วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ปลาพลวงน้ำตกพลิ้ว


                                                                                     สุริยา เผือกพันธ์


        ปลาพลวง 

       เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน มีขนาดใหญ่ ลำตัวยาว หัวเล็ก มีหนวด 2 คู่ ลำตัวมีสีน้ำตาลปนเขียว มีเกล็ดขนาดใหญ่ ครีบสีน้ำเงินเข้ม สีของปลาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม มีขนาดประมาณ 60 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1.5 เมตร อาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่นับ100 ตัวขึ้นไป ตามแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสสะอาด เช่น บริเวณแหล่งน้ำเชิงภูเขาหรือตามลำธารน้ำตกต่าง ๆ ฤดูสืบพันธุ์วางไข่จะอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ โดยจะว่ายน้ำขึ้นไปวางไข่บริเวณต้นน้ำ ลักษณะเดียวกับปลาแซลมอนและปลาเทร้าส์ 

       ที่ลำธารน้ำตกพลิ้ว มีปลาพลวง !!!!



        แสงแดดเวลา 7 โมงเช้า แผดแสงสีทองเหลืองอร่ามไปทั่วมหานครแห่งผลไม้ ความกระจ่างของมัน ลบเลือนอดีตไปแทบหมดสิ้น ไม่เหลือร่องรอยของฟ้าฉ่ำฝน เหมือนวันวานที่ผ่านมาให้เห็นอยู่อีกเลย 

       เสาร์แรกต้นเดือนมิถุนายนที่แจ่มใสเช่นนี้ เหมาะแก่การออกไปสับเท้าเอาเหงื่อ บนคันคลองที่ทอดยาวโอบล้อมตัวเมืองเป็นอย่างยิ่ง


        ก้าวแรกของการออกวิ่ง ผมเริ่มต้นสตาร์ทที่คลองภักดีรำไพฝั่งตะวันออกซึ่งมีถนนคอนกรีตขนาบข้างลำคลองที่ทอดยาวออกไปทางทิศใต้ทั้งสองฝั่ง


      เช้านี้ฟ้าโปร่ง ถนนโล่ง ลมสงบ แม้แดดเข้มขึ้นแล้วแต่มันยังไม่ลามเลียผิวกายให้ถึงกับผ่าวร้อน


      คลองภักดีรำไพเป็นคลองขุดตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชดำริช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้งของชาวเมืองจันทบุรีอย่างยั่งยืน มีลักษณะเป็นคลองบายพาส เริ่มต้นจากหน้าฝายยาง ทุ่งลาซาล ตำบลจันทนิมิต ผ่านทุ่งสระบาป เชื่อมต่อคลองอ่าง ลงทะเลที่บ้านหนองบัว มีระยะทางยาว 11.661 กิโลเมตร ตามความยาวเลียบลำคลอง มีสถานีสูบน้ำและคลองระบายน้ำตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งคลองเป็นระยะ ๆ  ในขณะที่ถนนทั้งสองฝั่งมีสะพานคอนกรีตเชื่อมไว้สำหรับให้ผู้คนสัญจรข้ามฝั่งไปมาได้อย่างสะดวกสบาย


        มันเป็นการเริ่มต้นของวันบนลู่วิ่งที่ปลอดผู้คนเหมือนความคุ้นชินที่ผ่านมาหลายครั้ง (ความคุ้นชินดังว่าหมายถึง ในระหว่างที่มีโอกาส
เดินทางไปราชการยังจังหวัดต่าง ๆ ผมมักจะใช้โอกาสนั้น วิ่งออกกำลังกายในยามเช้าเสมอ ๆ และทุกครั้งที่อยู่บนถนนการวิ่ง มักไม่พบผู้คนออกมาวิ่งออกกำลังกายให้เห็น จึงเหมือนเป็นการวิ่งอยู่อย่างเดียวดาย) ที่นี่เป็นชานเมือง อาจไม่ใช่ที่นัดหมายของคนรักสุขภาพ มีเพียงนักปั่นไม่กี่คนที่ปั่นสวนทางมา มองไปข้างหน้าความโค้งคดของถนนบดบังจุดหมายปลายทางที่แท้จริงเอาไว้

      ดีที่สุดคือ กำหนดเป้าหมายไว้ในใจว่าจะวิ่งได้ไกลเท่าใดในเช้านี้....ซึ่งผมคิดว่า 5 กิโลเมตรน่าจะพอ !!!



