สุริยา เผือกพันธ์
บนชั้น 4 ตึกอายุรกรรม โรงพยาบาลใหญ่ พื้นที่่ตั้งแต่หน้าลิฟท์ ไปจนสุดระเบียงของตึก ผู้ป่วยสูงอายุหญิง –ชายนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ ที่วางเรียงรายไปจนแน่นระเบียง เหลือเพียงช่องทางเดินเล็ก ๆ
พอให้หมอและญาติผู้ป่วยเดินแทรกเข้าไปเยี่ยมไข้ได้เท่านั้น มันเป็นเตียงที่ล้นออกมาจากห้องผู้ป่วยทุกห้องที่อยู่ด้านใน ผมเบี่ยงตัวผ่านผู้คนที่อยู่ด้านนอกเข้าไปยังห้องด้านในที่เป็นห้องผู้ป่วยหนัก ที่ข้างหัวเตียงของแม่มีเครื่องมือแพทย์ที่มีสายห้อยระโยงรยางค์ไปยังแขนและจมูก หน้าจอมีเส้นกราฟสีแดงและเขียววิ่งไปมาตลอดเวลา แม่ไม่พูดอะไร ได้แต่ส่ายหน้า เมื่อผมไปเยี่ยมครั้งแรก..
ก่อนแม่ป่วยหนักไม่กี่วัน
ผมนำรถเก๋งซีดานไปยังศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็ค ตามระยะทางที่รถวิ่งครบกำหนด
พลันที่พนักงานหน้าเคาท์เตอร์เชิญผมไปรับรู้อาการของรถเขาก็พรั่งพรูออกมาราวกับมนุษย์หุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้
รถคุณสุริยา
มีรายการซ่อมดังนี้นะครับ
ปรับถ่วงล้อ (2)
เช็คระยะ 120,000 กม.
เปลี่ยนนำ้มันเครื่อง/ไส้กรอง/ขัดเขม่าเครื่องยนต์
เปลี่ยนไส้กรองอากาศ
เปลี่ยนหัวเทียน
.........ฯลฯ.........
รายการอะไหล่ชำรุด
ยางหมดสภาพ 4 เส้น
แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ
โช๊คอัพหลังซ้าย/ขวารั่วซึม
!!!!!!!!!!!!!!
รถคันนี้แม้ผมจะได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของการประกอบสัมมาชีพ
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เป็นดอกผลของต้นไม้ที่แม่ปลูกมาทั้งชีวิต
ในวัยเด็กของผม
รถเก๋งคันแรกของแม่ (ที่ร่วมกับพ่อซื้อหามา) คือ จักรยานเก่า ๆ คันหนึ่ง
แม่ขี่จักรยานไม่เป็นแต่มีไว้เพื่อให้พ่อปั่นไปโรงเรียนและไปประชุมที่อำเภอเดือนละครั้ง
ผมปั่นจักรยานได้ครั้งแรกก็เพราะรถคันนี้ ตอนนั้นผมเรียนอยู่ราวชั้นประถมปีที่ 3 – 4 ผมยืนปั่นแล้วโบกมือหน้าตั้งให้แม่ดูเพราะก้นไม่ถึงอาน ขณะที่แม่หาบน้ำมาจากบ่อน้ำ ผ่านมาพอดี แม่หยุดดูผมแล้วหัวเราะพอใจในความสามารถของผม
ภาพที่แม่หาบน้ำมาจากบ่อน้ำไกล
ๆ กว่า 2 กิโลเมตร ไม่ใช่เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว แต่แม่ต้องหาบน้ำมาใช้ดื่มกินในครัวเรือนทุกวัน
บางวันที่น้ำซึมออกไม่ทันกับความต้องการของคนในหมู่บ้าน แม่ต้องไปรอตักน้ำในยามมืดค่ำ ดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องรอจนกว่าจะได้น้ำหาบกลับบ้าน
ทุกวันที่พ่อไปสอนหนังสือ
แม่ก็ทำหน้าที่แม่บ้านแม่เรือนหุงหาข้าวปลาอาหารมาไว้สำหรับพ่อและลูก ๆ ทุกวัน
ซุปเปอร์มาเก็ตของแม่อยู่ตามลุ่มน้ำลำธาร
