได้ในการสร้างอาคารที่สูงชะลูด (Erect) ขึ้นไปจากการสังเกต คนโบราณสร้างโดยใช้ช้างชักลากก้อนหิน ใช้เกวียนเทียมวัวบรรทุกหรือล่องไปตามแม่น้ำเสียมเรียบ (Siem Reap River) อย่างไรก็ตาม หินก้อนที่โตที่สุดเกินกำลังจะเคลื่อนย้ายของแรงงานสัตย์ ดูเหมือนว่าจะต้องใช้แรงงานของคนมาทดแทน

        แม้กระทั่งบัดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่ไปเยือนอังกอร์วัดคือ หลายคนไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับอังกอร์ แต่มาติดตาตรึงใจอยู่กับความมหัศจรรย์ของวัดที่ใหญ่โตโอ่อาเสียจนทิ้งอาณาจักรไว้ข้างหลัง

        เหมือน ๆ กับทุกแห่งที่เจริญเติบโตในสมัยโบราณ อังกอร์ก็มีความเสื่อมสลายเป็นจุดจบ อย่างไรก็ตามเราก็ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่า มันเสื่อมลงได้อย่างไร บางคนอธิบายว่า มันล่มสลายลงทันทีเมื่อ พระบรมราชาที่ 2 (Paramaraja II) แห่งกรุงสยามนำทัพเข้าครอบครองเมืองในปี 1431 ต่อมามีทฤษฎีของคริสโตเฟอร์ พิม (Christopher Pym) กล่าวว่า การสูญเสียดินแดนเกิดแต่ภายใน คนไทยที่เคลื่อนย้ายเข้าไปภายในประเทศเริ่มมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองและเริ่มท้าทายศาสนจักรขแมร์ในเวลาต่อมา

        โรแลนด์ เพลตเชอร์ (Roland Fletcher) นักโบราณคดีชาวออสเตรเลียสันนิษฐานว่า เมืองและอาณาจักรเริ่มเสื่อมลงเพราะเสียสมดุลทางระบบนิเวศเมื่อมีประชากรมากเกินไป  การเมืองของอังกอร์อ่อนแอ เหล่านี้เป็นสาเหตุ แมัจะมีคนไทยเข้าโจมตีและครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ไว้ได้เป็นแม่นมั่นแล้วก็ตาม มีข้อความจากศิลาจารึกบอกไว้ว่า แรงกดดันและภาระที่จะต้องสร้างหอสูง (Tower) อันใหญ่โตที่เกิดกับประชาชน ได้สร้างความเครียดและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การก่อการกบฏ ดังนั้น จึงไม่ควรแบกรับภาระอันหนักหน่วงนี้ไว้บนหลัง มันเป็นการผสมผสานที่ลงตัวกันพอดีระหว่างสังคม การเมือง การศาสนาและระบบนิเวศที่เป็นปัจจัยสาเหตุทำให้อาณาจักรล่มสลาย จะด้วยปัจจัยใดก็ตาม การเขียนประวัติศาสตร์แบบง่าย ๆ ของกัมพูชาและสยามประเทศคือ ประเทศไทยได้เข้าย่ำยีและยึดอังกอร์ไว้ครอบครองในปี 1430 – 1431




           ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์

          ยุคหลังอังกอร์ ในเวลาต่อมาเป็นสมัยกัมพูชาเป็นอาณานิคม
 (1863 – 1954) หลังจากนั้นเป็นยุคสมัยของเขมรแดง (Khmer Rouge, 1975 – 1979) และตามมาด้วยการเข้ายึดครองของเวียดนาม (1979 – 1989)ตั้งแต่นั้นมากัมพูชาก็เข้าสู่ยุคทันสมัย (1989 – 
ปัจจุบัน) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของกัมพูชาในปัจจุบันนี้ ไม่เหมือนอดีตที่ไม่มีการแบ่งชนชั้นและศาสนาอย่างในอาณาจักรขแมร์โบราณ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้อนุรักษ์การเกษตร เศรษฐกิจและการค้าเอาไว้ ยังมีการแบ่งเพศสำหรับการใช้แรงงานด้วย แม้ว่างานต่าง ๆ จะไม่ได้กำหนดเรื่องเพศไว้หรือไม่ก็ตาม ก่อนหน้า  2-3 พันปีมานี้พระราชาสามารถมีนางสนมและภรรยาหลายคน (Harems and Polygamy)แต่ทุกวันนี้การแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamous) ได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน (Predominantly) ปัจจุบันกัมพูชาประกอบด้วย 18 จังหวัด ตรงกันข้ามกับอาณาจักรดั้งเดิมที่มีมากถึง 90 จังหวัด

        บทสรุป อังกอร์ มีหลายอย่างที่เป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างควบคู่กันไป ไม่เหมือนอย่างที่พูดกันในห้องเรียน ความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมสลายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการเช่น ระบบนิเวศ การเมือสังคมและศาสนา การศาสนาดูเหมือนจะมีบทบาทสูงเป็นคุณลักษณะเด่นในวัฒนธรรมนี้ มากกว่าปัจจัยอื่น ๆ แม้ว่า จะมีประชาชนมากเท่ากับประชาชนในหุบเขาอินดัส (Indus Valley) อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย แต่่ก็มีความเหมือนกันตรงที่มีระบบนิเวศ การฝังศพ เหมือนในเอเชียส่วนอื่นที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว และสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นในวัฒนธรรมนี้คือ วัดที่ลี้ลับ (Mysterious Temple) มีความโอ่อ่าสวยงามยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้

.......................................................................................

ผู้เขียน Xuan K. Dinh : Grand Valley State University

      
   



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น