          วิ่งไปได้สักพัก เหลือบมองไปบนขอบถนนมีสีที่พ่นทับเป็นตัวเลขสีแดงเอาไว้ เริ่มจาก 350…..500…….750 …….เพิ่มมากขึ้น
เรื่อย ๆ ตามระยะทางที่ยาวออกไป 

         คงต้องใช้ตัวเลขเหล่านี้เป็นเข็มไมล์วัดระยะทางและหาจุด
ยูเทริ์นเพื่อทบระยะทางให้ได้ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ในใจ !!!!


        สองฝั่งคลองที่ผิวน้ำกำลังพลิ้วไหวแผ่วเบา  มีแมกไม้สีเขียวเป็น
พุ่มพฤกษ์มองแล้วสบายตา ไกลออกไปกลุ่มเมฆสีเทาที่ยังแนบซบ
สันเขา ไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ ของรังสีแดดที่กำลังร้อนแรงขึ้นทับทวี ใกล้ตัวผมมีโครงการพระราชดำริที่ดำเนินงานโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีกำลังพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่อย่างขะมักเขม้น


        ตัวเลขสีแดงบนขอบถนนเลยสะพานข้ามคลองแห่งที่ 2 เขียนไว้
ว่า 3 +200 นั่นเป็นสัญญาณเตือนบอกให้รู้ว่า ผมจะต้องวิ่งยูเทริ์นกลับที่สะพานแห่งนี้แล้ว 



      เท้าสองข้างจึงสับข้ามสะพานไปยังฝั่งคลองอีกฝั่ง มันยังไม่แสดงอาการอ่อนล้าให้รู้สึกถึง เบื้องหน้าคือจุดเริ่มต้นที่ผ่านเมื่อสักครู่นี้ มองออกไปเห็นมันอยู่ลิบ ๆ....


สามกิโลเมตรที่ผ่านมาการเต้นของหัวใจยังปกติสอดรับกับจังหวะเท้าที่ก้าวสลับกันไปมาอย่างสม่ำเสมอ มองลงไปที่หน้าอกเสื้อมันชุ่มเหงื่อไปทั้งแผงอก บนลำแขนทั้งสองข้างเปียกปอน จนมองเห็นเป็นเกล็ดวับแวมจากการสะท้อนของแสงแดดที่ตกกระทบ ขณะที่เงาของลำตัวได้ทอดยาวไปบนผิวถนน ความคมชัดของมันบอกถึงองศาของความร้อนแรงที่กำลังเข้มขึ้นทุกขณะ


        รองเท้าผ้าใบคู่เดิมพาผมเข้าสู่จุดหมายปลายทางด้วยเวลา
ชั่วโมงเศษ ๆ รวมระยะทางแล้วประมาณ 6 กิโลเมตรกว่า ๆ


สรุป... ในเช้านี้ผมวิ่งได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ !!!!!


        ผมวอร์มดาวน์ไปอีกราว 200 เมตร หยดเหงื่อไหลเป็นทางเปียกปอนราดรดใบหน้า รวมทั้งอกและแผ่นหลัง ทั่วร่างจึงเต็มไปด้วยน้ำเหงื่อที่พรั่งพรูออกมาจนแทบจะเหลือเพียงเนื้อหนังที่แห้งเหือด มันเหมือนกับผ้าชุ่มน้ำที่ถูกบิดเป็นเกลียว เพื่อรีดนำ้ออกมาจากเนื้อผ้าให้หมดหมาด




       บนถนนแห่งการวิ่ง จำไม่ได้ว่า ใจได้ครุ่นคิดอะไรไว้บ้าง จำได้
เพียงภาพของชาวจันทบุรีที่ใช้ยวดยานสัญจรไปมาบนถนนคันคลองได้โปรยยิ้มให้ด้วยแววตาแห่งมิตรไมตรี


        สุขภาพในเช้าวันนี้ ไม่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่ต้องจ่าย อย่างน้อยความเข้มแข็งของจิตใจที่ต้องเอาชนะความอิดออดที่เหนี่ยวรั้งเอาไว้ ด้วยเหตุผลว่าอ่อนเพลียจากการเดินทาง ความอดทนต่อความร้อนที่รออยู่ข้างหน้า ด้วยเหตุผลว่า วันนี้สายแล้ว อย่าเลย ไว้วันหลังดีกว่า หรือแม้กระทั่งพลังงานหลายร้อยแคลอรีที่ต้องใช้ไประหว่างการสับขาบนถนนสายนั้น 


      เหล่านี้....มันเป็นการพร่ำบอกถึงสิ่งแลกเปลี่ยนกับการได้มา
ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี  ที่ไม่ได้มาฟรี ๆ !!!

        ไม่ต่างอะไรกับปลาพลวงน้ำตกพลิ้วที่ว่ายทวนกระแสน้ำใน
ลำธารเพื่อไปวางไข่ให้เผ่าพันธุ์ดำรง
               
       


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น