ทุ่งนาป่าทึบ เมื่อพ่อไปโรงเรียนแล้ว แม่จะเตรียมข้าวปลาไปวัดถวายเพล หลังเพลแม่จะใช้กะแตง(ที่ดักปลาเล็กปลาน้อย) ร่วมกับเพื่อนบ้านลงลำห้วยเพื่อดักกุ้ง หอย ปู
ปลา มาไว้เป็นอาหารเย็นสำหรับทุกคน
ในบางวันแม่ไม่ลงทุ่งลงท่า
แม่ก็เข้าพนาหาของป่า เช่น หน่อไม้ ใบย่านาง เห็ดเผาะ เห็ดโคน เห็ดไค เห็ดระโงก ขุดมัน ขุดกลอย สอยไข่มดแดง
มาไว้สำหรับใส่สำรับกับข้าวไม่เคยขาดเช้าขาดเย็น
ในครัวของแม่ไม่มีตู้เย็น
เตาไมโครเวฟ มีเพียงก้อนเส้า เตาฟืน เตาถ่าน แต่ลูก ๆ ได้กินอาหารสดทุกวัน
ข้าวปลาอาหารที่แม่หามาได้เดี๋ยวนั้น ปรุงเดี๋ยวนั้น ร้อนทุกรส สดทุกจาน
รอบ ๆ
เรือนชานแม่กับพ่อมีกิจการเกษตรครัวเรือน ใต้ยุงฉางเลี้ยงหมูกระโดน เลี้ยงเป็ดไข่ ใต้ถุนบ้านเลี้ยงไก่ไข่ ลูก ๆ
มีหน้าที่ไปหาผักขมและรำข้าวมาขุนเช้า-ขุนเย็น
กิจการที่โตกว่านั้นก็คือ
การทำไร่ ทำนา แม่ทำทุกอย่างที่เป็นงานเกษตรกรรม ในช่วงที่พ่อปิดเทอม แม่กับพ่อจะพาลูก ๆ ไปทำไร่ ไถนา
แม่กับพ่อลงทุนลงแรงด้วยตนเอง เกินแรงก็อาศัยวงศ์วานว่านเครือ มาลงแขกช่วยกัน ครอบครัวต้องไปค้างแรมในไร่นาจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจแต่ละครั้งก็กินเวลาหลายวัน
แม่สอนให้ผมรู้จักการใช้แรงงานในไร่ปอ
ไร่มันสำปะหลัง ถากถางสวนมัน สวนอ้อย สวนสับปะรด สอนให้เรียนรู้ การเลี้ยงวัว เลี้ยงควายและการดำรงชีพในป่า ยามอดยามหิวจะเอาตัวรอดอย่างไร
พืชพันธุ์ธัญญาหารรอบรั้วบ้าน
แม่แปรรูปมาเป็นของว่างยามเย็นหลังอาหารค่ำ จำพวกกล้วยบวชชี ขนมถ้วย ขนมตาล ลอดช่อง สังขยา ต้มมัน ต้มเผือก นึ่งกลอย ขนมครก ขนมเปียกปูน ฯลฯ แม่ทำได้หลากหลาย จนลูก ๆ
แทบจะไม่เห็นแม่ใช้เงินซื้อหาสิ่งเหล่านี้จากพ่อค้าแม่ขายให้ลูก ๆ กินเลย
ความสุขอันยิ่งใหญ่ของลูก
ๆ แต่ละคนกับแม่มีได้ไม่นาน ลูกของแม่ทั้ง 8 คน เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 ก็ต้องแรมรอนจากบ้านไปเรียนหนังสือยังแดนไกล จะเป็นบ้านไหนเมืองไหนก็สุดแท้แต่ว่าแม่กับพ่อจะพิจารณาว่าลูกแต่ละคนเหมาะสมกับภูมิศึกษาแห่งใด
แม่มองเห็นว่า การดำรงชีวิตเหมือนครอบครัวของแม่จะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน
แม่กับพ่อจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกเรียนรู้ชีวิตป่าดงพงพีเหมือนตนเอง
ความรู้ ความสามารถ
ความดีและวิชาชีพของลูกแต่ละคนจึงเหมือนดอกผลของต้นไม้ที่แม่ปลูก เพื่อให้ลูกได้เก็บกินไปตลอดชีวิต
กว่าที่ลูกทั้ง 8 คนของท่านจะเดินทางมาสู่ความสำเร็จได้ในวันนี้ มันเป็นการต่อสู้อันยาวนานของแม่และพ่อ แม่ไม่เคยรู้ว่า สุขภาพกาย สุขภาพจิต เป็นอย่างไร แม่มีความสุขและเพลิดเพลินอยู่กับการมีชีวิตเพื่อครอบครัวของแม่อย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย
นานเท่านาน จึงรู้ว่าวันหนึ่งเบาหวาน ความดัน
มันคุกคาม ชีวิตจึงหันเหไปตามวิถีของแพทย์กำหนดและมีโอสถบวกเพิ่มข้าวปลาอันจำกัดชนิด
แม่ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลแทนทุ่งนา
ป่าเขา ลำเนาไพร ชีวิตประจำวันต้องอยู่อย่างระมัดระวังกับการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด อยู่อย่างนี้..นับปีนับเดือน จวบจนอายุ 84 ปี
เช้าวันหนึ่ง..น้องสาวคนเล็กที่แม่อยู่ด้วย
ส่งข่าวบอกพี่ ๆ ว่า เช้านี้แม่อาการไม่ค่อยดี ต้องรีบส่งโรงพยาบาล
บนชั้น 4 ตึกอายุรกรรม โรงพยาบาลใหญ่ พื้นที่่ตั้งแต่หน้าลิฟท์ ไปจนสุดระเบียงของตึก ผู้ป่วยสูงอายุหญิง –ชายนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ ที่วางเรียงรายไปจนแน่นระเบียง เหลือเพียงช่องทางเดินเล็ก ๆ
พอให้หมอและญาติผู้ป่วยเดินแทรกเข้าไปเยี่ยมไข้ได้เท่านั้น มันเป็นเตียงที่ล้นออกมาจากห้องผู้ป่วยทุกห้องที่อยู่ด้านใน
ผมเบี่ยงตัวผ่านผู้คนที่อยู่ด้านนอกเข้าไปยังห้องด้านในที่เป็นห้องผู้ป่วยหนัก ที่ข้างหัวเตียงของแม่มีเครื่องมือแพทย์ที่มีสายห้อยระโยงรยางค์ไปยังแขนและจมูก หน้าจอมีเส้นกราฟสีแดงและเขียววิ่งไปมาตลอดเวลา แม่ไม่พูดอะไร ได้แต่ส่ายหน้า เมื่อผมไปเยี่ยมครั้งแรก..
จากการวินิจฉัยของแพทย์
แม่มีโรคภัยคุกคามมากกว่าเดิม แม่ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีเครื่องช่วยหายใจ ต้องป้อนอาหารพิเศษทางการแพทย์ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของหมออย่างใกล้ชิด
การดำเนินชีวิตของแม่เพื่อลูก
ๆ และครอบครัว เหมือนรถเก๋งซีดานที่เดินทางไกลหลายแสนกิโลเมตร จำต้องมีสิ่งที่ต้องชำรุด จำต้องมีสิ่งที่ต้องซ่อมแซม ลูก ๆ
ทุกคนที่เป็นดอกผลของต้นไม้ที่แม่ปลูก ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้แม่ปลอดภัย เพื่อกลับมาให้ร่มเงา เป็นกิ่งก้านสาขา ให้ดอกผลได้ชูช่อ เบ่งบาน เปล่งสีสรรสวยงาม เป็นดอกไม้ของแม่ตลอดไป ลูก ๆ รักแม่






อ่านแล้วประทับใจมากๆ ตื้นตันใจ สะท้อนให้เห็นภาพวิถีชีวิตของแม่ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจเต็มกำลัง ขยัน เพียร เป็นนักสู้ ขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลพิภพจงประทานพร ดูแลรักษาท่านให้หายจากโรคภัยไข้เ็จ็บโดยเร็ววัน ขอให้พี่สุริยาและครอบครัวจงประสบความสุขกาย สุขใจ
ตอบลบรักแม่ที่สุด ตอนเด็กตื่นมาร้องไห้ไม่ดห็นแม่เป็นคนแรก แม่ตื่นมาก็อยากเห็นเห็นลูกๆเหมือนกัน แม่ดึงแขนลูกไว้...ก่อนที่หมอจะบอกว้าหมดเวลาเยี่ยมแล้วค่ะ แม่ขา.....
ตอบลบ